ตอนที่ 14 หึงเอซเหรอ
เสิ่นซีโหลวอาจจะเหนื่อยแล้ว ขึ้นรถไปนั่งกอดตุ๊กตาแมวน้อยที่กู้อู๋เหยียนให้ไม่ทันไร เอนศีรษะพิงพนักครู่เดียวก็ไปเฝ้าท่านโจวกง[1]แล้ว
กู้อู๋เหยียนเหลือบมองเสิ่นซีโหลวที่ใบหน้าถูกเส้นผมบดบังไปซีกหนึ่ง ขนตายาวลู่ต่ำลง แสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างรถเข้ามาอย่างนุ่มนวลทอดเป็เงารางๆ บนใบหน้าที่มีเค้าโครงเด่นชัด เขายิ้มมุมปากที่แทบไม่อาจสังเกตเห็น ขับไปอย่างมั่นคงระมัดระวัง จากตอนแรกความเร็วร้อยกว่าไมล์ ก็ลดลงเหลือหกสิบไมล์ ความรู้สึกจากเดิมที่ขับรถสปอร์ตแทบจะกลายเป็รถครอบครัวไปแล้ว
เสียงริงโทนดังขึ้นในรถที่เงียบสงบอยู่พักหนึ่ง เสิ่นซีโหลวงัวเงียควานหาโทรศัพท์แล้วหยิบมากดรับสายอย่างสะลึมสะลือ “พี่หลี่ มีอะไรเหรอ
“อืม ผมรู้แล้ว วางใจเถอะ! พรุ่งนี้ผมจะไม่หลับเป็ตายอีกแน่”
หลี่เหยียนที่อยู่ปลายสายไม่เชื่อคำสัญญาของเขา ทุกครั้งอีกฝ่ายก็รับปากดิบดี ครั้งนั้นไม่ใช่เพราะตนกระหน่ำโทรหารัวๆ ถึงได้ทำให้พ่อเ้าประคุณทูนหัวตื่นหรอกหรือ!
เฮ้อ! จนปัญญากับการนอนอืดบนเตียงของเขาจริงๆ!
หลังวางสาย เสิ่นซีโหลวก็ตื่นเต็มตาขึ้น เขามองข้อความในมือถือหลายข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน ข้อความบนสุดส่งมาจากพี่หลี่ กำชับเขาราวกับเป็แม่ บอกให้จำไว้ว่าต้องตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้า อันที่จริงทุกครั้งเขาก็ตั้งนาฬิกาไว้แล้ว เพียงแต่หลับเป็ตายเกินไป เลยไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เขาเองก็จนปัญญาเหมือนกัน!
ขณะกำลังเลื่อนโทรศัพท์ดู อยู่ๆ คุณแม่ที่เคารพก็ส่งข้อความเข้ามา เขายกยิ้มมุมปากด้วยความยินดี ในที่สุดคุณแม่ที่เคารพของเขาก็คิดถึงลูกชายคนนี้แล้ว!
เขาอดใจรอไม่ไหว กดเปิดข้อความนั้น น้ำเสียงนุ่มนวลระคนออดอ้อน น่ารักจนหลอมละลายหัวใจดวงน้อยของเขา วันที่ 30 ที่คิดถึงเ้าหญิงน้อย
กู้อู๋เหยียนชำเลืองมองเสิ่นซีโหลวด้านข้างที่ยับยั้งตัวเองไม่ให้กระตุกยิ้มมุมปากไม่ได้แล้วครุ่นคิด ไม่รู้ว่าใครส่งข้อความมา ถึงทำให้เขาดีใจได้ขนาดนี้
เสิ่นซีโหลวตอบข้อความเสร็จก็เอียงหน้ามองกู้อู๋เหยียนซึ่งมีสีหน้าไร้อารมณ์ ลังเลใจว่าจะบอกอีกฝ่ายดีหรือไม่ ว่าตนเองจะต้องไปถ่ายละครหนึ่งเดือน
กู้อู๋เหยียนชำเลืองมองเสิ่นซีโหลวอยู่ตลอด พอเห็นท่าทางอึกอัก อยากจะพูดแต่ก็ไม่พูดของเ้าตัว จึงเอ่ยปาก “คุณมีอะไรอยากพูดกับผมหรือเปล่า”
“ผมมีเื่อยากพูดกับคุณ”
เสียงทั้งคู่ดังขึ้นพร้อมกันภายในรถ
บรรยากาศพลันหยุดชะงัก กู้อู๋เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “งั้นคุณพูดมาเถอะ”
“วันนี้ผมเที่ยวสนุกมาก ขอบคุณนะ”
จริงๆ แล้วกู้อู๋เหยียนเองก็อยากพูดว่า เขาก็มีความสุขมากเช่นกัน แต่คำพูดนั้นติดอยู่ที่ริมฝีปาก ไม่ได้เอ่ยออกมา ตอบออกไปเพียง “อืม” อย่างเรียบเฉย
“ยังมีอีกนะ พรุ่งนี้ผมจะไม่อยู่บ้านคุณแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้หัวใจกู้อู๋เหยียนกระตุกวูบ จิตใจที่เบิกบานเป็สุขในตอนแรกจมดิ่งลงสู่อุโมงค์น้ำแข็ง หลังจากอึ้งงันไปชั่วขณะก็เอ่ยตอบสั้นๆ “ได้”
เสิ่นซีโหลวไม่ได้สังเกตถึงความหดหู่ในน้ำเสียงเขา พูดขึ้นอีกว่า “ผมรับละครเื่หนึ่งไว้ ต้องไปถ่ายทำที่เมืองเยียนหนึ่งเดือน ่นี้เลยไม่ได้กลับไปอยู่แล้ว คุณต้องดูแลเอซแทนผมให้ดี ถ้าผมกลับมาเห็นเอซผอมลง ผมจะถามหาความรับผิดชอบจากคุณเป็ไง” ขณะพูดยังแกว่งกำปั้นของตัวเองไปมาด้วย
หัวใจของกู้อู๋เหยียนเวลานี้เหมือนกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกา หนึ่งวินาทีก่อนหน้าตกลงก้นเหว หนึ่งวินาทีต่อมาก็ผ่อนคลายราวกับสายลม ความรู้สึกใจหายแล้วต่อมาก็วางใจลงได้ ช่างรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย
หลังได้ยินเสิ่นซีโหลวพูดยาวเหยียดจบ กู้อู๋เหยียนก็ตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลงมาก “เอซเป็หมาของผม ผมจะต้องเลี้ยงมันดีแน่ ไม่จำเป็ต้องให้คุณมาเป็ห่วงหรอก
“คุณเป็ห่วงผมให้มากๆ ดีกว่า!” ตอนที่กู้อู๋เหยียนพูดประโยคนี้ออกมา เขาเองก็ใ รีบเบนหน้าไปมองนอกหน้าต่างอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วหันกลับมาจ้องฝ่ายตรงข้าม แกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ทว่ามือที่จับพวงมาลัยดูเหมือนจะแข็งทื่อขึ้น
เสิ่นซีโหลวพูดอย่างงอนๆ “เ้าเอซน่ารัก มันเป็ที่รักซะขนาดนี้ ผมก็ต้องเป็ห่วงมันสิ ใครจะเหมือนคุณล่ะ” อันที่จริงตนนั้นอยากพูดว่า ‘เขาหน้าซื่อใจคด ปากคอเราะราย’ แต่เพื่อชีวิตน้อยๆ ของตัวเอง ไม่พูดออกไปจะดีกว่า
‘เป็ที่รัก’ คำนี้คล้ายไปััความเ็ปในจิตใจเบื้องลึกของกู้อู๋เหยียน ประกายในดวงตาเขาค่อยๆ หม่นลง น้ำเสียงที่เอ่ยเจือแววเศร้าสร้อย “ก็เพราะว่าผมไม่เป็ที่รักของคนอื่นมากพอ ถึงได้ถูกพ่อตัวเองเกลียด โดนมองข้ามดูถูกซะขนาดนี้”
“ไม่ๆๆ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น” เสิ่นซีโหลวที่อยู่ข้างๆ ปฏิเสธอย่างลนลาน เขาไม่ได้หมายความแบบนี้จริงๆ
ในตอนที่กำลังร้อนใจ เขาก็หลุดปากพูดความในใจออกมา “ผมแค่อยากบอกว่า คุณปากร้าย หน้าซื่อใจคด ไม่นึกเลยว่าคุณจะคิดแบบนี้”
กู้อู๋เหยียนได้ยินคำพูดนี้ของเขา มุมปากพลันกระตุก คุณชายกู้ที่สุขุมลุ่มลึก อ่อนโยนและอ่อนน้อมถ่อมตนในสายตาคนอื่น ไม่คิดเลยว่าจะเป็ทั้งคนปากร้ายและหน้าซื่อใจคดในมุมมองของอีกฝ่าย
พอนึกย้อนถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา หากอีกฝ่ายจะมีความทรงจำแบบนี้กับตนก็ไม่แปลกเช่นกัน!
เขาเจออีกฝ่ายครั้งแรกก็ขู่ให้ใกลัวที่สวนดอกไม้หลังโรงแรมซิงลี่ ตอนนั้นตนแค่รู้สึกว่าท่าทางหวาดกลัวของเสิ่นซีโหลวตลกมากๆ อันที่จริงเื่เล็กน้อยที่ได้ยินนั่นไม่ได้คุกคามตนเองเลยด้วยซ้ำ
ต่อมาก็เจอเสิ่นซีโหลวตกน้ำที่บ้านคุณตา พอช่วยเขาขึ้นมาก็พูดเหน็บแนมใส่ แถมยังมักประชันฝีปากกับเขาหลังจากมาอยู่ที่วิลล่า ตนแค่รู้สึกว่าท่าทางที่พาลโกรธนั้นดูตลกแกมน่ารักนิดๆ
กู้อู๋เหยียนที่สำรวมใจเย็น วางตัวสง่างาม แทบไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะทำเื่เด็กน้อยขนาดนี้ได้!
หากพวกซูมู่มาเห็นตนในสภาพนี้ จะต้องโดนหัวเราะเยาะอย่างถึงที่สุดแน่
เสิ่นซีโหลวเห็นกู้อู๋เหยียนขับรถเข้าไปจอดในโรงรถของวิลล่าแล้ว เขายังคงนั่งเงียบด้วยสีหน้าแยกไม่ออกว่ายินดีหรือโมโห บรรยากาศที่กดดันแบบนี้พานให้นึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก เมื่อครู่ไม่น่าปากไวเลย จบเห่แล้ว!
ตอนนี้หากเขาจะยอมแพ้คงไม่ทันแล้วใช่ไหม ขณะกำลังคิดว่าจะฉวยโอกาสดอดหนีไปก่อนดีหรือไม่นั้น กลับเห็นกู้อู๋เหยียนเปิดประตูลงจากรถ เดินลิ่วเข้าวิลล่าไปแล้ว
เสิ่นซีโหลวจับต้นชนปลายไม่ถูกเล็กน้อย ปกติที่ผ่านมาหากตนพูดกับเขาแบบนี้ พวกเขาจะต้องทะเลาะกันจนติดพันไปนานแล้ว แถมด้วยการต่อสู้อีกหลายรอบบนโซฟาถึงจะสามารถฝืนใจเลิกราได้
ทำไมวันนี้ถึงได้ผิดปกติขนาดนี้!
เชิงอรรถ
^ ไปเฝ้าท่านโจวกง, ฝันเห็นท่านโจวกง มาจากเรื่องตลกในราชวงศ์หมิงที่ครูกับนักเรียนล้อเลียนกันเพราะสัปหงกในห้องเรียน (โจวกง คือพระอนุชาของโจวอู่หวางผู้สถาปนาราชวงศ์โจว ได้รับยกย่องเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมสูง ขงจื้อได้น้อมนำเป็นแบบอย่างและกล่าวชื่นชมโจวกงอยู่เสมอ ในบั้นปลายชีวิตขงจื้อเคยกล่าวว่า ‘นานแล้วที่ไม่ได้ฝันถึงท่านโจวกง’ ด้วยระลึกถึงและยกย่องโจวกงอยู่เสมอมา ทั้งนี้ชาวจีนยังถือว่าโจวกงคือเทพแห่งความฝัน) บริบทนี้เปรียบกับสำนวนไทยก็คือ ‘ไปเฝ้าพระอินทร์’ นั่นเอง