หลังจากอาหารค่ำเซียวหยวนหมิงก็รีบไปจัดการกับหมูป่าตัวนั้น เพราะตอนที่จับกลับมามันก็อ่อนแรงแทบจะสิ้นใจอยู่แล้ว
มือของเซียวหยวนหมิงว่องไวจัดการหมูป่าอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งถูกหั่นเป็นชิ้นเนื้อซูเจียวเจียวใช้เกลือทาหมักไว้อีกส่วนเซียวหยวนซินบอกว่าจะนำไปรมควันทำเป็นเนื้อเค็มเก็บไว้
ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงวันข้างหน้าอากาศจะยิ่งหนาวเย็นลง จึงไม่ต้องกลัวว่าเนื้อจะเสีย
ซูเจียวเจียวพยักหน้าเห็นด้วยช่วงฤดูหนาวงานจะน้อยลง แถมสัตว์ก็จำศีลด้วยหากต้องการกินเนื้อก็จะหาได้ยากกว่าปกติ ควรเก็บไว้กินในช่วงฤดูหนาวจริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นเซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวไม่ได้ไปทำงานทั้งสองพาเซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนไปเที่ยวที่ตัวอำเภอด้วยกัน
เซียวหยวนหมิงมีจุดประสงค์หลักคือไปจัดการขายงูที่จับมาเมื่อคืนเพราะตอนที่งูยังไม่ตายจะขายได้ราคาดี
ส่วนซูเจียวเจียวก็แวะไปรับพัสดุที่ไปรษณีย์เพราะเวลาหนึ่งเดือนผ่านไป เงินและบัตรแลกของต่างๆ ที่บ้านส่งมาก็มาถึงพอดี
ในตอนเช้าหลังจากสี่คนกินอาหารเช้าเสร็จ ซูเจียวเจียวก็สวมกระโปรงลายตารางที่เธอเย็บเอง
แม้สีของกระโปรงจะไม่ฉูดฉาดแต่ซูเจียวเจียวก็มีฝีมือในการตัดเย็บอย่างประณีตโดยเฉพาะบริเวณเอวที่มีการเก็บทรงให้กระโปรงดูเข้ารูปมากขึ้น
ส่วนที่เก็บเอวไม่เด่นชัดนักแต่ก็ยังคงเผยให้เห็นรูปร่างของเอว
กระโปรงแขนสั้นซูเจียวเจียวใช้ผ้าโปร่งสีขาวมาทำเป็นระบายทรงกลีบบัวส่วนปกเสื้อก็เป็นทรงกลีบบัวเช่นกัน บริเวณหน้าอกทำเป็นกระดุมเล็กๆ เรียงกันซึ่งกระดุมนั้นถูกเย็บด้วยผ้าลายตาราง
รูปแบบเสื้อผ้าเช่นนี้ถือว่าล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้แล้ว
ผมที่เพิ่งสระเมื่อคืนยาวถึงเอวซูเจียวเจียวมัดหางม้าสูง แล้วถักเปีย
เมื่อซูเจียวเจียวเดินออกมาจากห้องเซียวหยวนหมิงถึงกับตะลึงตาค้าง ไม่อาจละสายตาไปได้เลย
ภรรยาของเขาสวยเหลือเกิน!
ภรรยาของเขาเป็นคนที่สวยที่สุดในละแวกนี้และในหมู่ยุวชนทั้งหมด!
เซียวหยวนซินก็ตกตะลึงเช่นกันเธอคิดว่าน้องสะใภ้ของเธอช่างงดงามจริงๆ!
“น้าสะใภ้ สวยจังค่ะ!” หลิวหยวนหยวนพูดพลางพยักหน้าเล็กน้อย
ซูเจียวเจียวเห็นเซียวหยวนซินยังคงใส่เสื้อผ้าเก่าขาดที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนมากมายซูเจียวเจียวจึงกลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบกระโปรงเก่าของเธอออกมาให้เซียวหยวนซินใส่
แม้จะเป็นของเก่าทว่าก็ยังดูใหม่ เพราะเพิ่งใส่ไปเพียงสองครั้งเท่านั้น
เซียวหยวนซินไม่ได้ใส่กระโปรงมาหลายปีแล้วจึงไม่ยอมใส่เลยแต่ซูเจียวเจียวก็พร่ำพูดหว่านล้อมจนในที่สุดเธอก็ยอมเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรง
เพื่อความสะดวกในการทำงานและเพื่อประหยัดน้ำฝักส้มป่อย [*] เซียวหยวนซินจึงตัดผมสั้นเสมอหูตั้งแต่แต่งงานแต่โชคดีที่เซียวหยวนซินไม่ตัวเตี้ยนัก สูงกว่าซูเจียวเจียวเพียงเล็กน้อยประกอบกับช่วงนี้ได้รับการดูแลให้มีผิวพรรณขาวขึ้นและอ้วนท้วนขึ้นเล็กน้อยทำให้เมื่อใส่กระโปรงของซูเจียวเจียวแล้วก็ดูเข้ากันได้ดีแถมยังดูสวยน่ารักเมื่อจับคู่กับผมสั้นเสมอหู
ซูเจียวเจียวชมเชยว่า“อาหมิง แม่ของคุณต้องเป็นหญิงงามมากแน่ๆจึงให้กำเนิดพี่น้องสองคนได้งดงามน่ามองขนาดนี้”
“เจียวเจียวนี่ช่างปากหวานจริงๆ ฉันว่าแม่ของเธอต่างหากที่งดงามมากไม่เช่นนั้นจะให้กำเนิดเธอ ซึ่งงดงามราวกับเทพธิดาได้อย่างไร” เซียวหยวนซินหัวเราะ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูเจียวเจียวก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แม่ของเธอหลี่อวี้เหมยไม่ได้เป็นหญิงงามนักหากจะพูดอย่างตรงไปตรงมาละก็ ใบหน้าของเธอก็ธรรมดาๆ แถมใบหน้ายังค่อนข้างเหลี่ยมน้องสาวของเธอซูชิงชิงก็มีหน้าตาคล้ายแม่ ส่วนพ่อของเธอก็ยิ่งดูธรรมดาเข้าไปใหญ่
มีเพียงเธอเท่านั้นที่ไม่เหมือนทั้งแม่และพ่อช่างเป็นเรื่องแปลกประหลาดเสียจริง
“อาเหนียงสวยจังเลยค่ะ” หลิวหยวนหยวนยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันน้ำนมเล็กๆ น่ารัก
ซูเจียวเจียวลูบใบหน้าเล็กๆของหลิวหยวนหยวนเบาๆ “เรียกว่าแม่สิคะอย่าเรียกว่าอาเหนียง”
ปัจจุบันชาวชนบทยังคงเรียกพ่อแม่ว่า‘เตี๋ย / เหนียง’ กันเป็นส่วนใหญ่แทบจะไม่มีใครเรียก ‘พ่อ / แม่’ เลย
คำว่า‘พ่อ / แม่’ จะเป็นที่นิยมในหมู่ชาวชนบทในยุคหลัง
เธอคิดว่าเมื่อหลิวหยวนหยวนโตขึ้นก็จะส่งไปเรียนหนังสือ เพื่อให้เด็กน้อยก้าวทันยุคสมัยที่ผันแปร
“มะ… แม่” หลิวหยวนหยวนเลียนเสียงพูดตาม
“ถูกแล้ว! เก่งมาก” ซูเจียวเจียวหัวเราะพร้อมเอ่ยชม“หยวนหยวนของพวกเราฉลาดจริงๆ เรียนรู้ได้เร็วมาก”
หลิวหยวนหยวนเผยรอยยิ้มแห่งความสุขเธอชอบน้าสะใภ้ น้าสะใภ้มักจะให้ของอร่อยๆ แถมยังชมเธอว่าฉลาดและน่ารักอีกด้วย
ซูเจียวเจียวจับมือหลิวหยวนหยวนแล้วหันไปพูดกับเซียวหยวนซินว่า “ฉันยังมีบัตรแลกผ้าเหลืออยู่บ้างเดี๋ยวไปที่สหกรณ์แล้วจะซื้อผ้าเพิ่มอีกหน่อยจะเอาไปตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พี่กับหยวนหยวนนะคะ”
เพราะตอนนั้นรีบร้อนมาเซียวหยวนซินจึงทันเตรียมเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียวส่วนเสื้อผ้าของหลิวหยวนหยวนก็น้อยนิดน่าสงสาร ไม่มีเสื้อผ้าใหม่แม้แต่ชิ้นเดียวมีแต่เสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่แก้ให้มีขนาดเล็กลง
เซียวหยวนซินรีบโบกมือปฏิเสธ“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันมีเสื้อผ้าสองชุดก็พอแล้วฉันต้องไปทำงานในไร่นาอยู่ทุกวัน จะใส่เสื้อผ้าใหม่ได้ยังไงกันมันก็จะเป็นการทำลายเสื้อผ้าดีๆ เสียเปล่า”
ซูเจียวเจียวกล่าวว่า“คุณไม่เอาก็ได้ แต่หยวนหยวนเขาก็ต้องการเสื้อผ้าชุดใหม่เหมือนกันอากาศเริ่มหนาวแล้ว หยวนหยวนก็ไม่มีเสื้อผ้าดีๆ สักกี่ชุดถือว่านี่เป็นของขวัญจากฉันในฐานะน้าสะใภ้ที่มอบให้หยวนหยวนก็แล้วกันค่ะ”
เซียวหยวนซินเม้มริมฝีปากดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย
เธอเคยคิดว่าเมื่อแต่งงานแล้วจะมีที่หลบภัยจากพายุฝน จะมีบ้านที่อบอุ่น แต่ใครจะรู้เล่าว่าหลังจากแต่งงานแล้วพายุฝนเหล่านั้นกลับมาจากสามีของเธอเอง
หากรู้เช่นนี้เธอคงไม่แต่งงาน เธอคงอยู่กับน้องชายและน้องสะใภ้ไปตลอดชีวิต
เซียวหยวนหมิงเองก็สวมเสื้อเชิ้ตตัวใหม่ที่ซูเจียวเจียวทำให้มันยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยคมคายอยู่แล้วดูสง่างามจับตา
ทั้งสี่คนจึงขึ้นรถแทรกเตอร์ที่กำลังจะไปตัวอำเภอพอดีจ่ายค่ารถไปห้าเหมา ซึ่งถูกกว่ารถโดยสารประจำทางมาก
เมื่อมาถึงตัวเมืองเซียวหยวนหมิงก็แยกกับซูเจียวเจียวและเซียวหยวนซิน เขาต้องไปหาคนรับซื้องูในถุง
ซูเจียวเจียวพาเซียวหยวนซินไปที่สหกรณ์เพื่อซื้อของบางอย่างและใช้บัตรแลกผ้าซื้อผ้าหลายเมตรที่มีสีต่างกันไป
จากนั้นก็ไปที่ไปรษณีย์เพื่อรับพัสดุ
นอกจากเงินยี่สิบหยวนแล้วยังมีบัตรแลกน้ำตาล บัตรแลกผ้า บัตรแลกน้ำมัน บัตรแลกเนื้อ และหนังสืออีกหลายเล่มรวมถึงจดหมายที่นายซูเหวินเฉิงผู้เป็นพ่อเขียนมาให้
เนื้อความในจดหมายกล่าวถึงซูเจียวเจียวว่าแม้ในสภาพที่ยากเข็ญเช่นนี้ เธอยังคงอ่านหนังสือได้นับเป็นความมานะอุตสาหะที่น่าชื่นชม ท่านพ่อจึงสนับสนุนให้เธออ่านหนังสือต่อไป
แต่หนังสือบางเล่มที่เธอต้องการนั้นหาไม่เจอพบเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น และหลังจากนี้ท่านพ่อจะช่วยมองหาต่อไป
นอกจากนี้ในพัสดุยังมีผงนมมอลต์หนึ่งกระป๋อง เนื้อวัวกระป๋องหนึ่งกระป๋องและผลไม้กระป๋องอีกหนึ่งกระป๋อง
เซียวหยวนซินอาสาช่วยถือของทั้งหมด
น้องสะใภ้ดีกับเธอและหยวนหยวนมากเธอจึงต้องช่วยทำงาน จะอยู่กินเฉยๆ ได้อย่างไร
ยิ่งกว่านั้นน้องสะใภ้ก็ดูบอบบางอ่อนแอ ดูแล้วคงไม่มีเรี่ยวแรงส่วนเธอเองก็มีดีอย่างเดียวคือมีกำลังมาก
ซูเจียวเจียวก็ไม่ได้ขัดเธอหากไม่ปล่อยให้เธอทำอะไรเลย เธอคงรู้สึกไม่สบายใจมากยิ่งขึ้นสังเกตได้จากหลายวันที่ผ่านมาที่เธอมาอยู่บ้านนี้ เดินเบาๆ เกรงว่าตนจะทำอะไรไม่ดีทำให้เธอไม่พอใจ
ซูเจียวเจียวพกกระดาษและปากกาติดตัวมาด้วยเธอจึงรีบเขียนจดหมายตอบกลับซูเหวินเฉิงที่ไปรษณีย์ กล่าวขอบคุณและคิดถึงพ่อมากมายแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เธอแต่งงานในชนบทเลยแม้แต่น้อย
หากเธอเล่าเรื่องนี้ละก็เงินและบัตรต่างๆ คงหายไปหมด เธอไม่มีทางบอกเขาแน่
แต่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้บอกอะไรเลยแต่พ่อแม่ของเธอก็ยังรับรู้เรื่องนี้อยู่ดี
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าพ่อและแม่ของเธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
เชิงอรรถ
[*]สบู่ธรรมชาติ พืชที่ใช้ซักล้างแทนสบู่ในสมัยก่อน