“มิใช่เจ้าค่ะท่านป้าข้ามิได้หมายความเช่นนั้น!”
เฉินจิ้งโหรวคิดจะอธิบายทว่าเพิ่งเอ่ยออกมาก็ถูกจงชื่อตัดบททันที
“เมื่อครู่หว่านซียังพูดไม่กระจ่างชัดอีกหรือ? นางบอกว่ามิใช่พี่หญิงใหญ่ของเจ้า ข้าก็ย่อมมิใช่ท่านป้าของเจ้า”
สิ้นเสียงสายตาเยือกเย็นปราดมองบนตัวเฉินจิ้งโหรว“มิใช่ว่าทุกความสัมพันธ์จะพึ่งแค่ลมปากในการตะกายขึ้นได้”
เทียบกับสหายซูชื่อที่นิสัยอ่อนโยนจิตใจดีแล้วจงชื่อเด็ดขาดเฉียบคมอยู่มาก
ซูชื่อมักมองทุกคนเป็นคนดีไปเสียหมดอีกทั้งนางยังไม่เคยตัดสินใครอื่นด้วยเจตนาเลวร้ายอีกด้วย
“ท่านพ่อท่านดูฮูหยินซู...”
เฉินจิ้งโหรวถูกจงชื่อตอกกลับจนทนไม่ได้จึงทำได้เพียงหาความช่วยเหลือจากใครสักคน หากแต่พวกเขากลับสนใจแต่เฉินจิ้งเจียไม่มีทางเลือกแล้ว ถึงอย่างไรตนก็เป็นหน้าเป็นตา เป็นตัวแทนของจวนป๋อชางโหวท่านพ่อคงไม่ถึงขั้นมองดูคนนอกหักหน้านางเช่นนี้ได้ใช่หรือไม่?
สีหน้าป๋อชางโหวคร่ำเคร่งจริงหากแต่คนที่เขาไม่พอใจหาใช่จงชื่อ แต่เป็นเฉินจิ้งโหรวต่างหาก
“ในเมื่อพี่สาวเจ้าพักเสร็จแล้วเช่นนั้นเจ้าก็กลับไปโดยเร็ว ไยยังนั่งอวดดีตรงนี้อีกเช่นนั้นก็อย่าได้โทษคนอื่นที่ว่ากล่าวเจ้า!”
พูดจบป๋อชางโหวสะบัดแขนเสื้อ เดินผ่านตรงไปด้านหน้าทันที
เฉินจิ้งโหรวไม่ทันหันกายเฉินอี้เหอก็ปรี่ขนาบข้างพร้อมยิ้มหยันหัวเราะเยาะ“เจ้าคิดว่าท่านพ่อจะยอมสร้างความร้าวฉานกับฮูหยินอัครเสนาบดีเพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ของจวนป๋อชางโหวหรือไร?”
ขณะเฉินจิ้งโหรวมองเขาด้วยความไม่เข้าใจเฉินอี้เหอจึงยิ้มบางพลางเอ่ยอีกครั้ง “เป็นอย่างที่ท่านป้าบอกพวกเขาคือญาติของข้าและเจียเอ๋อร์ หาใช่ญาติพี่น้องเจ้าท่านพ่อไม่มีทางสร้างความลำบากใจให้เฉินจิ้งเจียต่อหน้าเหล่าเครือญาติแน่ ส่วนเจ้าก็แค่ลูกอนุคนหนึ่งเท่านั้น”
เขาเอ่ยจบก็สาวเท้าตามฝูงชนไปข้างหน้าทันใดไม่ให้เวลาเฉินจิ้งโหรวทันตอบสนองแม้แต่น้อย
เฉินจิ้งโหรวยืนหน้าโง่อยู่กลางลานสวนแน่นิ่งไม่ไหวติง กระทั่งลมแรงพัดผ่านนางถึงสะดุ้งได้สติอีกครั้ง
นางหันหน้ากวาดสายตามองรอบด้านถึงได้เห็นซีหร่านที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนดุร้ายขึ้นทันตาปรี่เข้าไปบิดหูซีหร่าน
“เจ้าตาบอดหรือไรเมื่อครู่ถึงไม่รู้จักเรียกข้ากลับไป!”
ซีหร่านไม่รู้ชี้แจงเช่นไรจึงยอมฝืนทนรับเช่นนั้น เพราะนางรู้ดีว่าถึงตนอธิบายไปก็เปล่าประโยชน์กลับกันอาจทำให้เฉินจิ้งโหรวโมโหยิ่งขึ้นด้วยซ้ำซึ่งวิธีลงไม้ลงมือกับนางก็ย่อมรุนแรงมากขึ้น
เมื่อเข้าภายในห้องซูหว่านซีตั้งใจลากเฉินจิ้งเจียเข้าห้องเพื่อสนทนาต่อ
“เจียเอ๋อร์ในที่สุดเจ้าก็ตาสว่างแล้วก่อนหน้านี้ข้ามักบอกเจ้าเสมอว่าสองแม่ลูกเฉินจิ้งโหรวนั่นมิใช่คนดีอะไรแต่เจ้ามักไม่เชื่อ ไฉนจู่ๆ ตอนนี้ตัวเจ้าถึงได้เข้าใจขึ้นมาเองเล่า?”
เมื่อเห็นเฉินจิ้งเจียเปลี่ยนไปซูหว่านซีพลันอารมณ์ดีขึ้นมาเป็นพิเศษ
หากแต่รอยยิ้มบนหน้าเฉินจิ้งเจียกลับเจื่อนลง“ก็ไม่มีอันใดหรอกเจ้าค่ะ เคยผ่านเรื่องราวบางอย่างมาคนเราย่อมเติบโตขึ้นเป็นธรรมดา”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงดูอ้างว้างของอีกฝ่ายซูหว่านซีก็ยิ้มไม่ออกแล้วเช่นกัน “เรื่องท่านอาหญิง เจ้าปล่อยวางบ้างก็ดีข้าได้ยินว่าตอนนั้นเจ้าชนโลงศพ โชคดีที่สวรรค์มีตา เจ้าถึงได้ไม่เป็นอะไร”
นางไม่เป็นอะไรอย่างนั้นหรือ? เกิดเรื่องใหญ่มหันต์ขึ้นกับนางต่างหาก!นางถึงขั้นมาเกิดใหม่อีกชาติเชียวนะ!
“ตอนนั้นข้าเองก็เลือนรางยิ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็...”
แม้พี่หญิงใหญ่ของนางจะดีกับนางมากทว่าบางเรื่องก็มิอาจบอกได้ เพื่อไม่ให้นางต้องตื่นตกใจไป
“เอาละเอาละ เราไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว” ซูหว่านซีบอก จากนั้นยิ้มตาหยีเอ่ย“เจ้าคงรู้ว่าเดือนหน้าทางวังหลวงจะจัดงานเลี้ยงร้อยบุปผาแล้วใช่หรือไม่?”
งานเลี้ยงร้อยบุปผาไหนเลยนางจะไม่รู้จัก? เพราะความผิดพลาดทั้งหมดในชาติก่อนของนางก็เริ่มต้นจากงานเลี้ยงร้อยบุปผาอย่างไรเล่า
ในงานเลี้ยงร้อยบุปผาไท่จื่อเซี่ยยู่จางได้จับจองนางไว้ บอกว่านางคือรักแรกพบ หากนางยังไม่แต่งงานให้มีราชโองการจากฮ่องเต้ให้ทำการหมั้นหมาย
หากซูหว่านซีไม่ทักขึ้นมานางคงนึกไม่ถึงเรื่องนี้แน่
หัวคิ้วเฉินจิ้งเจียขมวดมุ่นเข้าหากันไม่นานก็คลายออก “ยังไม่เคยได้ยินเจ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่รู้จักหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นท่าทีเฉินจิ้งเจียซูหว่านซีก็รู้ทันทีว่าจ้าวอี๋เหนียงจงใจไม่บอกเรื่องนี้ให้นางทราบแน่นอน
“บางทีเรื่องท่านอาหญิงคงทำให้จวนพวกเจ้ายุ่งทีเดียวจึงมิได้บอกเรื่องนี้ให้ใคร”
แม้นปากเอ่ยเช่นนี้ทว่าสีหน้ากลับต่างไป หากแต่เรื่องแบบนี้ เฉินจิ้งเจียรู้น้อยเข้าไว้ก็คงดีอย่างมากจวนอัครเสนาบดีของพวกเขาดูแลเฉินจิ้งเจียเพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป!
ซูหว่านซีจึงเล่ารายละเอียดงานเลี้ยงร้อยบุปผาให้เฉินจิ้งเจียฟัง
งานเลี้ยงร้อยบุปผาจัดขึ้นในช่วงวสันตฤดูที่หมู่มวลบุปผานานาพันธุ์บานสะพรั่ง ซึ่งไทเฮาและกุ้ยเฟยร่วมกันจัดขึ้นในวังหลวงเพื่อเรียกเหล่าฮูหยินและคุณหนูของบรรดาสกุลสูงศักดิ์ทั้งหลายเข้าวังเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงามของมวลบุปผาบานสะพรั่งไปพร้อมกัน
แน่นอนนี่เป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าเท่านั้นในความเป็นจริงจัดขึ้นเพื่อดูตัวเหล่าคุณหนูฮูหยินทั้งหลายของแต่ละตระกูลและเพื่อให้องค์ชายเลือกคู่นั่นเอง
นอกเหนือจากนั้นในวันเดียวกันกับงานเลี้ยงร้อยบุปผาทางวังหลวงก็จัดการแข่งประพันธ์บทกวีด้วยเช่นกันดังนั้นผู้เข้าร่วมจึงมีเหล่าองค์ชายทั้งหลายรวมถึงบรรดาบุรุษผู้เปี่ยมความรู้ความสามารถมาแสดงตัวต่อสายตาฝูงชนนั่นเอง
ซึ่งจุดนี้เฉินจิ้งเจียหาได้รู้ไม่ต่อให้ชาติก่อนนางมีชีวิตอยู่ตั้งเนิ่นนานต่อให้นางจะอยู่ในงานเลี้ยงร้อยบุปผาอย่างไม่ราบรื่นก็ตามที
“คาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย?” เฉินจิ้งเจียส่งเสียงแปลกใจ
ซูหว่านซีข้างกายส่ายหน้าอย่างจนปัญญา“เจ้านี่นะ เงียบหายเกินไปแล้ว ปกติก็แทบไม่โผล่ออกจวนเจ้ารู้หรือไม่ว่าการเข้าสังคมของจวนป๋อชางโหวยามนี้ล้วนมีแต่เฉินจิ้งโหรวออกหน้าแทนเจ้าทั้งสิ้น?”
แน่นอนว่านางรู้เพียงแต่หลังจากนี้จะไม่มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีก!
“เอาเถิดท่านพี่หญิงใหญ่ท่านไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว เจียเอ๋อร์สำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะจากนี้จะเชื่อฟังคำสั่งสอนของพี่หญิงใหญ่ให้ดีแน่นอนเจ้าค่ะพี่หญิงใหญ่บอกให้ข้าไปตะวันออก ข้าจะไม่ไปตะวันตกเด็ดขาดพี่หญิงใหญ่บอกให้ข้าไปใต้ ข้าจะไม่ไปเหนือเด็ดขาดเจ้าค่ะ ข้าจะทำตามหัวหน้าอย่างพี่หญิงใหญ่ทุกอย่างเจ้าค่ะ!”
นางเอ่ยคำประจบประแจงเช่นนี้ออกมาหากก็กลั้นเสียงหัวเราะของตนไว้ไม่ได้ซูหว่านซีข้างกายเห็นนางแล้วก็อดที่จะหัวเราะตามเสียมิได้
จงชื่อที่ตามเข้ามาเห็นแม่นางน้อยทั้งสองหัวเราะอย่างสนุกสนานหน้าตาคร่ำเคร่งก่อนหน้านี้พลันอ่อนโยนลงหลายส่วน
“ดูสิดูสิสองพี่น้องคู่นี้ยามทะเลาะกันก็พ่นแต่วาจาร้ายกาจ ยามคืนดีก็เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน”
เมื่อเห็นจงชื่อเฉินจิ้งเจียจึงสงวนท่าทีลงเล็กน้อย พลางเรียกท่านป้าอย่างเชื่อฟัง
ท่าทางอ่อนโยนสงบนิ่งเช่นนี้ช่างเหมือนซูเหยายามเป็นหญิงสาวอยู่เรือนยังมิได้แต่งงานเหลือเกินทำเอาจงชื่อกระบอกตาร้อนผะผ่าวขึ้นเสียมิได้
นางเดินไปเบื้องหน้าดึงมือเฉินจิ้งเจียวางไว้ในฝ่ามือตน “ข้ากับแม่เจ้าเป็นสหายสนิทกันมาโดยตลอดเนิ่นนานก่อนหน้านี้มิอาจดูแลเจ้าได้หลายส่วน เป็นความผิดของป้าเอง”
นางพูดเช่นนี้ก็ไม่ผิดแผกนักหากแต่เฉินจิ้งเจียก็เข้าใจได้เพราะท่าทีของตนก่อนหน้านี้ล้วนทำเอาใครต่อใครต้องส่ายหน้าถอนหายใจอย่างระอาแค่ท่านป้าไม่ฉีกหน้านางก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
“ท่านป้าพูดอะไรกันเจ้าคะเพราะก่อนหน้านี้เจียเอ๋อร์ไม่รู้ความ ถูกอี๋เหนียงสองแม่ลูกนั้นมอมเมาถึงได้เชื่อวาจาลวงโลกของพวกนาง กระนั้นยามนี้ไม่มีอีกแล้วเจ้าค่ะท่านป้าวางใจได้!”
นางเอ่ยด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้งไม่เหมือนท่าทางอ่อนโยนของซูเหยาแม้แต่น้อย
จงชื่อมองนางอย่างพิจารณาครู่หนึ่งราวกับว่าแบบนี้สิถึงเป็นท่าทีของคุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อชางโหว