ร้อนยิ่งนัก
อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เสียงหนึ่งดังข้างหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า“แก้แค้น! ฉู่จวินหลัน เ้าต้องแก้แค้น!”
ฉู่จวินหลันรู้สึกว่าราวกับกำลังฝันร้ายก่อนจะสะดุ้งตื่นอย่างแรง ภาพแรกที่เห็นคือเปลวไฟลุกโชน!
ความทรงจำวุ่นวายถาโถมเข้ามาจนแทบตั้งรับไม่ทันเมื่อหันมองโดยรอบตามสัญชาตญาณ ก็พบว่าตนอยู่บนหลังสตรีเกล้าผมมวยคู่คนหนึ่ง
“คุณหนูสามบ่าวไม่ทิ้งท่านเด็ดขาดเ้าค่ะ!” สาวใช้กัดฟันเอ่ย ทว่าแรงกายนางมีจำกัดแม้ฉู่จวินหลันจะรูปร่างผอมบาง แต่ก็หนักเกินกว่าที่นางจะรับไหวทำให้ยามเดินไปข้างหน้าไม่มั่นคงนัก
เปลวไฟซึ่งกำลังลุกโชนในยามราตรีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆควันคลุ้งไปทั่วห้อง
เสียงของสาวใช้เจือด้วยความสิ้นหวัง“ถึงตายบ่าวก็จะตายไปพร้อมคุณหนู!”
“จื่อเยียน...”เสียงของร่างนี้แหบพร่าราวกับถูกกระดาษทรายขูด
“คุณหนูสาม!”จื่อเยียนตกตะลึงจนชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมามองด้วยความไม่อยากเชื่อ
ฉู่จวินหลันซึ่งลงมายืนที่พื้นพลันปวดแปลบที่ศีรษะนางยกมือกุมขมับพลางส่ายหน้าแรงๆ นางยังคงเป็ฉู่จวินหลันสายลับแห่งตระกูลแพทย์แผนจีนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เท่านั้น!
ฉู่จวินหลันฝืนทนความเ็ปและอาการชาของกล้ามเนื้อนางคว้าผ้าสองผืนที่อยู่ด้านข้างอ่างน้ำมาชุบให้เปียก ก่อนนำมาพันใบหน้าตัวเองแล้วยื่นอีกผืนให้จื่อเยียน
“ปิดปากปิดจมูกไว้!”
“คุณหนูสามท่าน...ฟื้นแล้ว! ท่านขยับได้แล้ว!” จื่อเยียนยังคงเหม่อลอย
ทำไมเด็กคนนี้ถึงดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย
ฉู่จวินหลันได้แต่ดึงนางพุ่งตรงไปทางประตูทันทีนางผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวดมาั้แ่เด็ก เคลื่อนไหวว่องไวเป็ธรรมชาติทว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป
จากความทรงจำเ้าของร่างนี้ถูกผลักตกจากหอสูงจนอยู่ในอาการหลับใหลในห้วงภวังค์นอนนิ่งไม่รู้สึกตัวมานานกว่าหนึ่งปีหากใช้คำสมัยใหม่ก็คือกลายเป็เ้าหญิงนิทรามากว่าหนึ่งปีเนื้อหนังมัดกล้ามแทบจะฝ่อจนหมดสิ้น
จู่ๆคานไม้ท่อนหนึ่งก็ร่วงลงมา ฉู่จวินหลันรีบดึงจื่อเยียนหลบอย่างว่องไวคานไม้ท่อนนั้นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
“โอ๊ย!”จื่อเยียนร้องเสียงหลง
ฉู่จวินหลันกัดฟันแน่นก่อนจะพาร่างอีกฝ่ายฝ่าเปลวเพลิงออกไป
จื่อเยียนกลั้นน้ำตาเอ่ยพลางสะอื้น“คุณหนูสาม ท่านหนีไปเถิด ไม่ต้องสนใจบ่าวเ้าค่ะ!”
“ไม่ได้!”
จื่อเยียนกับจื่อย่วนภักดีต่อเ้าของร่างเดิมมาตลอดแม้นางจะกลายเป็เ้าหญิงนิทรา ทั้งคู่ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนเ้านายด้วยมารดาของนางจากไปั้แ่เด็ก ทำให้ชีวิตในจวนไม่สงบสุขถูกอนุหวังกลั่นแกล้งไม่เว้นวัน จื่อย่วนยอมขายตัวเองเพื่อปกป้องนางตอนนี้จึงเหลือเพียงจื่อเยียนที่ยังอยู่ข้างกาย...
ความคับแค้นพลุ่งพล่านเต็มอกฉู่จวินหลันรู้สึกว่าหากไม่ปลดปล่อย ความโกรธนี้จะฉีกกระชากร่างนางออกเป็เสี่ยงๆ!
“นายท่านใจร้ายเกินไปแล้วคุณหนูกำลังป่วยอยู่แท้ๆแต่กลับไปฟังคำของอนุหวังว่าจะให้ท่านแต่งงานกับคนโง่แห่งจวนกงติ้งอ๋อง! อาหารกับของใช้ก็ถูกเอาเปรียบ บ่าวรับใช้ก็ไม่ยอมส่งมาเพิ่มบ่าวเห็นว่าเปลือกตาท่านขยับ จึงตั้งใจจะออกไปรายงานนายท่านให้เรียกหมอมาตรวจอาการใครจะคิดว่าเพิ่งก้าวออกไปก็พบสิ่งผิดปกติ พอกลับมาหน้าต่างก็ลุกเป็ไฟแล้ว!”
“แต่งให้คนโง่หรือเหอะ!” ฉู่จวินหลันหัวเราะเสียงเย็นก่อนจะไอออกมาเพราะเริ่มสำลักควันจากนั้นก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
จื่อเยียนน้ำตาคลอมองปลายผมของฉู่จวินหลันที่ถูกเปลวไฟเผาไหม้ ทั้งะเืใจทั้งซาบซึ้งคุณหนูสามยังคงเป็เช่นเดิม อีกฝ่ายยังคงเอ็นดูนางเหมือนน้องสาวสายเืเดียวกันฟ้าดินช่างไม่ยุติธรรม เหตุใดต้องกลั่นแกล้งผู้มีใจดีงามเช่นนี้!
ฉู่จวินหลันรวบรวมเรี่ยวแรงเตะประตูที่ขวางอยู่ด้านหน้าลมเย็นภายนอกพลันทะลักเข้ามา ทันใดนั้นก็มีเสียงะเิดังสนั่นแรงะเิซัดกระแทกจนทั้งสองล้มกลิ้งออกมานอกห้อง
“โอ๊ย!”จื่อเยียนร้องอีกครั้ง
ฉู่จวินหลันรีบกอดศีรษะอีกฝ่ายกลิ้งไปตามพื้นเพื่อลดแรงกระแทกเรือนด้านหลังลุกโชนสาดแสงเปลวไฟแตกเปรี๊ยะถี่ยิบ
“ไฟไหม้! ไฟไหม้!”เสียงเอะอะของคนดังแว่วมาจากที่ไกล
ฉู่จวินหลันยกยิ้มเย้ยหยันก่อนปลดผ้าปิดหน้าลง
เรือนทั้งหลังถูกเผาวอดเช่นนี้เพิ่งจะมีคนเห็นหรือ เกรงว่าบ่าวรับใช้ตระกูลฉู่ตายกันไปหมดแล้วกระมัง!
จื่อเยียนรีบคลานมาสำรวจร่างกายของฉู่จวินหลันั้แ่หัวจรดเท้า“คุณหนูสาม ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่ าเ็ตรงไหนหรือไม่เ้าคะ”พอแตะนิ้วลงบนแผลถลอกที่ศอกของอีกฝ่าย นางก็น้ำตาไหลพราก“เป็เพราะบ่าวไร้ประโยชน์...”
“พอแล้วอย่าร้องสิ” ฉู่จวินหลันปวดศีรษะยิ่งกว่าเดิมเพราะเสียงสะอื้นของนางก่อนหางตาจะเหลือบไปเห็นเงาชายหญิงสองคนที่กำลังแอบสอดส่องอยู่ตรงประตูโค้งกลางสวน
ฉู่จวินหลันผุดลุกขึ้นก้าวไวดุจลูกศรพุ่งตรงไป เพียงไม่กี่ก้าวก็เดินมาตรงหน้าพวกเขาจากนั้นยกมือทั้งสองข้างตะปบคอเสื้อสองคนนั้นไว้แน่น
“พวกเ้าทำหรือ”
ทันทีที่เข้าใกล้หญิงสาวทางซ้ายอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีหรือจื่อหลันบ่าวรับใช้ขั้นสองข้างกายอนุซุน ก็ได้กลิ่นน้ำมันฉุนแสบจมูกโชยมา ฉู่จวินหลันจึงเลื่อนสายตาไปยังชายหนุ่มทางขวาซึ่งมีใบหน้าเรียวยาวก่อนที่ความทรงจำบางอย่างจะถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง
วันหนึ่งเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิหญ้าเขียวชอุ่ม ดอกท้อแรกแย้มฉู่จวินหลันขึ้นไปชมทิวทัศน์บนหอสูงกับฉู่เมิ่งอิ๋งและฉู่อวิ๋นเจียวซึ่งเป็น้องสาวร่วมบิดาของนางจู่ๆ ฉู่เมิ่งอิ๋งก็อ้างว่าตนระดูมา ก่อนจะดึงฉู่อวิ๋นเจียวไปห้องน้ำด้วยกันจึงเหลือเพียงนางที่พิงราวกั้นชื่นชมทิวทิศน์พลางจิบชาหลงจิ่ง
ทว่าเพิ่งจิบไปคำเดียวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา
ผู้ที่แอบขึ้นมาบนหอก็คือคนผู้นี้!หม่าฉางิ บุตรชายคนรองของผู้ดูแลจวน!
ก็เพราะเขามีใจคิดร้ายต่อนางยามนางใจะหนีจึงถูกเขาผลักตกหอ ั้แ่นั้นมานางก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้แม้แต่เปลือกตายังลืมไม่ขึ้น ต้องนอนนิ่งทั้งที่ยังมีสติรับรู้ทุกสิ่งแต่ไม่อาจขยับ
ได้ยินทุกอย่างรู้ทุกสิ่ง แต่ไม่อาจตอบโต้ แม้ยามถูกล่วงเกินก็ไร้เรี่ยวแรงขัดขืน
ความสิ้นหวังเช่นนั้นล้วนมาจากเขา!
“เ้าสมควรตาย!”
ฉู่จวินหลันผสานเข้ากับความทรงจำของร่างนี้อย่างสมบูรณ์ยามนี้จึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ความเ็ปทั้งปวงกลายเป็หนึ่งเดียวกับนางจึงออกแรงผลักพวกเขาไปทางทะเลเพลิงเื้ั
“กรี๊ด!”จื่อเยียนร้องลั่น นางยกมือปิดปากพลางเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว
“ท่าน...เป็คนหรือผีกันแน่!”จื่อหลันกรีดร้อง ด้วยความหวาดหวั่นเกินต้านทานนี้ทำให้นางปลดเบาออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เ้าคือคนของอนุซุนส่วนหม่าฉางิคือคนสนิทของอนุหวังพวกเ้าคิดจะร่วมมือกันเผาข้าทั้งเป็ใช่หรือไม่”
“ไม่...ไม่ใช่บ่าวเพียง...”
ฉู่จวินหลันไม่คิดฟังคำแก้ตัวกลิ่นน้ำมันบนตัวนางก็เพียงพอเป็หลักฐานได้แล้ว ก่อนอีกฝ่ายจะกรีดร้องนางใช้นิ้วจี้ที่ต้นคอแล้วเหวี่ยงร่างพวกเขาเข้าสู่ทะเลเพลิงไป
ร่างของหม่าฉางิกับจื่อหลันดิ้นทุรนทุรายไปทั่วราวสัตว์ป่าอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงซึ่งกำลังลุกโหมในยามราตรีอันมืดมิดถูกไฟกลืนกินทั้งตัว แต่กลับไม่อาจกรีดร้องหรือขอความช่วยเหลือได้อยากตายก็ตายไม่ได้ สิ้นหวังยิ่งนัก!
“คุณหนูสาม...”เสียงจื่อเยียนสั่นเครือ
“ทำไม กลัวหรือ”
จื่อเยียนส่ายหน้ารัว
ฉู่จวินหลันหัวเราะเย็น“โครงหลังคาแทบจะถล่มอยู่แล้ว ยังไม่เห็นมีผู้ใดมาดับไฟทั้งหน่วยัน้ำหรือกองบัญชาการปัญจทิศรักษานครก็ไม่มามีเพียงสองคนนั้นแอบดูว่าข้าตายหรือยังเ้าคิดว่าข้าเผาพวกมันตายไปนับว่าเป็เวรกรรมหรือ”
จื่อเยียนริมฝีปากสั่นระริกสุดท้ายก็ตอบรับด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว “ไม่เ้าค่ะ! อีกอย่างเื่ในครานี้ย่อมเกี่ยวข้องกับอนุซุนกับอนุหวังเป็แน่!”
“ดีนับว่าเ้ายังสอนได้อยู่ พวกนางคิดจะ ‘ขาย’ ข้าให้จวนกงติ้งอ๋องอย่างนั้นหรือ”ดวงตาของฉู่จวินหลันวาววับ ริมฝีปากคลี่ยิ้มโค้งเย็นเยียบประหนึ่งคมมีด“หวังให้ข้าแต่งกับคนโง่เพื่อแลกสินสอดหรือ ฝันไปเถิด!”
“คุณหนูสาม...ท่าน...จะทำสิ่งใดห้ามฆ่าคนแล้วนะเ้าคะ!”
“ห้ามฆ่าคน?”ฉู่จวินหลันหัวเราะหยัน“เ้าคิดว่าข้าจะฆ่าอนุหวังนางสารเลวนั่นหรือ ง่ายเกินไปข้าจะทำให้นางตายทั้งเป็และลิ้มรสความทุกข์ที่ข้ากับพี่ชายต้องเจอ!”
จื่อเยียนถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกพลางตบอกตน“เช่นนั้นก็ดีแล้วเ้าค่ะ บ่าวคงคิดมากไปเอง...”
“แต่ในเมื่อข้าไม่อยากแต่งกับคนโง่นั่นก็แค่ให้มันตายไปเสียเท่านั้นเอง” กล่าวจบฉู่จวินหลันก็หันกายตรงไปยังแนวกำแพงเรือน
จื่อเยียนแทบขวัญหนี“ว่า...ว่าอย่างไรนะ คุณหนูสาม! ท่านจะไปไหนเ้าคะเขาเป็ถึงทายาทกงติ้งอ๋องเชียวนะ!”
จะกงติ้งอ๋องหรือทายาทอะไรข้าก็ไม่สน!
ฉู่จวินหลันกัดฟันดวงตาคู่งามที่เคยงดงามดุจสายน้ำบัดนี้มืดดำดุจบึงลึกราวกับกำลังหมุนวนด้วยความมืดมิดจากห้วงนรก
“เ้าไปซ่อนตัวเสีย”ฉู่จวินหลันทิ้งท้ายประโยคเพียงแค่นั้น ก่อนจะปีนะโข้ามกำแพงออกไป
ถนนอีกฝั่งกำแพงวุ่นวายไปหมดเ้าหน้าที่ของหน่วยัน้ำถือโคมไฟวิ่งเร่งรุดมาทางนี้
ฉู่จวินหลันอาศัยเงามืดหลบคนพวกนั้นตรงไปยังจวนกงติ้งอ๋องด้วยความว่องไว แม้ไม่อาจเรียกว่าเบาโฉบแบบผู้มีวิชาตัวเบาแต่ท่วงท่าอันฝังรากลึกในกายทำให้การเคลื่อนไหวพลิ้วไหวดุจสายน้ำ ยิ่งวิ่งเท่าไรร่างกายก็ยิ่งฟื้นคืนกำลัง ไม่นานนางก็มาถึงประตูข้างจวนกงติ้งอ๋อง