- บทที่ 4 -
ทุบให้แหลก
แสงแดดยามเที่ยงแผดเผาผืนดินจนร้อนระอุ อากาศอบอ้าวแทบไม่มีลมพัด ท่ามกลางความเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหอบหนึ่งพัดผ่านยอดไม้สูง กิ่งไม้สั่นไหวเล็กน้อยราวกับกระซิบกันเงียบ ๆ
ต้นข้าวก้มต่ำ ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ มือหนึ่งกดแนบพื้นเพื่อรักษาสมดุล สายตากวาดมองไปรอบ ๆ เช็กให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงประสงค์แฝงตัวอยู่ในเงามืด
ศูนย์ติดต่อของค่าย ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า อาคารคอนกรีตสีซีดที่มีอายุมาหลายปี ศูนย์ติดต่อที่ควรเป็สถานที่ปลอดภัย แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยคราบเืประปรายบนกระจก สภาพภายนอกไม่ได้พังเสียหายมากนัก ทว่าประตูที่เปิดแง้มอยู่ และรอยเืลากยาวไปตามพื้น กลับเป็สัญญาณเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใน
"โอเค เดี๋ยวพวกเราจะรีบวิ่งเข้าในอาคารนะ เพราะงั้นต้องไปอย่างเงียบ ๆ" เขากระซิบเสียงเบา หันไปสบตากับจอมและฟาง
ทั้งสองพยักหน้าตอบ ต้นข้าวเหลือบมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง เช็กให้มั่นใจว่ายังไม่มีซอมบี้อยู่ในระยะมองเห็น ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วออกตัวเป็คนแรก
พวกเขาเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงของฝีเท้า ภายในเวลาไม่กี่วินาที พวกเขาก็มาถึงหน้าประตูอาคาร
ต้นข้าวยกมือขึ้นกันทั้งสองไม่ให้เข้าไปทันที เขาเพ่งมองเข้าไปข้างใน ก่อนที่จะชะงัก
'แย่แล้ว..มีซอมบี้อยู่ข้างในหนึ่งตัว'
ร่างที่ไร้ชีวิตกำลังนั่งยองอยู่เหนือศพ ริมฝีปากเปื้อนเืสด กล้ามเนื้อกระตุกเป็ระยะขณะที่มันฉีกชิ้นเนื้อจากร่างที่แน่นิ่งอยู่ใต้ร่างของมัน เสียงเคี้ยวดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ต้นข้าวขยับตัวช้า ๆ ส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนตามมา
พวกเขาซ่อนตัวอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ พยายามเคลื่อนที่อย่างเงียบที่สุด ก่อนที่จอมจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปปิดประตูไม้แง้ม ๆ นั้นให้สนิท
แต่แล้ว—
'เอี๊ยด…'
เสียงบานพับเสียดสีกันดังก้องท่ามกลางความเงียบ
ต้นข้าวและฟางเบิกตากว้าง พวกเขาหันขวับมองจอมทันที แต่พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะเอ่ยปากเตือนกัน เพราะในวินาทีเดียวกันนั้นเอง เสียงเคี้ยวเนื้อที่ดังแว่วจากอีกฟากของห้องหยุดลงกะทันหัน
กล้ามเนื้อที่คอของซอมบี้กระตุกก่อนที่มันจะค่อย ๆ หันหน้ามาทางที่ทั้งสามคนอยู่ ดวงตาขาวขุ่นเบิกโพลง จังหวะลมหายใจของมันหนักและผิดจังหวะ ก่อนที่ริมฝีปากเปื้อนเืจะเผยอออกเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักว่ามีเหยื่ออยู่ใกล้ ๆ
โชคดีที่ทั้งสามหลบอยู่หลังโต๊ะทำงาน ต้นข้าวหลบอยู่ห่างจากโต๊ะออกไปนิดหนึ่ง เขายกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ดวงตาคมกริบส่งสัญญาณให้เพื่อนทั้งสองอยู่นิ่ง ๆ อย่าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว
จอมกับฟางพยักหน้ารับพร้อมกัน สีหน้าซีดเผือด ปากเม้มแน่นขณะพยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สั่นเครือ
'ตึก… ตึก…'
ระหว่างที่ทั้งสามกำลังแอบอยู่ซอมบี้ก็ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้พวกเขาขึ้นเรื่อยๆ
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของซอมบี้ลากไปกับพื้นดังใกล้เข้ามา มันเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า แต่ทุกก้าวของมันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน
ต้นข้าวกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว พยายามมองหาอาวุธสักอย่างที่พอจะใช้ได้ในห้องนี้
มือของเขาสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะแรงกดดันที่บีบรัดทุกััประสาท มันกำลังใกล้เข้ามา… ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ …
โชคร้ายที่รอบตัวไม่มีอาวุธแหลมคมให้ใช้ ไม่มีมีด ไม่มีเหล็ก ไม่มีอะไรที่สามารถเสียบทะลุหัวของมันได้ในพริบตาเดียว
แต่โชคดี ข้าง ๆ เขามีเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง มันแข็งแรงมากหากเขาออกแรงให้มากพอที่จะทุบซอมบี้ให้แหลก
ต้นข้าวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมจังหวะหัวใจไม่ให้เต้นกระหน่ำจนกลบสติ เขาเอื้อมมือไปจับขาเก้าอี้เบา ๆ ฝ่ามือเย็นเฉียบเพราะอะดรีนาลีนที่สูบฉีดทั่วร่าง ก่อนจะกระชับมันแน่น
เสียงลากเท้าใกล้เข้ามาอีก
ต้นข้าวขยับตัวอย่างระมัดระวัง ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อให้พร้อมโจมตีทุกเมื่อ
‘อีกนิดเดียว… แค่อีกก้าวเดียว…’
ซอมบี้เดินเข้ามาช้า ๆ ร่างของมันโยกไปโยกมา ดวงตาขุ่นมัวเบิกกว้าง ราวกับกำลังจับจ้องบางสิ่งที่มันััได้แต่ยังไม่อาจระบุตำแหน่งชัดเจน
‘เข้ามาสิ… อีกแค่นิดเดียว…’
เขากัดฟันแน่น กำเก้าอี้ในมือมั่น รอจังหวะที่มันจะก้าวเข้ามาในระยะโจมตี
หนึ่ง… สอง…
สาม!
ในเสี้ยววินาทีที่มันเข้ามาใกล้พอ เขาก็เงื้อเก้าอี้ขึ้นสุดแรง—ฟาดเขาไปที่หัวของมัน
'ผัวะ!'
เสียงอากาศถูกเฉือนด้วยแรงกระแทกดังก้องไปทั่วห้อง เก้าอี้ฟาดเข้าที่ศีรษะของมันอย่างรุนแรง หัวของมันสะบัดไปตามแรงกระแทก ก่อนที่ร่างไร้ชีวิตจะโซเซถอยหลังไปสองก้าว เสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบ แต่แทนที่มันจะล้มลง มันกลับยืนนิ่งไปชั่วอึดใจ ราวกับกำลังประมวลผลว่าตัวเองถูกโจมตี
เขาไม่รอช้ารีบฟาดเกาอี้ไปที่หัวของมันอีกครั้ง! ไม่รอให้มันตั้งตัว ต้นข้าวกระชากเก้าอี้ขึ้นสุดแรง ปลายไม้สะบัดไล่ฝุ่นในอากาศก่อนที่เขาจะกระแทกมันลงไปสุดแรงอีกครั้ง
"ผัวะ! ผัวะ!"
ไม้แข็ง ๆ ฟาดเข้ากลางใบหน้ามัน เสียงกะโหลกแตกร้าวดังขึ้น มันผงะไปด้านหลัง เืสีดำข้นทะลักออกจากแผล แต่แขนของมันยังคงไขว่คว้าไปทางเขา ราวกับสัญชาตญาณนักล่าของมันยังไม่ยอมให้เหยื่อหลุดมือไปง่าย ๆ
เสียงกระแทกหนักแน่นดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เขาฟาดลงไป เเศษิักระเด็นออกจากใบหน้าของมัน หัวกะโหลกของมันเริ่มยุบผิดรูป เนื้อเยื่อสีดำฉ่ำเืไหลเยิ้มลงมาตามข้างแก้มของมัน
ร่างของมันกระตุกเฮือกครั้งสุดท้ายก่อนจะหยุดเคลื่อนไหวไปในที่สุด
ต้นข้าวยืนหอบ หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะะเิออกจากอก เขาจ้องมองร่างไร้ชีวิตที่แน่นิ่งไปแล้ว แน่ใจว่ามันจะไม่ลุกขึ้นมาอีก
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง มีเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ ของเขาที่ดังสะท้อนในอากาศ
"ขะ…ข้าว…"
เสียงของฟางสั่นเครือดังขึ้นเื้ั ต้นข้าวค่อย ๆ หันไปมอง เห็นเพื่อนทั้งสองยืนตัวแข็ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ
เขากะพริบตา มองมือที่เปรอะไปด้วยเืสีดำ แล้วหอบลมหายใจยาว
"เรา… ปลอดภัยแล้ว"
ต้นข้าวพูดก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
เขาหอบหายใจหนัก รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหายไปครึ่งหนึ่ง แขนขาหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับ ความเหนื่อยถาโถมเข้าใส่เหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเข้าฝั่งไม่หยุด
'บ้าเอ้ย! อ่อนแอชะมัด จะเหนื่อยง่ายเกินไปแล้ว!'
เขาบ่นในใจพลางตำหนิตัวเองที่ไม่ยอมออกกำลังกาย ถ้ารู้ว่าจะต้องมาเผชิญสถานการณ์แบบนี้… เขาคงออกกำลังร่างกายทุกวันไปแล้ว!
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังใกล้เข้ามา ก่อนที่จอมจะพุ่งเข้ามาหาเขา ดวงตาของเพื่อนสนิทฉายแววเป็ห่วงอย่างเห็นได้ชัด
"มึงไม่าเ็ตรงไหนใช่ไหม!?"
เสียงของจอมเต็มไปด้วยความร้อนรน มือหนายื่นมาจับแขนเขาเขย่าเบา ๆ ราวกับจะเช็กให้แน่ใจว่าไม่มีาแไหน
ต้นข้าวพยายามปรับลมหายใจให้เป็ปกติ ก่อนจะยกมือขึ้นเป็เชิงบอกว่าเขายังไหว
"กูโอเค…" เขาตอบด้วยเสียงแหบพร่า "ก่อนอื่น รีบหาอะไรมากั้นประตูก่อน"
พูดจบ เขากวาดสายตาไปทางประตูอย่างระแวดระวัง แต่ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่า มันถูกโต๊ะตัวใหญ่ขวางเอาไว้อยู่แล้ว
เขาหันไปมองฟางที่ยืนหอบอยู่ไม่ไกล สีหน้าของเธอซีดเผือดจากความตึงเครียด แต่ดวงตายังส่องประกายของความมุ่งมั่น
"ฉันกลัวว่าซอมบี้ข้างนอกจะเข้ามาเพิ่ม ก็เลยรีบดันโต๊ะมาขวางไว้ตอนที่แกทุบเ้านั่นอยู่!"
ฟางพูดเร็วปรื๋อ ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด ต้นข้าวกระพริบตาเล็กน้อยก่อนจะหลุดยิ้มบาง ๆ
เขาไม่ได้คิดว่าฟางจะไหวตัวทันและรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เร็วขนาดนี้ แม้จะหวาดกลัว แต่เธอก็ยังคิดเผื่อถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดและลงมือทำทันที
"ทำดีมาก!"
ต้นข้าวยกนิ้วให้เป็เชิงชมเชย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า แม้รอยเืและเหงื่อจะไหลซึมตามขมับ แต่ในแววตาของเขากลับมีประกายความภาคภูมิใจเจืออยู่
เขายกมือขึ้นเช็ดใบหน้าที่เปื้อนเือย่างลวก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความเหนื่อยล้า แต่เขาไม่มีเวลาจะมามัวพัก
ฟางเม้มปากแน่น ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย ราวกับพยายามกดอารมณ์หลายอย่างที่กำลังตีกันอยู่ในใจ
ต้นข้าวมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างรวดเร็ว ประเมินสถานการณ์ก่อนจะตัดสินใจ
"เราต้องรีบหาโทรศัพท์ดาวเทียมก่อน"
"กูรู้ว่าอยู่ไหน"
จอมพูดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เขารีบก้าวฉับ ๆ ไปทางมุมห้อง ดวงตากวาดมองหาโต๊ะตัวหนึ่งที่เขาเคยมาขอเ้าหน้าที่ใช้โทรศัพท์ก่อนหน้านี้
โชคดีที่โทรศัพท์ดาวเทียมยังถูกวางทิ้งไว้ ไม่มีใครเอาไปไหน จอมคว้ามันขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบเดินกลับมายื่นให้ต้นข้าว
แต่แทนที่เขาจะรับไป ต้นข้าวกลับส่ายหัว
"ไม่ กูพามาที่นี่ก็เพราะจะให้มึงโทรไปถามสถานการณ์ทางบ้านว่าซื้อของมาตุนหรือยัง"
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง แต่ั์ตาสะท้อนความจริงจังออกมาเต็มเปี่ยม จอมกระพริบตาปริบ ๆ มองหน้าเขาอย่างงุนงงไปชั่วอึดใจ ก่อนจะร้องอ๋อออกมาเบา ๆ
"อ้าวเหรอ โอเค รอแป๊บ! กูจะรีบโทรเดี๋ยวนี้เลย!"
จอมพูดพลางรีบคว้าโทรศัพท์ดาวเทียมขึ้นมา เปิดฝาพลิกเสาอากาศออกอย่างเร่งรีบ ปลายนิ้วที่มักจะเคยพิมพ์ข้อความเล่นสบาย ๆ ในเวลาปกติ กลับสั่นเล็กน้อยขณะที่กดหมายเลข
สัญญาณเริ่มเชื่อมต่อ...
เสียงสัญญาณรอสายดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ แต่ละวินาทีที่ผ่านไปเหมือนยืดขยายออกเป็นาที ความเงียบรอบตัวทำให้พวกเขาได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน
‘รับเถอะ… ขอร้องล่ะ รับเถอะ…’ จอมกำโทรศัทพ์แน่นโดยไม่รู้ตัว
แล้วในที่สุด—
"ฮัลโหลครับ"
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากปลายสาย ทันทีที่ได้ยิน จอมแทบจะผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"น้าพี! ปลอดภัยไหม?"
เขาถามทันที เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ปลายสายเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนที่เสียงชายวัยกลางคนจะดังกลับมา น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยเช่นกัน
"คุณจอม! ผมนึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเสียแล้ว โชคดีจริง ๆ ที่คุณจอมปลอดภัย!"
ต้นข้าวเผลอพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องที่จอม เขาไม่ได้้าแค่การยืนยันว่าพวกเขาปลอดภัย แต่ต้องรู้ว่าสถานการณ์ที่บ้านเป็อย่างไร
เขารีบพยักหน้าให้จอมเป็เชิงเร่งเร้า จอมที่เข้าใจความหมายก็รีบถามต่อทันที
"น้าพี! แล้วทางบ้านล่ะ สถานการณ์เป็ยังไงบ้าง? ได้ซื้อของที่ผมขอมาตุนไว้หรือยัง?"
ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ที่ลอดผ่านเครื่องมา พวกเขาทั้งสามมองหน้ากันอย่างกดดัน
ในที่สุด เสียงของน้าพีก็ดังกลับมา น้ำเสียงนิ่งขึ้น แต่ยังแฝงด้วยความระแวดระวัง
"ครับตอนนี้ ปลอดภัยดีครับเพราะได้คุณจอมบอกล่วงหน้า คุณท่านเลยสงสัยและให้ทำตามที่คุณจอมบอก พวกเราได้ซื้อของมาเก็บไว้แล้วครับ"
"คุณพ่อรู้แล้วหรอ"
เขาไม่คิดเลยว่าพ่อจะสนใจสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ปกติแล้ว พ่อของเขามักจะเป็คนที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเขานัก ในฐานะลูกชายคนสุดท้อง
แต่ครั้งนี้... พ่อสนใจเขาจริง ๆ งั้นเหรอ?
"ใช่แล้วครับ" น้าพีตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "หลังจากที่ซื้อเสร็จ ก็มีข่าวว่าคนเริ่มคลั่งไล่กัดคนอื่น ๆ ครับ โชคดีที่ตอนนั้นขนของเสร็จพอดี และเป็วันที่คุณท่านแวะกลับมาที่บ้านเพื่อเอาของด้วยครับ ตอนนี้เราได้ปิดรั้วและกั้นไม่ให้คนภายนอกเข้ามาแล้วครับ"
จอมเม้มปากแน่น เขาหลุบตาลงเล็กน้อย คำพูดของน้าพีทำให้ความรู้สึกมากมายประดังประเดเข้ามา เขาโล่งใจที่ครอบครัวปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจและอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ที่พ่อเลือกจะเชื่อคำพูดของเขาในครั้งนี้
ต้นข้าวสังเกตสีหน้าของเพื่อนสนิทแล้วก็ตบไหล่เขาเบา ๆ เป็เชิงให้กำลังใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"ดีแล้ว… อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้แล้วว่าพวกเขาปลอดภัย"
เสียงของต้นข้าวเรียบเฉย แต่แฝงด้วยความจริงใจที่ทำให้จอมค่อย ๆ คลายสีหน้าตึงเครียดลงเล็กน้อย พยักหน้าอย่างช้า ๆ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความกังวลคล้ายมีประกายแห่งความโล่งใจเจืออยู่
ฟางที่ยืนฟังอยู่ก็พยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาคู่นั้นแม้จะยังแฝงความระแวดระวัง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาน้อย ๆ
แต่แล้ว—
'แกร๊ก—ซ่าาาา'
เสียงจากโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างผิดปกติ จู่ ๆ สัญญาณที่เคยคมชัดกลับเริ่มติดขัด เสียงปลายสายที่ยังคงพูดค้างไว้ขาดหายเป็่ ๆ ก่อนจะกลายเป็เสียงรบกวนเหมือนคลื่นสัญญาณแทรก
"น้าพี?" จอมขมวดคิ้ว กดโทรศัพท์แนบหู พยายามฟังให้ชัดขึ้น "น้าพี! ได้ยินผมไหม!?"
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงซ่า ๆ ของสัญญาณรบกวนที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่จะดับไป
'ติ๊ด—'
สายถูกตัดไป
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้องทันที
ต้นข้าวกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตัวขณะมองหน้าจอที่ขึ้นข้อความ "สายถูกตัด"
"เกิดอะไรขึ้น…?" ฟางพึมพำ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเล็กน้อย ความกังวลที่เพิ่งถูกปลดเปลื้องไปเมื่อครู่หวนกลับมาอีกครั้ง
"ไม่รู้" จอมขมวดคิ้วแน่น กดโทรกลับซ้ำ ๆ แต่สัญญาณยังคงเงียบสนิท มีเพียงข้อความเดิมขึ้นมาบนหน้าจอ
"เครือข่ายขัดข้อง…?"
ต้นข้าวไม่พูดอะไร แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดมากมาย เขาไม่แน่ใจว่านี่เป็เพียงปัญหาทางเทคนิค หรือเป็สัญญาณของบางสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น
เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนทั้งสองคน
"ถ้าโชคดี แค่เสาสัญญาณล่มชั่วคราว" ต้นข้าวพูดช้า ๆ พลางไตร่ตรอง "แต่ถ้าโชคร้าย…"
คำพูดของเขาหยุดชะงักไป ราวกับไม่อยากเอ่ยมันออกมาให้กลายเป็จริง แต่ทุกคนในที่นั้นต่างรู้ดีว่าความคิดของต้นข้าวกำลังพาดพิงไปถึงอะไร
"เราไม่มีทางรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทางนั้น"
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง คราวนี้หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
'เพี้ยะ!'
เสียงฝ่ามือตบกันดังขึ้นกะทันหัน ทำให้ฟางสะดุ้งเฮือก จอมก็เช่นกัน ต้นข้าวเป็คนทำ—เขาตบมือเสียงดังเพื่อทำลายบรรยากาศหม่นหมองที่กำลังคืบคลานเข้ามา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
"เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เราจะรีบออกเดินทางกัน"
เขากวาดตามองเพื่อนทั้งสองคนที่ยังดูสับสน ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
"แต่ติดปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง"
ต้นข้าวหยุดเว้นจังหวะ ราวกับ้าให้ทุกคนเตรียมใจรับฟัง
"บ้านจอมโคตรไกลเลย"
จอมกะพริบตาปริบ ๆ มองต้นข้าวที่ยังคงมีสีหน้าจริงจัง ราวกับยังไม่รู้ตัวว่าประโยคเมื่อครู่มันทำลายความตึงเครียดไปแล้วครึ่งหนึ่ง
"เราคงไปไม่ทันก่อนจะมืดแน่ ๆ" ต้นข้าวพูดต่อพลางยกมือขึ้นลูบปลายคาง ครุ่นคิดถึงแผนการที่เป็ไปได้ แม้เขาจะคาดเดาไว้แล้วก็เถอะ
ฟางพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ "ถ้าเดินเท้าไปก็คงเสี่ยงเกินไปใช่ไหม?"
"ใช่" ต้นข้าวตอบรับทันที "กลางวันยังพอมีโอกาสมองเห็นอะไรข้างหน้า แต่พอค่ำลง มันจะยิ่งอันตราย ถ้าซอมบี้เดินไปมาอยู่ในที่มืด ต่อให้เรามีไฟฉายก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก"
จอมขมวดคิ้ว ก่อนจะเปรยขึ้น "งั้นเราหายานพาหนะสิ"
"ง่ายขนาดนั้นก็ดีสิวะ" ต้นข้าวถอนหายใจพลางส่ายหน้า "แต่ลองคิดดูสิ… ถนนตอนนี้เป็ยังไงบ้าง?"
ทั้งสามคนต่างก็นึกภาพขึ้นมาในหัว และคำตอบก็ค่อนข้างชัดเจน
ซากรถที่ถูกทิ้งไว้เกลื่อน บางคันพังเสียหาย บางคันอาจมีกระจกแตกร้าวเปื้อนเื หรือแย่กว่านั้นคือมีบางอย่างซ่อนตัวอยู่ในนั้น…
เสียงของฟางเบาลงเมื่อเธอพูดขึ้น "ถนนน่าจะติดขัดไม่ต่างจากในหนังซอมบี้ที่เราเคยดู…"
ต้นข้าวปรายตามองเธอ ก่อนหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีรอยยิ้ม
"เธอรู้แล้วสินะ ว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับเชื้อไวรัส"
ต้นข้าวถามขึ้นทันทีตอนแรกเขาชั่งใจอยู่ว่าควรจะบอกเพื่อนยังไงดี เพราะซอมบี้เป็สิ่งที่มีแต่ในหนังสยองขวัญ ในเกมแนวเอาตัวรอด หรือในนิยายที่คนอ่านเพื่อความบันเทิง แต่วันนี้มันกำลังเดินอยู่ข้างนอกนั้นจริง ๆ และพร้อมจะฉีกเนื้อเป็ชิ้น ๆ
จอมยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ ก่อนเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งติดตลก
"กัดคนอื่นตาย แล้วคนที่ตายลุกขึ้นกัดต่อ โอ้โหไม่รู้เลยจริงๆว่าคือตัวอะไร"
เขาแสร้งพูดด้วยท่าทีขบขัน แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้ปิดบังความจริงจังไว้ได้เลย ต้นข้าวได้ยินแล้วก็หัวเราะเบา ๆ พร้อมกับส่ายหน้า
"ฉลาดเหมือนกันนี่"
จอมยักไหล่ "แหม ถ้ามีอะไรที่โง่พอให้เดายากกว่านี้ก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไงแล้ว"
ฟางมองทั้งสองคนที่ยังคงหยอกล้อกันได้ แม้ในสถานการณ์ที่ความเป็ความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่แทนที่จะรู้สึกหงุดหงิด เธอกลับรู้สึกสบายใจขึ้น
"ทำไมพวกเราไม่พักที่นี่ก่อนล่ะ" ฟางถามด้วยความสงสัย
"นั้นสิ กูไม่ติดนะ ถ้าจะพักที่นี่ ถึงจะมีศพอยู่ด้วยก็เถอะ"
จอมพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเสริมขึ้นมา พลางมองไปยังจุดที่ต้นข้าวเพิ่งลงมือสังหารซอมบี้ น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวสักเท่าไหร่ แต่มันก็แฝงไปด้วยความรู้สึกขยะแขยงอยู่จาง ๆ
ต้นข้าวเหลือบมองร่างไร้ชีวิตที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ศพของซอมบี้ที่เขาเป็คนทุบหัวไปเมื่อไม่นานมานี้ เืสีดำข้นไหลนองลงมาตามพื้น ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งชวนให้คลื่นไส้
"ถ้าพวกเราพักที่นี่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาศพนี่ออกไปก่อน"
จอมเบ้ปากทันที "โหย กูนึกว่าจะได้พักเลย ที่ไหนได้มีภารกิจเก็บกวาดอีก"
ต้นข้าวหัวเราะเบา ๆ พลางขยับตัวไปหยิบผ้าขี้ริ้วจากมุมหนึ่งของห้อง ใช้มันคลุมศพอย่างลวก ๆ เพื่อลดกลิ่นที่โชยขึ้นมา แม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรปิดไว้เลย
ฟางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา
"แล้วเราจะทำยังไงต่อ?"
ต้นข้าวเอนหลังพิงกำแพง ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะตอบ
"เราจะพักที่นี่จนกว่าฟ้าจะเริ่มสว่าง จากนั้นค่อยออกเดินทางกัน"
ดวงตาของเขาฉายแววจริงจัง รู้ดีว่าคืนนี้จะไม่ใช่คืนที่เงียบสงบ แต่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความตายเช่นนี้ แค่มีที่ให้ซุกหัวนอนก็ถือเป็เื่โชคดีแล้ว
"แต่ก่อนอื่น..."
ต้นข้าวเว้น่คำพูดไปเล็กน้อย ราวกับตั้งใจจะหยุดคิดสักครู่ พยายามรวบรวมคำพูดที่เหมาะสมที่สุด ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีอะไรที่เขา้ามากไปกว่าความปลอดภัยของทุกคน
เขาหันไปมองฟางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวที่แม้จะดูอ่อนโยนในภายนอก แต่ในยามคับขันกลับมีความเด็ดขาดที่ซ่อนอยู่ในแววตา ทุกการกระทำของเธอใน่เวลานี้แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ใช่คนที่หวาดกลัวหรือยอมแพ้ได้ง่าย ๆ
"เธอคิดว่าตัวเองยิงเป้าเคลื่อนที่ได้รึยัง?"
เขามองไปที่ธนูของฟาง ต้นข้าวถามออกมาเสียงต่ำ ราวกับพยายามพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจในขั้นตอนถัดไป
ฟางเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาของเธอเหมือนกำลังไตร่ตรองคำถามนั้นอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าเธอยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการยิงเป้าเคลื่อนที่ แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เธอจะได้เริ่มยิงเป้าเคลื่อนที่ของจริงสักที
"ก็... ไม่ใช่ว่าฉันทำไม่ได้" ฟางตอบด้วยเสียงที่นิ่ง ๆ แต่ในแววตาของเธอแฝงไปด้วยความมุ่งมั่น "แต่ถ้ามันจำเป็ต้องทำ ฉันก็จะทำ"
คำตอบนั้นเป็คำตอบที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ไม่ใช่แค่การยอมรับความท้าทาย แต่ยังหมายถึงความตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน
ต้นข้าวพยักหน้าช้า ๆ เขาละสายตาจากฟางแล้วหันไปมองจอมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
"จอมมึงรออยู่ที่นี่เงียบ ๆ นะ" ต้นข้าวพูดเสียงหนักแน่น
"กูกับฟางจะออกไปหารถยนต์แถว ๆ ค่ายก่อน พวกเราจะได้ออกเดินทางง่ายขึ้นถ้ามีรถยนต์แถว ๆ นี้"
จอมมองไปที่ต้นข้าวก่อนจะพยักหน้าเงียบ ๆ เขาไม่สงสัยอะไรทั้งนั้น เขารู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนต้องทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด
"เข้าใจแล้ว" จอมตอบเสียงเรียบ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความมั่นใจเหมือนเดิม
"ระวังตัวด้วยนะพวกมึง"
ต้นข้าวไม่พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยให้กับจอม ก่อนจะหันไปหาฟางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
"ฟาง... พร้อมไหม?"
ฟางหันมามองเขาด้วยสายตาที่กังวลเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยความมั่นใจ
"ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมล่ะนะ" แม้แต่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุด ความมุ่งมั่นของเธอก็ยังคงไม่ลดลง
ต้นข้าวพยักหน้าให้กับฟาง ก่อนจะมองไปที่ประตูไม้ที่ฟางได้ดันโต๊ะปิดทางเข้าเอาไว้
"ไปกันเถอะ"