“วันนี้ผู้ดูแลร้านหลินดูอารมณ์ดีนะเจ้าคะ”
ผู้ดูแลร้านหลินหันกลับมาก็เห็นฮวาชิงเหยียนยิ้มกว้างให้เขาด้วยใบหน้าซีดเซียวอมเหลือง
พอฮวาชิงเหยียนเห็นหน้าของผู้ดูแลร้านหลินชัดๆ ก็เอ่ยหยอกเย้า เสียงนั้นเจือแววล้อเลียนเล็กน้อย “วันนี้ท่านดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าดีเสียจริง ข้าไม่คาดคิดเลยว่าพอท่านดูอ่อนวัยลงจะหล่อเหลาถึงเพียงนี้ ดูท่าโอสถน้ำเสริมความงามกับสูตรยานั่นจะได้ผลดีทีเดียวนะเจ้าคะ”
ฮวาชิงเหยียนว่าจบก็เลิกคิ้วให้เขาทีหนึ่ง
ผู้ดูแลร้านหลินไม่คิดว่านางจะรู้ว่าเขาแอบดื่มโอสถน้ำเสริมความงาม จึงตกตะลึงจนไม่รู้จะพูดอะไร
กลับเป็นเหล่าเด็กรับใช้ที่ได้ยินแล้วก็พากันหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยหยอกเย้าขึ้นมาเช่นกัน
“แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อก่อนผู้ดูแลร้านหลินของพวกเราเป็นถึงนักหลอมโอสถระดับสอง รูปโฉมก็งามสง่าจนสตรีหมายปองไม่เว้นวัน!”
“ใช่แล้ว! แม้แต่มารดาข้ายังเคยพูดว่า นางก็เคยชมชอบผู้ดูแลร้านหลินเหมือนกัน!”
“เอ้อร์เลิ่ง เจ้าพูดเช่นนี้ไม่กลัวพ่อเจ้าฟื้นจากหลุมมาฟาดปากหรืออย่างไร”
เอ้อร์เลิ่งเชิดคางพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากบิดาข้าจะลุกขึ้นจากหลุมมาฟาดจริง ข้าค่อยกลัวก็ยังไม่สาย!”
ผู้ดูแลร้านหลินฟังพวกเขาหยอกเย้ากันแล้วก็รู้สึกอายจนไม่รู้จะดุอย่างไรดี
ฮวาชิงเหยียนหัวเราะพลางกล่าวว่า “แต่อย่างไรร่างกายของท่านก็ต่างจากสตรีทั่วไปอยู่ดี ท่านไม่ควรดื่มโอสถนั่นอีกนะเจ้าคะ โอสถน้ำเสริมความงามที่ท่านดื่ม ข้าปรุงขึ้นสำหรับสตรีโดยเฉพาะ ดีที่ท่านดื่มไปไม่มาก ไม่เช่นนั้นผิวของท่านคงจะเนียนนุ่มเกินไปแล้ว
“หากท่านยินดี ข้าก็ยินดีตรวจชีพจรให้ แล้วจะจัดโอสถน้ำเสริมความงามเพื่อบุรุษโดยเฉพาะให้ท่านด้วย รับรองว่าไม่ถึงหนึ่งเดือน ท่านจะกลับมารูปโฉมหล่อเหลาเหมือนตอนหนุ่มๆ อีกครั้งแน่นอน อีกอย่าง...ท่านควรเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อยเถิด ท่านดูอ่อนวัยขนาดนี้แล้ว จะมัวสวมชุดยาวของคนวัยสี่ห้าสิบปีไปได้อย่างไรกัน”
“จริงหรือขอรับ มีโอสถน้ำเสริมความงามสำหรับบุรุษด้วยหรือ!”
ต้าโถวถึงกับเลิกสนใจหยอกเย้า รีบถามขึ้นด้วยสีหน้าคาดหวังเต็มที่
รูปร่างเขาถือว่าใช้ได้ เสียแต่หน้าตาที่ไม่ค่อยจะเข้าตา ทำเอาเจ้าตัวกลัดกลุ้มมานาน
เสี่ยวซื่อพูดจาตรงไปตรงมา “แค่คิดก็รู้ว่าต้องราคาสูงแน่นอน จะซื้อโอสถบำรุงผิวระดับสามหนึ่งเม็ดยังต้องใช้ตั้งหนึ่งหมื่นตำลึงทอง หากไม่มีจ่ายก็อย่าหวังว่าจะได้ครอบครอง”
ไอ่ซานพูดอย่างตื่นเต้น “คะ...คุณหนูฮวา แค่สิบตำลึงทองก็ซื้อเทียบยานั้นได้จริงหรือขอรับ ข้าจะ...ขอให้คุณหนูฮวาช่วยจัดสมุนไพรให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
เอ้อร์เลิ่งก็พยักหน้า มองนางด้วยดวงตาเป็นประกายแห่งควาหวัง
ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางพลางกล่าว “โอสถน้ำเสริมความงามขวดหนึ่งราคาหนึ่งพันตำลึงทอง ส่วนเทียบยาราคาสิบตำลึงทองก็พอ”
ฮวาชิงเหยียนไม่ได้เอ่ยว่าโอสถน้ำที่ตนปรุงเห็นผลเร็วกว่ามาก เพราะรู้ดีว่าเหล่าเด็กรับใช้เหล่านี้คงไม่มีเงินทองมากนัก หากใช้วิธีบำรุงร่างกายด้วยสมุนไพรเทียบนั้นก็นับว่าคุ้มค่าและเป็นทางเลือกที่ดี
แต่ฮวาชิงเหยียนหารู้ไม่ว่า เด็กรับใช้ที่ร้านโอสถเทียนชิงนั้นได้รับเบี้ยรายเดือนเดือนละห้าสิบตำลึงทอง ไหนจะยังมีเงินรางวัลจากยอดขายอีก ดังนั้นต้าโถวที่ทำงานมาหกเจ็ดปี ย่อมมีเงินพอซื้อโอสถหนึ่งขวด
พวกเขาให้ฮวาชิงเหยียนตรวจชีพจรให้ทันที โดยให้ผู้ดูแลร้านหลินตรวจเป็นคนแรก
ฮวาชิงเหยียนใช้เวลาในการตรวจชีพจรไม่นาน หลังเขียนเทียบยาให้ทุกคนแล้ว ยังมอบโอสถน้ำเสริมความงามสำหรับบุรุษให้กับผู้ดูแลร้านหลินและต้าโถว
ต้าโถวได้โอสถมาแล้วก็ไม่รีรอ เขายกดื่มจนหมดเกลี้ยงในพริบตา
ไอ่ซานกับคนอื่นๆ รีบแย่งขวดเปล่ามาคว่ำดูแต่ก็พบว่าไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว จึงพากันโห่เย้ยต้าโถวทันทีว่าช่างไม่แบ่งปันเอาเสียเลย
ส่วนผู้ดูแลร้านหลินแม้จะวางท่าเก็บโอสถไว้จะดื่มตอนเย็น แต่พอเห็นใบหน้าของต้าโถวที่ดูเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กอปรกับเรือนร่างที่สูงสง่าเป็นทุนเดิม ทำให้เขากลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามในบัดดล ก็อดใจไม่ไหว เดินเข้าห้องไปดื่มโอสถในทันที
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เขาก็พบว่าริ้วรอยบนใบหน้าจางหายไปจนหมด อีกทั้งหน้าตายังดูดียิ่งกว่าตอนยังเยาว์เสียอีก
พอนึกถึงคำของฮวาชิงเหยียนที่ว่าเสื้อคลุมผ้าไหมของเขาดูแก่เกินไป เขาก็เปลี่ยนเป็นชุดคลุมยาวสีฟ้าเข้มที่เคยสวมตอนยังเยาว์ ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยริ้วรอยกลับแลดูอ่อนเยาว์ดังบุรุษวัยยี่สิบปลายๆ แววตาคมคาย แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ที่ยากจะละสายตา
ไอ่ซานกับพวกเห็นผู้ดูแลร้านหลินแล้วถึงกับตาค้าง ยิ่งหันไปมองต้าโถวที่แม้ใบหน้าแทบไม่ต่างจากเดิม ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดกลับดูหล่อเหลากว่าอย่างน่าประหลาด
ความรู้สึกทั้งอิจฉาทั้งอยากได้พลันตีขึ้นในอก พวกเขาต่างลูบเทียบยาในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ในใจล้วนปักใจแน่วแน่
ต่อให้ต้องเก็บเงินไปอีกนานแค่ไหน ก็จะต้องไปซื้อโอสถน้ำสำหรับบุรุษของคุณหนูฮวาชิงเหยียนมาให้ได้!
ต้าโถวพอรู้ว่าตนดูดีขึ้นก็ดีใจยิ่งนัก ยามว่างจึงแอบส่องน้ำดูหน้าตนเองอยู่หลายครั้ง ท่าทีที่มีต่อฮวาชิงเหยียนเรียกได้ว่าแทบจะประจบเอาใจสุดชีวิต ไม่เพียงช่วยนางยกโต๊ะยกเก้าอี้ ยังอาสาไปแขวนป้ายให้ด้วย ราวกับจะเรียกลูกค้าแทนอยู่รอมร่อ
ไอ่ซานกับพวกกัดชายเสื้อพลางมองต้าโถวอย่างคับแค้น กล่าวโทษอีกฝ่ายว่าช่างไร้ยางอาย ลงมือประจบเร็วจนพวกตนไม่มีโอกาสชิงเอาหน้า
ฮวาชิงเหยียนนั่งอยู่ที่ร้านโอสถเทียนชิงตลอดทั้งเช้า ทว่าน่าเสียดายที่นางยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ผู้คนส่วนใหญ่เพียงเข้ามาสอบถามว่านางเป็นนักหลอมโอสถจริงหรือไม่ แต่ยังไม่มีใครกล้าขอให้ตรวจชีพจร
กระนั้นเอง บรรดาลูกค้าขาประจำที่เห็นผู้ดูแลร้านหลินกับต้าโถวรูปลักษณ์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ต่างก็เอ่ยถามกันยกใหญ่
ไอ่ซานกับพวกไม่ยอมปล่อยโอกาสเอาใจฮวาชิงเหยียนให้หลุดลอย ต่างก็ช่วยกันพูดสรรเสริญโอสถของนางอย่างเต็มที่
แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่พอเห็นอายุและรูปร่างหน้าตาของฮวาชิงเหยียน กลับคิดว่าพวกเด็กรับใช้นั่นแกล้งพูดเล่นหรือไม่ก็รับเงินนางมาแล้ว ไม่อย่างนั้น หากโอสถของนางวิเศษจริง ไฉนใบหน้าของนางจึงยังดูซีดเซียวราวกับต้นถั่วงอกได้เล่า
อย่างไรก็ดี เหล่าลูกค้าสตรีบางคนก็ยังคงวนเวียนอยู่แถวนั้นอย่างลังเล ราวกับรอให้มีคนกล้าก้าวออกมาเป็นคนแรก
ส่วนเรื่องของฉางจื่อโหรวเมื่อวานนี้ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานนับว่าไม่มาก จึงยังไม่มีใครพูดถึงในวันนี้
ฮวาชิงเหยียนไม่รีบร้อน เมื่อเห็นว่าแดดเริ่มร้อนจัดจึงทิ้งแผงขายไว้แล้วเดินเข้าไปพักในร้าน ทว่านางยังไม่รู้เลยว่า ในขณะเดียวกัน ณ จวนอันกั๋วกง ก็มีเหตุการณ์สำคัญบางอย่างกำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนางอย่างไม่อาจเลี่ยง
โถงใหญ่จวนอันกั๋วกง
อ๋องเก้าผู้สวมชุดคลุมยาวสีม่วงอมแดงสะดุดตานั่งเอนหลังพิงพนักที่นั่งหลัก เขาดื่มชาหลงลั่วชั้นเลิศที่ฮวาเจิ้นเซี่ยให้คนจัดเตรียมไว้ให้พลางเอ่ยเร่งคนให้นำของหมั้นเข้ามาโดยไว
ฮวาเจิ้นเซี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างมองหีบใบน้อยใหญ่มากมายอย่างตะลึง ภายในหีบเหล่านั้นมีสมุนไพรหายาก เครื่องประดับงดงาม ชุดเวทชั้นเลิศ ยันต์และอื่นๆ อีกมากมาย อ๋องเก้าจัดเตรียมมาอย่างอลังการจนเขาแทบลืมหายใจ
ฮวาเจิ้นเซี่ยยิ้มแป้นจนแทบกลั้นไม่อยู่ รีบโบกมือเรียกบ่าวผู้ดูแลเข้ามาแล้วเอ่ยเร่งอย่างกระตือรือร้น “เร็ว! รีบไปตามคุณหนูใหญ่ของพวกเจ้ามา!”
ฮวาเจิ้นเซี่ยเพิ่งกล่าวจบ น้ำเสียงอ่อนโยนของฮวาเย่ว์โหรวก็ดังมาจากนอกห้อง
“ท่านพ่อ ท่านรีบร้อนเรียกลูกมามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ แล้วของในห้องโถงนี้คือ...”
ฮวาเจิ้นเซี่ยหันไปมองบุตรสาวในชุดกระโปรงขาวราวดอกบัวขาวที่เติบโตในปลักโคลนหากกลับไม่แปดเปื้อน ในแววตาและสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เขายิ้มกว้างพลางกล่าว “มาๆๆ มาคารวะอ๋องเก้าเร็วเข้า เขามาสู่ขอเจ้าอย่างไรเล่า”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้น สีหน้าของฮวาเย่ว์โหรวก็เบิกบานด้วยความปลาบปลื้ม รัชทายาทเคยบอกว่าจะมารับนางในเร็ววัน และก็ให้คนมาสู่ขอจริงๆ
ฮวาเย่ว์โหรวกวาดตามองแถวหีบที่เปิดอ้าเรียงราย ภายในบรรจุเต็มไปด้วยชุดเวทชั้นเลิศ เครื่องประดับ โอสถ และสมบัติล้ำค่าหลากชนิด ชำเลืองมองเพียงครั้งเดียวก็มองออกถึงความมั่งคั่งเกินคาดของสิ่งของเหล่านั้น
โดยเฉพาะชุดเวทที่ดูฝีมือประณีตวิจิตรงดงาม กอปรกับเนื้อผ้าที่ล้วนเป็นของบรรณาการ ใครเห็นก็ย่อมรู้ว่าของหมั้นชุดนี้ถูกเตรียมมาด้วยความใส่ใจ
ฮวาเย่ว์โหรวเผยสีหน้าเขินอายอย่างสาวแรกแย้ม ยอบกายคารวะต่ออ๋องเก้าอย่างอ่อนช้อย
อ๋องเก้ารับคารวะด้วยท่าทีสงบนิ่ง พลางคิดในใจว่า
ฮวาเจิ้นเซี่ยกับฮวาเย่ว์โหรวช่างเสแสร้งได้แนบเนียนนัก ข้ามาสู่ขอฮวาชิงเหยียนแท้ๆ แต่กลับแสดงออกอย่างแนบเนียน ราวกับชื่นชมและยินดีแทนฮวาชิงเหยียนอย่างจริงใจ ไม่แปลกใจเลยที่คนนอกจะมองฮวาเจิ้นเซี่ยไม่ออก
ฮวาเย่ว์โหรวไม่ได้สังเกตว่าอ๋องเก้าเหม่อลอยไปแล้ว เพราะนางยังจมอยู่กับความคิดของตนเอง พลางนึกว่ารัชทายาทรักนางจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ ฮวาชิงเหยียนจะคู่ควรกับรัชทายาทได้อย่างไร ในเมื่อเขาส่งคนมาสู่ขอแล้ว เช่นนี้นางก็จะฉวยโอกาสนี้ข่มเหงครอบครัวของฮวาชิงเหยียนเสียเลย
ฮวาเย่ว์โหรวหันไปกล่าวกับฮวาเจิ้นเซี่ยว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ วันสำคัญเช่นนี้ เหตุใดไม่ส่งคนแจ้งท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับพี่เฮ่าเย่ว์เล่าเจ้าคะ”
ฮวาเจิ้นเซี่ยเหลือบตามองก็รู้ทันทีว่าบุตรสาวคิดอะไร จึงรีบแสร้งทำเป็นรู้สึกผิดพร้อมยิ้มกล่าว “ใช่ๆๆ ข้าลืมพี่สะใภ้ใหญ่ไปได้อย่างไรกันนะ พวกเจ้ารีบไปตามฮูหยินใหญ่ คุณชายใหญ่ กับคุณหนูรองมาเดี๋ยวนี้!”
ฮวาเจิ้นเซี่ยเน้นคำว่า ‘มาเดี๋ยวนี้’ อย่างหนักแน่นนั้น ความหมายก็คือ ต่อให้ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ไม่ยินยอม ก็ต้องให้อุ้มออกมาให้ได้
ผู้ดูแลจวนซึ่งเป็นคนสนิทของฮวาเจิ้นเซี่ย ย่อมเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนั้น จึงรีบพาบ่าวชายมุ่งหน้าไปยังเรือนของซูซื่อทันที
เมื่อไปถึงก็เห็นฮวาเฮ่าเย่ว์กำลังนวดขาของตนเองด้วยท่าทางแปลกประหลาด
ฮวาชิงเหยียนเป็นคนสอนวิธีการนี้ให้เขา บอกว่าหากนวดแล้วจะช่วยฟื้นฟูขาได้ดีนัก
ผู้ดูแลจวนเอ่ยอย่างขอไปที “คุณชายใหญ่ เนื่องจากวันนี้รัชทายาทส่งคนมาสู่ขอคุณหนูใหญ่ นายท่านจึงให้มาตามท่าน คุณหนูรอง และฮูหยินใหญ่ไปที่โถงหน้าขอรับ”
เมื่อฮวาเฮ่าเย่ว์ได้ยินว่าจวินอู๋ชิงซึ่งเดิมเป็นคู่หมั้นของน้องสาวตน มาสู่ขอฮวาเย่ว์โหรวก็ปฏิเสธทันที “ข้ากับท่านแม่อาการไม่ค่อยดี ไม่เหมาะจะพบแขก”
ผู้ดูแลจวนแค่นเสียงเย็น “ไม่ใช่เรื่องที่พวกท่านจะขัดได้ พวกเจ้า! มาพาฮูหยินใหญ่ คุณชายใหญ่ และคุณหนูรองไปที่โถงหน้าเดี๋ยวนี้!”
ผู้ดูแลจวนกล่าวจบก็โบกมือให้บ่าวชายเข้ามา
“พวกเจ้าจะทำอะไร! ห้ามเข้าไปในห้องของท่านแม่ข้าเด็ดขาด!”
เมื่อฮวาเฮ่าเย่ว์ที่ถูกลากตัวออกไป เห็นบ่าวชายบุกเข้าไปในห้องของซูซื่อกับฮวาชิงเหยียนก็โกรธจนแทบระเบิด
“กรี๊ดดด!”
ประตูห้องของซูซื่อถูกถีบอย่างแรง เสี่ยวเหมยซึ่งกำลังดูแลซูซื่ออยู่ร้องลั่นด้วยความตกใจ
บ่าวชายกรูกันเข้าไปหมายจะฉุดซูซื่อ เสี่ยวเหมยเห็นดังนั้นจึงรีบพุ่งเข้าไปขวางด้วยสีหน้าตื่นตระหนกทันที
บ่าวชายผลักเสี่ยวเหมยจนกระเด็นไปอีกทาง ขณะกำลังจะคว้าตัวซูซื่อ เสียงของนางที่เต็มไปด้วยความดุดันก็ดังขึ้น
“บังอาจนัก!”
พอบ่าวชายผู้นั้นสบตากับซูซื่อ เขาพลันรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างจากแววตาอันดุดันของนาง ทำให้ชะงักและไม่กล้าลงมือไปเสียอย่างนั้น
สุขภาพของซูซื่อในวันนี้ดีเกินคาด นางเริ่มเชื่อแล้วว่าตนมิใช่เพียงฟื้นตัวก่อนสิ้นใจอย่างที่คนอื่นว่า หากแต่คำพูดของฮวาชิงเหยียนกลับจุดประกายความหวังขึ้นอีกครั้ง นางจึงมั่นใจว่าตนจะฟื้นคืนได้จริง และความคับข้องในใจก็ค่อยๆ หายไปไม่น้อยแล้ว ทว่าการกระทำของฮวาเจิ้นเซี่ยในครานี้กลับทำให้นางโกรธยิ่งนัก
เมื่อผู้ดูแลจวนเดินมาถึงหน้าห้อง ก็ถูกแววตาเยียบเย็นของซูซื่อจ้องมองจนขนลุกวาบ ในใจถึงกับหวาดผวาเหมือนกลับไปเห็นซูซื่อยามที่ฮวาเจิ้งยังคงเป็นอันกั๋วกงเมื่อสิบปีก่อน นางคือสตรีผู้ทรงศักดิ์แห่งตระกูลฮวา ผู้ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยอำนาจและบารมี