อาทิตย์อัสดงเอียงลงฝั่งตะวันตกเวทมนตร์แห่งการหลับใหลของลาถีเท่อใกล้จะถูกขจัด โม่จ้านไปตามท่านหมอมาผู้หนึ่งหลังจัดยาเล่นแร่แปรธาตุให้สองสามเม็ดบอกกล่าวข้อพึงระวังยามจัดการปากแผลเสร็จพลันรีบร้อนกลับไปเจียนั่วนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวด้านนอกห้อง หวนนึกถึงภาพยามโม่เจ๋อเอ่อร์จ่ายค่ารักษาให้หมอด้วยเงินแปดเหรียญเงินแล้วพลันจมดิ่งสู่การครุ่นคิด
หลังจากเข้าไปในสันตะสำนักคล้ายกับตนจะสูญสิ้นความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินไป
หลังสันตะสำนักพบว่าตนมีพรสวรรค์สามารถรับรู้พลังธาตุแสงชีวิตความเป็นอยู่ของตนสามารถเรียกว่าได้รับความสนับสนุนจากเหล่าผู้คนยามเหล่าครูฝึกสอนทักษะวิชาหอกขั้นพื้นฐานให้ตนทุกคนต่างเอ่ยชมว่าตนมีความสามารถด้านการเรียนรู้มาโดยตลอดตั้งแต่ตนเป็นอัศวินฝึกหัดจนถึงรองผู้บัญชาการกองอัศวินแห่งพระวิหารคล้ายจะราบรื่นมาตลอดทาง มิเคยพบเจอปัญหาอันใดในยามปกติไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือข้าวของเครื่องใช้ล้วนแต่มีทางหน่วยงานจัดหามาให้เงินเหรียญทองที่สันตะสำนักจัดสรรลงมาให้ตนล้วนแต่ยัดใส่ในลิ้นชักใต้เตียงอย่างมินึกใส่ใจ
ถึงขั้นที่ว่ายามอยู่ในสนามรบขอเพียงมีอัศวินได้รับบาดเจ็บก็จะมีหัวหน้าบาทหลวงกับบาทหลวงอีกหลายคนช่วยกันร่ายเวททำให้อาการบาดเจ็บจากหนักกลายเป็นเบา จากเบากลายเป็นหายสนิททันทีที่พบว่ามีบาทหลวงเกิดอาการใช้พลังวิญญาณมากเกินไป ขอเพียงแจ้งไปยังองค์กรสันตะสำนักก็จะส่งบาทหลวงคนใหม่เข้ามาแทนตำแหน่งว่างเว้น คล้ายกับตนเพียงแค่คิดว่าจะตีฝ่าศัตรูเข้าไปอย่างไรเป็นพอไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอื่นแม้แต่น้อย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้มีช่องว่างขนาดใหญ่เกิดขึ้นระหว่างตนกับโลกภายนอกโดยที่ตนยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำยกเพียงเรื่องเงินมาถก สิ่งเดียวที่ตนเตรียมการเพื่อการออกเดินทางในครั้งนี้มีเพียงการดึงหีบใต้เตียงออกมาจากนั้นล้างเหรียญทองที่สกปรกหนึ่งรอบก่อนจะใช้รถม้าลากไปยังกิลด์สาขาย่อยแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ชายแดนอาณาจักรไหลเต๋อมากที่สุด
...นอกจากนั้นยังถูกหัวหน้ากิลด์สาขาย่อยคิดว่าเป็นขโมยและไต่สวนอยู่เป็นเวลานาน
ไม่ว่าจะองค์สมเด็จพระสันตะปาปาหรือพระคาร์ดินัลล้วนแต่มิได้เพิ่งเคยบอกตนเป็นครั้งแรกว่าขอเพียงโลกนี้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่ท่านเทพแห่งแสงกำหนดไว้ขจัดพลังที่ชั่วร้ายออกไปให้หมดสิ้น เหล่าประชาชนก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุขตนอยู่ในสันตะสำนักเป็นเวลากว่าสิบปีด้วยความเชื่อมั่นไว้วางใจอีกทั้งยังถือเป็นความภาคภูมิใจ คิดว่านี่คือ ‘กฎเกณฑ์’ที่สามารถทำให้ผู้คนสุขสงบ
กระทั่งยามนี้ความรู้ความเข้าใจของตนยังคงมิเปลี่ยนแปลงไปทว่ายามเผชิญหน้ากับเก๋อจือที่แผดเสียงคำราม ตนถึงกับไร้วาจาใดจะโต้กลับ ---กระทั่งผู้ที่มาจากสันตะสำนักเป็นบาทหลวงที่ยื่นมือออกไปรับคำสอนทางศาสนาด้วยตนเองกลับยังมิอาจปฏิบัติตามคำชี้แนะของท่านเทพแห่งแสงได้ทุกคนมิอาจสาดส่องแสงแห่งคุณงามความดีไปทั่วทุกหนแห่ง
เป็นเพราะความศรัทธาของพวกเขาไม่ซื่อสัตย์พอ
หรือจะกล่าวว่ามีผู้มอมเมาพวกเขาทำให้พวกเขาคิดใฝ่ต่ำ?
เรื่องนั้นตนก็มิอาจล่วงรู้เช่นกัน
...มิสู้เอ่ยว่าแท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้
เจียนั่วเผยหนึ่งรอยยิ้มขมขื่นแลดูประหลาดอยู่บ้างจากนั้นหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อไม่นานมานี้
ยามตนเห็นพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่สองมักรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่กลมกลืนกับสันตะสำนักกระนั้นกลับพูดมิออกว่าแท้จริงแล้วมีสิ่งใดไม่ถูกต้องกระทั่งตนได้ไปใช้ชีวิตที่เมืองเฟยปู้หย่าระยะหนึ่งจึงได้พอเข้าใจความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนั้น
สถานการณ์ปกติทั่วไปในความเป็นจริงกับ‘สถานการณ์ปกติทั่วไป’ ที่ตนคิดว่าเป็นเช่นนั้นได้ต่างกันแทบจะทุกสิ่งอย่างยามอยู่ในสันตะสำนัก ตนมีฐานะเป็นรองผู้บัญชาการกองอัศวินเป็นผู้มีความสามารถในอันดับหนึ่งหรือสองอัศวินแห่งพระวิหารทั่วไปและเหล่าบาทหลวงล้วนแต่นอบน้อมเชื่อฟังตนและตนก็เคยชินกับการออกคำสั่งโดยมิต้องกังวลว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะต่อต้านส่วนตนนั้นก็ไม่มีทางต่อต้านผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าตนไม่กี่ท่านนั้นเช่นกัน
ทว่าเมื่อออกมาข้างนอกไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะเช่นไร ความสามารถในการต่อสู้เป็นอย่างไร ล้วนแต่สามารถชักสีหน้าตำหนิ ถึงขั้นโมโหจนตะคอกใส่ตนได้ทั้งสิ้น และสิ่งที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือตนมิได้เกลียดการคบค้าสมาคมเช่นนี้แต่อย่างใด กลับรู้สึกผ่อนคลายคล้าบกับว่า‘แท้จริงแล้วก็ควรเป็นเช่นนี้’
...เห็นทีตนจะอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งเดียวนานเกินไปเสียแล้ว
ออกมาเดินดูข้างนอกให้มากก็ไม่มีสิ่งใดมิดีช่วยให้ตนได้เข้าใจว่ายังมีสถานที่ที่ร่มเงาของท่านเทพแห่งแสงแผ่ออกไปมิถึงอีกมากเพียงใดและยังคงมีความยึดมั่นศรัทธาของตนเพราะเหตุนี้
เมื่อเทียบกับเจียนั่วที่ปิดเปลือกตาทำสมาธิอยู่ด้านนอกเก๋อจือกำลังฟุบหมอบอยู่ข้างเตียงภายในห้องดวงตากลมจ้องมองลาถีเท่อที่ขยับกายเล็กน้อย
ด้วยนิสัยของลาถีเท่อจะต้องแบกรับความผิดไว้กับตนเองเพียงผู้เดียวอย่างแน่นอนจะมิยอมให้ผู้อื่นรู้สึกต้องรับผิดชอบสิ่งใด ทว่าตนปลอบโยนโม่เจ๋อเอ่อร์แทนเขาแล้วหลังลาถีเท่อรู้คงจะให้รางวัลตนกระมัง?
ร่างกายของลาถีเท่อแข็งแรงมากจริงๆแม้จะเป็นยามปล่อยตัวผ่อนคลายกระนั้นยังพอเห็นลายกล้ามเนื้อบนท่อนแขนได้อย่างเลือนราง ขณะเก๋อจือจ้องมองจิตใต้สำนึกพลันล่องลอยไปยังคืนนั้นที่พวกเขาสามคนตัดสินใจว่าจะเดินทางมายังอาณาจักรข่ายเจ๋อ
กล้ามเนื้อแข็งแรงกำยำของลาถีเท่อมิได้ดูดีแต่เพียงภายนอกทว่าแฝงไว้ด้วยพละกำลังน่ากลัว ยามแบกตนขึ้นบ่าคล้ายจะไม่เปลืองแรงแม้แต่น้อยยามอีกฝ่ายกดตนลงบนฟูกนอน โอบกอดเอาไว้พร้อมทั้งใช้กำลังข่มเหงตนรู้สึกราวกับถูกร่างกายร้อนระอุของอีกฝ่ายกักขังเอาไว้มิอาจขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนอย่างไรล้วนแต่มิอาจสั่นคลอนอีกฝ่าย
รอกระทั่งตนดิ้นรนจนเหนื่อยอีกฝ่ายจึงยอมปล่อยตน ฉวยโอกาสบังคับจูบอย่างแข็งกร้าวตนที่เรี่ยวแรงแห้งเหือดมิอาจต้านทานแม้แต่น้อย ทำได้เพียงปล่อยให้คน ‘ป่าเถื่อน’เผ่าหมานที่อยู่ตรงหน้ากลืนกินราวกับเชลยศึกผู้น่าสงสารที่ยอมเป็นผักเป็นปลาของผู้อื่น
...ซี้ดเหตุใดจึงน้ำลายไหลเสียแล้ว
เก๋อจือใบหน้าแดงก่ำลอบบริภาษตนเองที่ราคะขึ้นสมอง ตามด้วยตบหน้าตนเองเพื่อสงบสติลง
นับแต่สร้างความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนลาถีเท่อกลายเป็นคนมั่นใจในตนเองขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังเผด็จการด้วยเช่นกันกระนั้นนี่ก็เป็นสิ่งที่ตนยินดีจะได้เห็นหากมิใช่เพราะความช่วยเหลือของโม่เจ๋อเอ่อร์เกรงว่าตนกับลาถีเท่อคงจะวนอยู่ในวังวน ‘มากกว่าสหายแต่มิใช่คนรัก’ ตลอดไป
ชาติกำเนิดของโม่เจ๋อเอ่อร์เต็มไปด้วยความลึกลับกระนั้นตัวเขากลับเป็นคนเปิดเผยอย่างมากเมื่อความต่างทั้งสองอย่างมาอยู่รวมกันกลับมิได้ให้ความรู้สึกขัดแย้งแรกเริ่มเดิมทีตนเพียงสนใจในตัวตนของอีกฝ่ายทว่าภายหลังเห็นว่าโม่เจ๋อเอ่อร์มิเพียงแต่มีฝีมือ นึกมิถึงว่าจะยังทำให้คำมั่น‘หากวันหนึ่งวันใดเกิดมีพรสวรรค์ด้านพลังเวทขึ้นมา’สามารถเป็นจริงทั้งยังแอบเรียนเวทมนตร์ตนยังใคร่รู้อีกว่าแท้จริงแล้วความสามารถของอีกฝ่ายจะมากมายได้ถึงเพียงใดกัน
และหลังจากผ่านพ้นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นความใคร่รู้ของตนกลับแทบจะระเบิดออกมาเสียแล้ว---นึกมิถึงว่าโม่เจ๋อเอ่อร์จะเก็บซ่อนวิธีต่อสู้ที่สุดยอดเช่นนี้เอาไว้สามารถเรียกและควบคุมฝ่ามือใหญ่ที่มิต่างกับเทพปีศาจในเทพนิยายสร้างความสั่นสะเทือนให้วิสัยทัศน์ของตนเหลือเกิน
เพียงแต่โม่เจ๋อเอ่อร์มิเอ่ยอันใดสักอย่างตนจึงมิกล้าไปเอ่ยถามเช่นกันหากนี่เป็นความสามารถหายากที่ได้มาจากการสืบทอดหรือผนึกปีศาจสงครามคนทั่วไปแค่ได้มีบุญตาเห็นสักครั้งก็เพียงพอให้นำไปโอ้อวดแล้วหากลาถีเท่อโชคดีได้รับการถ่ายทอดวิชาจากโม่เจ๋อเอ่อร์ เช่นนั้นตนยังสามารถใช้ไม้อ่อนหว่านล้อมลาถีเท่อ
“ยังดูมิพอๆหากให้โม่เจ๋อเอ่อร์แสดงให้ดูอีกรอบได้ก็คงดี...”
เก๋อจือวาดวงกลมบนมัดกล้ามเนื้อด้านหลังต้นแขนของลาถีเท่อพร้อมกับเอ่ยพึมพำกับตนเองราวกับถูกอาถรรพ์มิทันสังเกตสักนิดว่าลาถีเท่อลืมตาแล้วและกำลังจ้องมองตนด้วยสีหน้าขบขัน
“...?!อะ อ่า!!”
เมื่อเก๋อจือสัมผัสได้ถึงความผิดปกติพลันถูกแขนของลาถีเท่อกอดคอเอาไว้และดึงจากขอบเตียงขึ้นมาอยู่บนเตียงภายในเวลาอันรวดเร็วเสียแล้ว
“ลาถีเท่อเจ้าทำอันใด?!ระวังปากแผล---อุ๊บอื้อ...!!”
มิรอให้เก๋อจือเอ่ยจบประโยคริมฝีปากของลาถีเท่อพลันแนบชิดเข้ามาจัดการปิดผนึกปากของเด็กหนุ่มหัวแดงอย่างแนบแน่นขณะมองแววตาตื่นตระหนกเจือความเป็นกังวลของอีกฝ่ายลาถีเท่อรู้สึกอบอุ่นในใจพลางโอบกอดร่างที่ซูบลงอยู่บ้างของอีกฝ่าย
ผ่านไปเนิ่นนานการจูบอย่างดูดดื่มของเด็กหนุ่มสองคนพลันสิ้นสุดลงปลายจมูกโด่งคมของลาถีเท่อถูไถปลายจมูกของเก๋อจือแนบสัมผัสเสียจนอีกฝ่ายแดงก่ำไปทั้งใบหน้าจึงได้ยอมหยุดลง
“...ที่รักเมื่อครู่เจ้าเอ่ยว่ายังดูสิ่งใดมิพอ?”