ตอนที่ 14 กาฬโรค (4)
เพื่อบรรเทาสถานการณ์โรคระบาดให้ราษฎรแคว้นจ้าว ขบวนเดินทางของจ้าวเสวี่ยสวินจึงหยุดแวะในเมืองเป็นเวลาสองวัน
วันนี้จางเอ่อร์ออกไปตรวจเยี่ยมสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรตั้งแต่เช้าตรู่ หลังเสวี่ยสวินตื่นแล้วก็คิดจะออกไปสำรวจดูด้วยเช่นกัน เซี่ยงอวี่นั้นขัดเสวี่ยสวินไม่ได้ จำต้องตามไปด้วยกับนาง
บนยอดเขาเมฆสูงตระหง่านยามรุ่งอรุณ หน้าผาส่องประกายแสงงามระยับ ชั่วพริบตาเมฆหมอกได้เลือนหาย ป่าเขาใต้ฝ่าเท้าเบื้องล่างชัดกระจ่าง ทั่วผืนภูเขาเขียวขจี ซ่อนบ้านเรือนชายคาแกะสลักหลังเล็กหลังน้อยไว้หลายแห่ง
เสวี่ยสวินกับเซี่ยงอวี่เดินอยู่กลางหุบเขา ด้านล่างเชิงเขามีบ้านร้างหลายหลัง สภาพเก่าชำรุดทรุดโทรมไปนานแล้ว
“พี่ใหญ่เซี่ยง บ้านเรือนตรงเชิงเขาแห่งนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้วหรือ”
“เดิมทีบริเวณเชิงเขามีคนอาศัยอยู่หลายครอบครัว ก่อนหน้านี้รอบด้านเกิดภัยสงครามจลาจล ยังมาเจอกาฬโรคระบาดซ้ำ คะเนว่าคงบ้านแตกสาแหรกขาดกันไปแล้ว”
สีหน้าท่าทางของเซี่ยงอวี่ดูเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมา เขานึกถึงแคว้นฉู่ที่ล่มสลายย่อยยับเช่นเดียวกับบ้านเรือนตรงเชิงเขาแห่งนี้ ในใจพลันรู้สึกซับซ้อนหลากหลาย
“ภัยสงครามหรือ…” เสวี่ยสวินเห็นการต่อสู้แก่งแย่งชิงดีในวังลึกมาตั้งแต่เด็ก เหนื่อยหน่ายกับชีวิตในวังเต็มทน นางปรารถนาอิสรภาพและความสงบสุขท่ามกลางกลียุค ทว่าเมื่อช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายมาเยือนตรงหน้า ตนจะปีนขึ้นมาจากบึงลึกนี้ได้อย่างไร
ในใจเสวี่ยสวินคิดคำนึงถึงปวงประชาแคว้นจ้าว ส่วนใจของเซี่ยงอวี่กลับผูกโยงถึงแคว้นฉู่ที่ล่มสลาย สองคนเดินไปตามทางเดินภูเขาด้วยกันเช่นนี้
ทันใดนั้นก็เห็นเงาดำหลายสายปรากฏขึ้นรอบๆ บุรุษสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบและรองเท้าผ้า ใบหน้าดูซีดขาวเล็กน้อยกลุ่มหนึ่งเข้ามาขวางทางพวกเขาทั้งสี่ด้าน
เซี่ยงอวี่พลันเคร่งเครียด “แย่แล้ว คนเหล่านี้ดูเหมือนจะติดกาฬโรคแล้ว!”
“แค็กๆๆ” บุรุษที่เป็นหัวหน้าไอโขลกไม่หยุด ครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยคำต่อ “องค์หญิงแห่งแคว้นจ้าวรึ อย่ามาหลอกกันหน่อยเลย ตอนนี้จ้าวอ๋องไม่สนใจชาวบ้านอย่างพวกข้าแล้ว จะส่งองค์หญิงมาได้อย่างไร!”
พูดจบก็จับจ้องมองประเมินเสวี่ยสวินด้วยท่าทางไม่ประสงค์ดี แววตาเผยความละโมบ “แม่นางแต่งกายเช่นนี้ คงเป็นคุณหนูตระกูลคนมีเงินสิท่า ส่งเงินมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”
“ถ้าอยากได้เงินละก็ ข้าจะให้พวกเจ้าก็ได้ เหตุใดต้องออกมาทำร้าย...”
“องค์หญิงอย่าได้หลงเชื่อโจรพวกนี้ง่ายๆ”
เสวี่ยสวินพูดไม่ทันจบก็ถูกเซี่ยงอวี่ขัดจังหวะขึ้นก่อน “ให้เงินพวกเขาไปย่อมไม่รู้จักพอ เกรงว่าในใจยังวางแผนอื่นอยู่อีกกระมัง!”
บุรุษที่เป็นหัวหน้าพลันโบกมือตะโกนขึ้น “พี่น้องทั้งหลาย บุก! อย่างไรเสียพวกเราก็ติดกาฬโรคแล้ว ลากใครให้ตายตกไปด้วยได้ก็ลากมันมา!”
เซี่ยงอวี่ตื่นตกใจ คนพวกนี้ติดกาฬโรคแล้วจริงๆ หากเข้าใกล้พวกเขามากเกินไปละก็ ย่อมต้องติดเชื้อแน่ ไม่ได้การ จะให้พวกเขาเข้าใกล้เสวี่ยสวินไม่ได้!
“ยายหนูสวิน เจ้าพิงด้านหลังไว้ อย่าออกมาเด็ดขาด!” เซี่ยงอวี่หน้านิ่วคิ้วขมวด พุ่งตรงขึ้นไปทันที
พวกโจรกรูกันเข้ามา เซี่ยงอวี่ตวัดเท้าขึ้นทีเดียวก็เตะคนที่ขวางทางออกไปได้จำนวนมาก เขามีพละกำลังมหาศาลไร้ขีดสุด จะจัดการกับโจรภูเขาป่วยๆ พวกนี้ย่อมไม่พอให้พูดถึง แต่ปัญหาคือตอนนี้จะขว้างหนูก็กลัวกระทบข้าวของ[1] คนเหล่านี้ยอมทุ่มหมดหน้าตัก ไม่เอาไว้กระทั่งชีวิตตนเองแล้ว ขืนยังพัวพันต่อไป เกรงว่าจะติดกาฬโรคเอาได้
เซี่ยงอวี่ทั้งรุกและถอยไปพร้อมๆ กัน ดึงเสวี่ยสวินวิ่งขึ้นไปบนภูเขา พยายามสลัดให้หลุดจากโจรภูเขาติดโรคพวกนี้
ทางเดินภูเขาแห่งนี้ขรุขระสูงชัน เสวี่ยสวินไม่ทันสังเกตว่าข้างกายเป็นเนินเขาเล็กๆ จึงไม่ระวัง เท้าเหยียบพลาดหกล้มลงไป
เซี่ยงอวี่สังเกตเห็นความผิดปกติด้านหลังก็กระโจนเข้าไปกอดนางไว้ทันที สองคนกลิ้งลงจากเนินเขาไปด้วยกัน
โชคดีที่เซี่ยงอวี่มีร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ อาศัยกำลังอันมหาศาลคว้าจับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไว้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะทรงตัวจนมั่นคง แม้บนมือถลอกเป็นแผลเล็กน้อย แต่ก็เคราะห์ดีไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง
ส่วนเสวี่ยสวินนั้นเนื่องจากได้เซี่ยงอวี่ปกป้องไว้ในอ้อมแขน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
ยังดีที่ระหว่างทางนั้นแค่ตกใจแต่ไม่มีอันตรายใดๆ เสวี่ยสวินแอบดีใจในความโชคดี ครั้นเป็นเช่นนี้ก็หนีโจรภูเขาพวกนั้นพ้นพอดี
ทั้งคู่ออกกันมาตามลำพังระยะหนึ่งแล้ว เพื่อไม่ให้จางเอ่อร์ที่อยู่ทางจุดพักม้าเป็นห่วง พวกเขาจึงเตรียมเดินทางกลับ
ทว่าเดินไปเรื่อยๆ เซี่ยงอวี่กลับรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เขาร่างกายแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก น้อยมากที่จะล้มป่วย เวลานี้กลับรู้สึกปวดหัวราวกับจะปริแตก กระทั่งลมหายใจยังติดขัด
เพื่อไม่ให้เสวี่ยสวินเป็นห่วง เซี่ยงอวี่กัดฟันทนอยู่ตลอดเวลา ทว่าระหว่างเดินมา ความรู้สึกปวดหัวกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
รอจนมาถึงในเมืองแล้ว เขาก็ยืนหยัดไม่อยู่อีกต่อไป รู้สึกเพียงในลำคอพลันมีรสคาวหวาน กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ!
เสวี่ยสวินเห็นแล้วตกใจกลัว “พี่ใหญ่เซี่ยงท่านเป็นอะไรไป เหตุใดเป็นเช่นนี้…”
เชิงอรรถ
^ อุปมาว่า ไม่กล้าทำอะไรเด็ดขาดจริงจัง หรืออยากทำบางอย่างแต่ก็กลัวกระทบคนรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้อง