"สังหารมัน! ...อย่าให้เหลือรอดแม้แต่ผู้เดียว!"
เสียงคำรามกึกก้องด้วยภาษาโบราณดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นคาวโลหิตสดๆ ลอยคละคลุ้งจนแสบจมูก
เบื้องหน้าของผมคือภาพขุมนรกบนดิน... กำแพงเมืองหินสูงตระหง่านเสียดฟ้าที่ถูกย้อมจนชุ่มโชกไปด้วยสีแดงฉานของเื ร่องรอยของลูกธนูนับพันดอกปักตรึงอยู่บนนั้นราวกับขนเม่น
ธงรบสีแดงเืนกขลิบทองบนยอดกำแพง โบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางพายุฝุ่น... เสียงเกือกม้าศึกนับหมื่นตัวกำลังควบตะบึงตรงเข้ามา... บดขยี้แผ่นดินไหวะเืจนผมแทบทรงตัวไม่อยู่
หัวใจผมเต้นรัวเร็วประหนึ่งกลองศึก... ความหวาดกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ เมื่อเงาของคมดาบั์กำลังฟาดฟันลงมาที่แสกหน้า!
"เฮือก!!!"
ผมสะดุ้งสุดตัว! ดีดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยลมหายใจที่หอบกระชั้น เหงื่อกาฬไหลอาบแผ่นหลังจนเสื้อนอนเปียกชุ่ม
ภาพทุ่งสังหารเมื่อครู่พลันสลายวับไป... หลงเหลือเพียงความมืดสลัว และผนังไม้เก่าคร่ำคร่าของห้องนอนเดิมๆ ในตึกแถว
เสียงกรีดร้องแห่งาเงียบหายไปแล้ว... ถูกแทนที่ด้วยเสียงที่คุ้นเคยจนน่าเบื่อหน่าย...
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังแทรกความเงียบขึ้นในยามตีห้าครึ่ง... ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์อย่างสมบูรณ์
ผมสูดลมหายใจลึก... กลิ่นไม้เก่าผสมกลิ่นธูปจางๆ จากศาลตี่จู้เอี๊ยะหน้าบ้านป้าข้างห้อง ลอยมาตามสายลมเย็น... เข้าแทนที่กลิ่นคาวเืในฝันเมื่อครู่จนหมดสิ้น
ที่นี่คือตรอกเล็กๆ ด้านหลังถนนเจริญกรุง... ที่ซึ่งเดินทะลุไปถึงวงเวียนโอเดียนและเยาวราชได้ในไม่กี่นาที... ไม่ใช่สนามรบ และไม่มีกำแพงเมืองบ้าบออะไรนั่น!
ผมก้าวเท้าลงจากเตียง พื้นไม้กระดานของตึกแถวเก่าสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะการลงน้ำหนัก เสียงรอยต่อไม้ลั่นกรอบแกรบดังขึ้นอย่างคุ้นหู
ผมผลักบานหน้าต่างไม้ที่ฝืดเคืองให้แง้มออก... ท้องฟ้ายังคงเป็สีเทาหม่น
เสียงล้อเหล็กของรถเข็นผักดัง แกรกกราก มาจากฝั่งตลาดโอเดียน ผสมผสานกับเสียงสนทนาภาษาจีนแต้จิ๋วของผู้เฒ่าผู้แก่... ไหลเอื่อยไปตามตรอกซอกซอยประหนึ่งสายน้ำในคลองเล็กๆ
โลกแห่งความจริง... ช่างสงบสุขและวุ่นวายในเวลาเดียวกัน
อีกไม่กี่วัน ผมก็จะอายุครบสี่สิบเจ็ดปี... เป็วัยก้ำกึ่งระหว่าง ‘ยังพอไหว’ กับ ‘สังขารเริ่มโรยรา’
ผมเอื้อมมือฝ่าความสลัวของยามเช้าไปคว้าโทรศัพท์มือถือ
ความเย็นเยียบของตัวเครื่องในอุ้งมือยังไม่ทันจะคุ้นชิน... แสงสว่างจากหน้าจอก็แทงเข้าตา!
รายการแจ้งเตือนสีแดงจากกลุ่มสนทนาเื่งาน... เรียงรายกันเป็ตับราวกับขบวนทหาร!
คำว่า “ด่วน” ตัวสีแดงเถือก... ปรากฏขึ้นเป็พรืด กลบสไลด์งานฉบับที่ผมเพิ่งหลังขดหลังแข็งแก้จนดึกดื่นเมื่อคืน... ราวกับความพยายามเ่าั้ ไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง
ความรู้สึกเบื่อหน่ายแล่นปราดขึ้นมาจนจุกอก... ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความอ่อนล้าที่สะสมมาทั้งคืน มันแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังจนผมต้องบิดี้เีเพื่อขับไล่ความหนักอึ้ง
และในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นจนสุดนั่นเอง... สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่เพดานไม้
...รอยตอกตะปูที่บิดเบี้ยวและไม่เป็ระเบียบนักของ 'อากง' ...ยังคงอยู่ตรงนั้น
ร่องรอยแห่งความทรงจำเ่าั้... ราวกับฝีมือของท่านกำลังช่วยปลอบประโลมจิตใจของผมอย่างเงียบเชียบ
หัวใจที่วุ่นวายพลันสงบลง... ดุจดั่งมีมือที่อบอุ่นและมองไม่เห็น ยื่นลงมาลูบไล้
ผมระบายลมหายใจยาว... ก่อนจะก้าวไปล้างหน้าในขันสังกะสีใบเดิมที่ตั้งอยู่ข้างอ่างล้างหน้า ความเย็นฉ่ำของน้ำจากการวักด้วยขัน... คือความคุ้นเคยที่ช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าได้ดีที่สุด
ข้าวของเครื่องใช้เก่าคร่ำคร่าที่อยู่คู่บ้านหลังนี้มาั้แ่สมัยผมยังตัวเล็ก... แม้มันอาจมิได้หรูหราเฉกเช่นคอนโดมิเนียมใหม่ๆ กลางกรุง... ทว่าทุกอณูพื้นที่กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิต และความทรงจำถึง 'อากง'
ยามหกโมงเศษ...
ผมก้าวเท้าลงมายังชั้นล่าง... กลิ่นหอมกรุ่นของถั่วเหลืองต้มสุกใหม่ๆ ลอยมาปะทะจมูก
เบื้องหน้าคือร่างเล็กที่คุ้นตาของ อาม่า... ท่านกำลังเกร็งแขนพยายามจะยกหม้อน้ำเต้าหู้ใบเขื่องออกจากเตาไฟ
"เดี๋ยวผมจัดการเองครับ"
ผมรีบสาวเท้าเข้าไป 'แย่ง' หม้อใบหนักอึ้งมาจากมือท่าน แล้วยกมันออกไปวางตั้งที่หน้าร้านอย่างทะมัดทะแมง
เสียง ครืดคราด ของประตูเหล็กม้วนที่ถูกเปิดขึ้นจนสุด... เผยให้เห็นแสงสีทองของรุ่งอรุณ ที่เริ่มสาดส่องเข้ามาขับไล่ความมืดในตรอก
"ดีแล้วๆ... ขอบใจนะ" อาม่าแย้มยิ้ม พลางใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดมือ "อาตี๋... จะไปทำงานแล้วใช่มั้ย"
ผมพยักหน้ารับ "ครับอาม่า... ไปก่อนนะครับ"
ผมก้าวออกจากบ้านเข้าสู่ตรอกที่คุ้นเคย ร้านกาแฟโบราณของ “โกฮวด” อยู่หัวมุมพอดี
ป้ายไม้สีซีดเขียนว่า “ฮวดโกปี๊เตี่ยม” ฟอนต์กึ่งไทยกึ่งจีนที่เห็นทีไรก็แอบยิ้ม
โกฮวดสวมผ้ากันเปื้อนสีกรมซีดจนออกเทา ยืนอยู่หลังถุงผ้าใบใส่ผงกาแฟคั่วกับหม้อกาแฟทรงสูงข้างเตาถ่านเล็ก
“วันจันทร์ก็ยังขยันแต่เช้าเหมือนเดิมนะเพ้ง” โกฮวดทักทายเสียงดังฟังชัด
“เรียกว่าหน้าที่บังคับดีกว่าครับโก” ผมตอบกลับไปยิ้มแห้งๆ “ขอเติมพลังหน่อยครับ... กาแฟร้อนหวานน้อย ไข่ลวกสอง ปาท่องโก๋ชุดหนึ่ง”
“เออๆ เดี๋ยวอั๊วชงเข้มๆ ให้ จะได้มีแรงไปสู้กับมัน” โกฮวดว่าพลางรับคำ
พลันกลิ่นหอมติดควันอันเป็เอกลักษณ์ของกาแฟโรบัสต้าก็โชยมาแตะจมูก เมื่อแกเริ่มเทน้ำเดือดร้อนจัดผ่านถุงผ้าใบยาว
มันเป็กลิ่นที่ไม่ฉูดฉาดเหมือนเอสเปรสโซในห้าง แต่กลับปลุกใจได้ดีกว่าเสมอ
ไม่นานนักโต๊ะไม้ตัวเล็กตรงหน้าผมก็เต็มไปด้วยอาหาร
“ทำหน้าอย่างกับถูกหวย” โกฮวดหัวเราะ
“นี่แหละครับรางวัลที่หนึ่งของผม” ผมหัวเราะรับ แล้วหยิบปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานเข้าปาก
ความกรอบนอกนุ่มใน ทำให้สมองที่เต็มไปด้วยสไลด์และกราฟ หยุดคิดไปได้ชั่วขณะ เหมือนได้พักหายใจในโลกที่ไม่มีใคร้าคำว่า 'ว้าว'
ผมจ่ายเงิน แล้วแกล้งแซว “โก... ไม่ขึ้นราคากับเขาบ้างเหรอ ร้านอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว”
โกฮวดรับเงินไปนับ พลางส่ายหน้า “ขึ้นราคาแล้วลูกค้าประจำอย่างเอ็งจะเอาอะไรกิน... ว่าแต่เราเถอะ เงินเดือนขึ้นบ้างรึยังล่ะ?”
แกยิ้มเ้าเล่ห์ ตวัดสายตามามองผม
“ยังเลยโก... แต่ก็อยากจะ ‘ขึ้น’ หัวหน้าอยู่เหมือนกัน” ผมสวนกลับไปทันควัน
“หัวหน้าก็เหมือนเตาไฟนั่นแหละ” โกฮวดพูดเรียบๆ “เข้าใกล้ไปก็ร้อน ออกห่างไปก็หนาว ทำให้เขาอุ่นๆ ไว้ก็พอ”
แกยิ้มแบบคนอาบน้ำร้อนมาก่อน
ผมหัวเราะให้กับความจริงในคำพูดของแก ส่ายหัวเบาๆ อย่างยอมรับในคำสอนนั้น ก่อนจะยกมือไหว้ลา แล้วเดินออกจากร้านกาแฟผ่านตลาดเล็กๆ ยามเช้า
แม่ค้าขายใบชาจีนคัดมือแซวผมเป็ภาษาจีนคละไทย ให้ซื้อชาแบบที่อากงเคยชอบ... ผมยิ้มรับแล้วพยักหน้าเป็เชิงว่าจะแวะมาอุดหนุน ก่อนก้าวต่อไปทางสถานีรถไฟฟ้า
ตามเส้นทางที่เดินจนคุ้น เหมือนถนนทั้งสายนี้เคยจารึกไว้ในความทรงจำ ไม่ต้องเปิดแผนที่ก็สามารถหลับตาเดินกลับบ้านได้เสมอ
แต่ในความคุ้นเคยนั้น ผมก็รู้ว่าปลายทางของมันคือการกลับไปเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนเดิมๆ
ในรถไฟฟ้าเช้าๆ ผู้คนแน่นตามปกติ
ผมยืนเกาะเสาดูข้อความพี่สุกิจ ข้อความที่แสนจะธรรมดาแต่กลับดูไร้ความเห็นใจราวกับผมไม่ใช่คน
'เพ้ง ขอเปลี่ยน narrative ให้ ‘ว้าว’ กว่านี้หน่อยนะ'
คำว่า ‘ว้าว’ ทำให้ผมปวดหัวจี๊ดขึ้นมา...
โลกพลันวูบไปชั่วขณะ เสียงจอแจของรถไฟฟ้าดูห่างไกลออกไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงดังกึกก้อง...
...เหมือนเสียงเกือกม้าจำนวนนับไม่ถ้วน...
และผมเห็นภาพแวบหนึ่งของกำแพงสีเื...
ผมสะบัดหัวแรงๆ ความเหนื่อยล้าคงเริ่มทำให้ผมหลอนไปแล้ว ผมหายใจนิ่ง พับความหงุดหงิดลงเหมือนพับจดหมายฉบับร่างใส่ซองปิดผนึก แล้วเตรียมใจไปสู้อีกยกในตอนเช้า
แสงแรกของวันลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาเป็ลำ อาบไล้ให้ออฟฟิศที่ยังคงเงียบสงัด เผยให้เห็นความเรียบร้อยที่ยังไม่มีใครแตะต้อง
กลิ่นน้ำยาถูพื้นจางๆ ปะปนกับกลิ่นอับของกองเอกสารเก่า ผมกดสวิตช์ แสงไฟนีออนสีขาวสาดลงมา ปลุกออฟฟิศให้ตื่นรับวันทำงานใหม่ที่วนเวียนซ้ำๆ
ผมเดินมาถึงโต๊ะทำงาน โต๊ะเหล็กสีเทาตัวเดิม ป้ายชื่ออะคริลิกใส ‘ชาญ ลีคุณานนท์’ สะท้อนแสงไฟเย็นเยียบ
ชื่อที่ให้ความรู้สึกห่างเหินทุกครั้งเมื่อเทียบกับคำว่า ‘เพ้ง’ ที่อากงชอบเรียก
ผมยังไม่ทันได้วางกระเป๋าดีด้วยซ้ำ ก็กดเปิดเมลของพี่สุกิจที่ส่งมาั้แ่ตีสี่นิดๆ
เนื้อหาคือคำสั่งให้ปรับแก้สไลด์ชุดใหญ่ ทั้งการเพิ่ม Feel Story, ทำ Risk Mitigation ในรูปแบบ Timeline, ไปจนถึงการใส่เื่ People & Growth ใหม่ทั้งหมด
ในท้ายเมลติดป้ายแดงแจ๋ว่า “ด่วน: Excom 09:00 น.”
ผมเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เจ็ดโมงนิด ๆ
ผมมีเวลาเกือบสองชั่วโมงในการแก้สิ่งที่เมื่อคืนใช้เวลากว่าสามชั่วโมงครึ่งกว่าจะลงตัว... มันคือการแข่งกับเข็มนาฬิกาที่แทบจะไม่มีวันชนะ
ผมลากสไลด์เรียงใหม่ กลับหัวกลับหางเหมือนคนกำลังแกะรูบิก ที่รู้ทั้งรู้ว่าต่อให้ปรับให้สวยแค่ไหนก็อาจโดนโยนทิ้งในอีกสิบนาทีข้างหน้า
ผมพยายามเรียงร้อยเื่ราวให้เริ่มจาก “ปัญหา” -> “แิ” -> “การทดลอง” -> “ผลลัพธ์” -> “บทเรียน” ตามที่ผู้บริหารสายสตอรี่เทลลิ่งชอบ
แต่ตัวเลขจริงๆ มันไม่ได้เดินไปตามโครงเื่ที่สวย
ใจผมอยากวางสไลด์ “อุปสรรคที่มองไม่เห็น” ให้ขึ้นก่อนสิ่งอื่น แล้วค่อยบอกว่าเรารับมือยังไง แต่ในโลกของผมที่ต้องทำงานกับคนอื่น ผมรู้ว่าในห้อง Excom เขาอยากเห็นว่าเราคุมเกม หรืออย่างน้อย... ทำเป็คุมเกม
เมื่อเข็มนาทีชี้ไปที่แปดโมงสี่สิบ เหงื่อเริ่มซึมที่แผ่นหลัง เข็มนาทีนั้นเหมือนกำลังไล่ตามลมหายใจของผมจนร้อนผ่าว
ในที่สุดสไลด์ 32 หน้าก็เสร็จสมบูรณ์ด้วยแนวกราฟใหม่ที่ผมจงใจใช้สีเทาแทนสีแดง
ไม่ใช่เพราะเป็สีที่ถูกต้อง แต่เพราะประสบการณ์สอนว่าสี ‘แดง’ ทำให้หัวหน้าคิ้วขมวดโดยอัตโนมัติ
ผมแนบไฟล์ ส่ง พร้อมพิมพ์ข้อความสั้นๆ
"อัปเดตตามคอมเมนต์ครับ เพิ่ม narrative และ risk mitigation ตามที่แจ้ง ลองดูหน้า 9–12 เป็แกนเื่ครับ"
ผมกวาดสายตาดูไฟล์เป็ครั้งสุดท้าย หวังว่ามันจะพอ 'ว้าว' ได้บ้าง
ก่อนที่นิ้วโป้งจะกด Enter ราวกับปล่อยแรงกดดันก้อนหนึ่งลงพื้น และเตรียมใจรับมือกับแรงกดดันลูกใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ไม่ถึงสองนาที โทรศัพท์บนโต๊ะสั่น
"เพ้ง ขึ้นมาห้องฉันหน่อย"
เสียงสุกิจราบเรียบแต่เหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่... เป็อะไรบางอย่าง ที่ผมรู้ดีว่าไม่เคยนำไปสู่เื่ดีๆ เลย
ผมเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขาซึ่งกั้นจากพื้นที่ส่วนกลางด้วยผนังกระจกใส
มันให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนอยู่ในตู้ปลาที่ทุกคนมองเห็น
สุกิจนั่งเอนหลังสบายๆ อยู่บนโซฟาสีเทาเข้มกลางห้อง ตรงหน้ามีแล็ปท็อปเปิดค้างหน้าสไลด์ของผมอยู่ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่ใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ที่โต๊ะ เป็สัญญาณให้ผมเดินเข้าไปหา
“ก็ใส่ไปบ้าง แต่ไม่ต้องเน้น” สุกิจยิ้มบางๆ “เพ้ง นายเก่งนะ แต่บางทีนายซื่อเกินไป เราต้องทำให้คน ‘ว้าว’ ก่อน แล้วค่อยไปแก้ในรายละเอียดทีหลัง”
เขาวางมือบนบ่าผมเบาๆ ท่าทางเหมือนรุ่นพี่เอ็นดู
แต่สำหรับผมแล้ว... มันคือมืออันเย็นเฉียบของระบบที่กำลังตัดสินว่าผมยังมีประโยชน์พอที่จะถูกเก็บไว้หรือไม่
ผมพยักหน้า รับโทษโดยสงบเหมือนทหารที่ถูกสั่งให้ถอย
“ผมจะลองปรับให้บาลานซ์ขึ้นครับ”
สุกิจยิ้มกว้างขึ้น “ดีมาก ฉันไว้ใจนาย ไปเถอะ เดี๋ยวเก้าโมงเข้าห้องประชุม”
เก้าโมงตรง ห้องประชุมใหญ่สว่างจ้าเหมือนห้องผ่าตัด
จอ LED ฉายโลโก้บริษัทและสโลแกนใหม่ “Drive the Future”
ผมมองสโลแกนนั้นแล้วก็อดคิดขำๆ ไม่ได้ว่า ถ้ารถคันนี้มีผมเป็คนเติมน้ำมัน มันคงวิ่งไปไกล แต่ถ้าคนบนรถทะเลาะกันว่าจะไปซ้ายหรือขวาอยู่ตลอด ก็ไม่รู้จะขับไปไหนเหมือนกัน
สุกิจขึ้นเปิดเื่ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ท่าทางคล่องแคล่ว ผมกดเลื่อนสไลด์แรกตามจังหวะที่เขากำลังจะเริ่มพูด
“เพื่อตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในไตรมาสที่ผ่านมา ทีมของเราได้ริเริ่มกลยุทธ์ใหม่ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของเราต่อไปครับ…”
ผมนั่งเงียบๆ ที่มุมห้อง มีหน้าที่คอยเลื่อนสไลด์ให้ทันใจเขา ส่วนแก้มที่นั่งข้างๆ เตรียมพร้อมจดคำถามจากผู้บริหารที่จะเกิดขึ้นหลังบทสรุป
และแล้ว่เวลานั้นก็มาถึง สิ้นเสียงสรุปของสุกิจ คำถามจากผู้บริหารก็ยิงมาทันที
“แล้วถ้าเรา scale ตรงนี้เป็สองเท่าในเดือนหน้า จะเจอคอขวดตรงไหน”
“ตัวชี้วัด People & Growth เราจะ ensure ยังไงว่าไม่ใช่แค่ vanity metric”
ทุกคำถามพุ่งมาที่สุกิจ เขารับไว้ด้วยรอยยิ้มผู้นำ ก่อนจะหันมาทางผม
“ในส่วนของรายละเอียด ผมจะรบกวนให้คุณเพ้งอธิบายให้ฟังนะครับ”
ผมลุกขึ้นยืนกลางวงล้อมของสายตาหลายคู่โดยอัตโนมัติ
แสงไฟจากจอ LED ส่องเข้าตาจนพร่า แต่สมองก็เริ่มเรียบเรียงข้อมูลด้วยความเร็วสูง
“หาก scale เป็สองเท่า จุดคอขวดจะอยู่ที่ซัพพลายเชนฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ครับ ซึ่งเราสามารถแก้ด้วยการ…”
ผมพูดต่ออย่างมั่นคง ชั่วขณะหนึ่ง ความตื่นเต้นยามยืนอธิบายทำให้ผมลืมปวดหลัง ลืมความหิว ลืมความง่วง
มันเป็ความรู้สึกเหมือนตอนเดินบนสะพานไม้ไผ่ข้ามลำคลองในบ้านอาม่าสมัยเด็ก ที่ต้องวางน้ำหนักให้พอดี ไม่เช่นนั้นไม้ก็จะกระดกลงน้ำ
การประชุมจบลงด้วยคำว่า 'ดี' และการพยักหน้ารับรู้จากผู้บริหาร
ก่อนที่สุกิจจะหันมากระซิบ “โอเค เดี๋ยวแก้จุดเล็กๆ แล้วส่งบอร์ดก่อนบ่ายสองนะ”
ผมพยักหน้า บ่ายสอง อีกสามชั่วโมงจากตอนนี้
ผมเดินออกจากห้องประชุมสวนกับแก้มที่หน้าซีดเผือด
“ไหวมั้ยเรา” ผมถามสั้นๆ
เธอยิ้มแห้ง “ยังไหวพี่ แต่ขอไปจัดการงานหัวหน้าก่อน”
ผมถอนใจเบาๆ แล้วเดินลงไปซื้อข้าวกล่องที่ร้านสะดวกซื้อ
มื้อกลางวันของผมคือข้าวกล้องอกไก่ย่างซอสเกาหลีและน้ำซุปมิโซะสำเร็จรูป... ผมนำมันกลับมานั่งกินที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พร้อมกับปั่นงานไปด้วย เพียงเพื่อหวังว่าจะได้กลับบ้านตรงเวลาห้าโมงเย็นเหมือนคนอื่นเขาบ้าง
เวลาล่วงเลยไปจนห้าโมงเย็น ไฟในออฟฟิศเริ่มปิดลงบางส่วน ทีมอื่นเริ่มทยอยกลับ
แต่โต๊ะของผมยังเปิดไฟสว่างโร่ และงานก็ยังคงไหลเข้ามาไม่หยุด ราวกับคลื่นลมในทะเลที่ไม่มีวันสงบ
และแล้ว ไลน์จากหัวหน้าก็ดังขึ้นสั้นๆ
“ก่อนกลับ แวะขึ้นมาหน่อย”
ผมถอนใจแล้วเดินขึ้นไป หวังว่าคงไม่ใช่การแก้ไฟล์อีกนะ
“เพ้ง” เขาเอนตัวบนโซฟา “ผู้บริหารชมว่านายตอบดีนะ วันนี้ผ่าน แต่…”
เขาวางอุ้งมือไว้บนโต๊ะ
“ฉันอยากให้นายช่วยของทีมพัฒนาธุรกิจด้วย สักเดือนสองเดือน ระหว่างรอคนใหม่เริ่มงาน งานเพิ่มนิดหน่อย ไม่เยอะ”
คำว่า ‘นิดหน่อย’ ทำให้ผมยิ้มมุมปากอัตโนมัติสั้นๆ รอยยิ้มที่เหมือนตอกย้ำว่าผมกำลังจะแบกงานที่หนักขึ้นไปอีก
'ได้ครับพี่' ผมตอบ
เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าไม่ตอบ ผมจะถูกมองว่าเป็ตัวถ่วงของทีม เป็คนไม่มี 'ความยืดหยุ่น' ในความจำของพี่สุกิจ
ผมกลับลงมาที่โต๊ะ หยิบกระเป๋า ปิดคอมพิวเตอร์ เดินออกจากออฟฟิศ ลงลิฟต์ในแสงไฟส้ม เสียงเพลงป๊อปจากร้านชั้นล่างดังขึ้นชัดเจน
ผมออกจากตึกออฟฟิศ นั่งรถไฟฟ้ากลับเหมือนทุกวัน... รถแน่นแต่เงียบ แต่ละคนก้มหน้าอยู่กับจอของตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายโยกไปตามจังหวะของรถไฟที่มุ่งหน้าออกจากใจกลางเมือง
...เมื่อเดินเข้าสู่ตรอกที่คุ้นเคย กลิ่นอาหารจีนและไอน้ำร้อนจากโรงน้ำชาเ้าประจำลอยมาปะทะจมูก
ผมที่กำลังรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตในการทำงานแต่ละวัน ไม่รู้ว่าเป็เพราะกลิ่นของอาหารหรือพลังงานบางอย่าง ทำให้ผมตัดสินใจก้าวเข้าไปในโรงน้ำชา
ภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นชาจีน กลิ่นน้ำแกงรสจัด และเสียงเซ็งแซ่ของภาษาจีนแต้จิ๋วที่คลออยู่ตลอดเวลา
สายตาของผมถูกดึงดูดไปยังโต๊ะไม้กลมๆ ที่ตั้งอยู่มุมในสุด ชายชราสองคนกำลังก้มหน้าอยู่เหนือกระดานหมากรุกจีนที่ถูกล้อมไว้ด้วยกองเชียร์ในวัยเดียวกัน
เสียงวางหมากลงบนกระดานดัง “แปะ” เบาๆ แต่ก้องกังวานในความเงียบ
เสียงนั้น... มันสะกิดแผลที่เพิ่งเกิดสดๆ ร้อนๆ ในใจผม
และในเสี้ยววินาทีที่เสียง "แปะ" นั้นจางหายไป... ผมกลับได้ยินเสียงอื่นแทรกซ้อนเข้ามา
มันเป็เสียงดังกึกก้องที่อยู่ไกลแสนไกล... ทุ้มต่ำและหนักแน่น... เหมือนเสียงกลองรบโบราณที่กำลังตีอยู่ในอก
ผมขมวดคิ้ว ส่ายหัวเบาๆ... ความเหนื่อยล้าจากการทำงานคงเริ่มทำให้หูแว่วไปแล้ว
ผมพยายามดึงสติกลับมาจดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้า... ภาพกระดานหมากที่ซ้อนทับกับภาพกระดานชีวิตที่ผมกำลังเป็ฝ่ายตั้งรับอย่างสมบูรณ์
ผมหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เฮ้อ!! ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผมคิดในใจ
'ผมเบื่อการกลับไปนอนเพื่อตื่นมาเป็เบี้ยบนกระดานของคนอื่น'
ผมยังไม่รู้ตัวเลยว่า การเดินไปโรงน้ำชาในคืนนั้น คือการตัดสินใจเดินออกจาก "กระดานหนึ่ง" เพื่อไปสู่ "อีกกระดานหนึ่ง"...
...กระดานที่เดิมพันด้วยชีวิตจริง
--- (จบตอนที่ 1) ---