ใน่เวลานั้น มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเจียงฮู่ว่าตระกูลฉู่ที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดกำลังถูกสาป
ว่ากันว่า... คนแรกที่โดนคือเ้าบ้านตระกูลฉู่สายหลัก
ฉู่เจิ้นถังเป็ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดของตระกูลฉู่ เขากับภรรยาขึ้นชื่อเื่รักใคร่ปรองดองกันมาก เคยเป็คู่รักในอุดมคติที่ผู้คนต่างพากันอิจฉา
แต่ความรักที่สมบูรณ์แบบของพวกเขากลับจบลงอย่างโหดร้าย เมื่อคุณนายฉู่ต้องมาเสียชีวิตอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุเหยียบกันตายั้แ่อายุยังน้อย
ที่ร้ายไปกว่านั้น สถานที่เกิดเหตุก็ดันเป็ถนนคนเดินเจียงหนิง ซึ่งตระกูลฉู่เป็ผู้ลงทุนสร้างเองกับมือ
เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบในแง่ลบอย่างรุนแรง ราคาหุ้นของตระกูลฉู่ดิ่งลงหนักที่สุดนับั้แ่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และร่วงติดฟลอร์จนถูกระงับการซื้อขายไปหลายต่อหลายครั้ง
ฉู่เจิ้นถังซึ่งสูญเสียภรรยาสุดที่รักรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ไม่กี่ปีต่อมาเขาก็ล้มป่วยกะทันหัน และเสียชีวิตไปในที่สุด
หลังจากนั้นไม่นาน โชคร้ายก็ลามไปยังตระกูลสายรองราวกับโรคระบาด ฉู่เจิ้นเทียน ซึ่งเป็คนตระกูลฉู่ที่อยู่รุ่นราวคราวเดียวกับฉู่เจิ้นถัง ก็ประสบอุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มจนเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า
สะพานยกระดับที่ดูแข็งแรงมั่นคงขนาดนั้น กลับถล่มลงมาดื้อๆ เนี่ยนะ?!
เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ประชาชนภายในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน หน่วยงานภาครัฐจึงเร่งจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวน และก็ได้ผลสรุปออกมาอย่างรวดเร็ว
โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีสาเหตุมาจากรถบรรทุกที่ขนสินค้าเกินพิกัด เป็ฝีมือของเ้าของบริษัทขนส่งที่ละโมบไร้ศีลธรรม สั่งให้รถบรรทุกรับน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนดถึง 400% ออกวิ่งบนถนน จนทำให้สะพานยกระดับที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแกร่งเมื่อไม่นานมานี้พังทลายลงมา
การเสียชีวิตของฉู่เจิ้นเทียนที่เป็หนึ่งในสมาชิกของตระกูลที่มีชื่อเสียง ยิ่งทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ถูกนำไปเล่าต่ออย่างเผ็ดร้อน จนทุกคนพูดเป็เสียงเดียวกันว่า:
'ท้ายที่สุด... นายทุนไร้คุณธรรมก็ทำร้ายนายทุนด้วยกันเอง'
ท่ามกลางข่าวลือที่แพร่สะพัด มีผู้ที่อ้างว่ารู้เื่วงในออกมาแฉว่า อันที่จริง ลูกชายคนโตของฉู่เจิ้นเทียนก็ได้รับาเ็สาหัสจากเหตุการณ์นี้ด้วย ตอนนี้อาการยังอยู่ในขั้นโคม่า เป็ตายเท่ากัน
ตระกูลฉู่ถูกสาป...
ผู้ชายในตระกูลฉู่ล้วนตายก่อนวัยอันควร...
ตระกูลฉู่เลี้ยงผีเด็กเพื่อหนุนกิจการ แต่ถูกิญญาย้อนกลับมาเล่นงาน…
เมียน้อยของฉู่เจิ้นเทียนอยากขึ้นเป็ภรรยาหลวงแต่ไม่สำเร็จ จึงลงมือสังหารฉู่เจิ้นเทียนและลูกชายคนโตอย่างโเี้...
สายตระกูลของฉู่เจิ้นเทียนเกิดการแย่งชิงอำนาจ ฉู่เจียงไหล้าฮุบสมบัติ...
สารพัดทฤษฎีสมคบคิดสุดโต่งผุดขึ้นเป็ดอกเห็ด กลายเป็หัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปทั่ว
แต่ฉู่ชิวไป๋ ซึ่งเป็หนึ่งในตัวเอกของเื่กลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองกำลังตกเป็ศูนย์กลางของกระแสวิพากษ์วิจารณ์
เขาาเ็จริงๆ แต่ที่บอกว่า 'เป็ตายเท่ากัน' ก็เกินไปหน่อย
ด้วยความที่ยังหนุ่มยังแน่น และมีพื้นฐานร่างกายค่อนข้างดี ฉู่ชิวไป๋จึงฟื้นตัวได้เร็วมาก และแน่นอนว่าไม่ได้เป็อันตรายถึงชีวิต
เพียงแต่ว่า...
ตาของเขามองไม่เห็น
แพทย์วินิจฉัยว่านี่อาจเป็อาการตาบอดชั่วคราวที่เกิดจากการาเ็ทางสมอง โชคยังดีที่มีปริมาณเืคั่งไม่มากนัก มีปริมาณน้อยกว่า 30 มิลลิลิตร จึงไม่จำเป็ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก แต่เลือกใช้แนวทางการรักษาแบบประคับประคองแทน
ตอนที่ฟื้นขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขามีภาวะรูม่านตาขยาย และสูญเสียการรับรู้แสงไปอย่างสมบูรณ์
จนเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ การมองเห็นที่สูญเสียไปก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นคืนกลับมา
ฉู่ชิวไป๋ที่ไม่มีทางเลือก จึงเข้าร่วมพิธีศพของฉู่เจิ้นเทียนในสภาพของคนตาบอด โดยมีคนในครอบครัวคอยประคองตลอดทาง
ในวันเคลื่อนศพ เขาในฐานะลูกชายโดยชอบธรรม ต้องเป็ผู้ถือรูปถ่ายของพ่อเดินนำหน้าขบวนส่งศพ ภายใต้ทีมรักษาความปลอดภัยที่คุ้มกันอย่างแ่า คอยสกัดกั้นเหล่านักข่าวจากสื่อต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในบริเวณงาน
แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงยังมีภาพที่แอบถ่ายในสถานที่จัดงานหลุดรอดไปบนโลกออนไลน์จนได้
ในภาพนั้น เขาถอดแว่นกันแดดออก และกำลังก้มลงคุกเข่าหน้าโลงศพ มันถูกถ่ายได้ในมุมที่แยบยลและในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ ทำให้ทันทีที่ถูกเผยแพร่ออกไป ฉู่ชิวไป๋ก็ถูกชาวเน็ตถล่มอย่างหนัก เพียงเพราะสายตาของเขามันว่างเปล่าและดูเฉยชาเกินไป
ฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย อ่านคอมเมนต์แย่ๆ ในอินเทอร์เน็ตให้เขาฟังด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะะเิออกมาเสียงดัง “คนพวกนั้นจะไปเข้าใจอะไร! พี่ชิวไป๋เป็ถึงขนาดนี้! ต้องเสียใจมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว...”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์หยุดชะงัก ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋สั่นไหวตามไปด้วย เขาพยายามสงบใจให้มากที่สุด เงยหน้าขึ้นแล้วลูบผมของฉู่เจียงไหลที่นั่งอยู่ข้างเตียงอย่างแ่เบา
ช่างเด็กหนุ่มที่ยังคงไร้เดียงสาและไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย
“อย่าโกรธไปเลยน่า ไปรินน้ำให้ฉันแก้วหนึ่งสิ พูดมาตั้งเยอะ นายคงจะคอแห้งแล้วใช่ไหมล่ะ?”
เส้นผมของฉู่เจียงไหลนุ่มมาก เหมือนกับตัวตนของเขาที่ทั้งดูอ่อนโยนและเชื่อฟัง ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากให้เขารับรู้ความจริงอันโหดร้ายมากมายของโลกใบนี้เลย
เด็กหนุ่มคนนี้ทำให้ฉู่ชิวไป๋สาบานในใจมานับครั้งไม่ถ้วน ว่าจะปกป้องความใสซื่อบริสุทธิ์และความดีของเขาไปตลอดกาล
ฉู่ชิวไป๋ถูกคอมเมนต์มุ่งร้ายเ่าั้ทำให้รู้สึกแย่จริงๆ แต่ก็ไม่เป็ไร เพราะดูเหมือนว่าฉู่เจียงไหลเ็ปและโมโหมากกว่าเขาเสียอีก อีกฝ่ายโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนแทบจะมุดเข้าไปทะเลาะกับคนในโซเชียลแล้ว
ฉู่เจียงไหลยังถือว่าเด็กมาก อายุเพิ่งจะสิบเก้าปี ยังไม่ประสีประสาต่อโลกภายนอก และยิ่งไม่เข้าใจเื่มารยาททางสังคม ทำให้เขาโกรธจัดจนนำคอมเมนต์ที่ฉู่ชิวไป๋ไม่ควรจะได้ยินเ่าั้มาอ่านให้ฟังถึงข้างเตียง
เ้าเด็กโง่คนนี้ แม้แต่เสียงก็ยังสั่นเทา คงจะโกรธมากจริงๆ
ฉู่ชิวไป๋ไม่โทษอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกว่าใน่เวลาที่ทุกอย่างถาโถมเข้ามาไม่หยุดแบบนี้ การยังมีน้องชายที่ร่าเริงมาเยี่ยมบ่อยๆ คอยหอบเอาข่าวแย่ๆ จากโลกภายนอกเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยที่เหมือนกับหอคอยงาช้างอันไร้ชีวิตชีวานี้ ก็ไม่ถือว่าเป็เื่แย่สักเท่าไหร่
เพราะแม้ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเลวร้ายไปหมด แต่อย่างน้อยฉู่เจียงไหลก็ยังคงดี
ฉู่เจียงไหลซบแก้มเนียนๆ ของตัวเองลงบนฝ่ามือของฉู่ชิวไป๋ แล้วถูไถเบาๆ ท่าทางไม่ต่างอะไรกับสุนัขบำบัดตัวใหญ่ที่กำลังออดอ้อน
“พี่ชิวไป๋ เมื่อไหร่พี่จะหายดีครับ?”
คำถามที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนี้ทำให้ฉู่ชิวไป๋ที่กำลังเ็ปและสับสนกับอาการป่วยของตัวเองอยู่แล้วเ็ปเพิ่มเข้าไปอีก แต่เขาไม่อยากให้ฉู่เจียงไหลต้องมาวิตกกังวลตามไปด้วย จึงยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดปลอบไปว่า “น่าจะเร็วๆ นี้แหละ”
“หมอพูดแบบนั้นเหรอครับ?”
“อืม หมอก็พูดแบบเดียวกันเลย”
“งั้นก็เยี่ยมไปเลยสิ!”
เนื่องจากกำลังอยู่ใน่ก้ำกึ่งระหว่างวัยรุ่นกับวัยหนุ่มสาว เวลาพูดหางเสียงของฉู่เจียงไหลจึงมักจะสูงขึ้นเล็กน้อย มีกลิ่นอายของความสดใสตามประสาเด็กหนุ่ม
“พี่ชิวไป๋ พี่ต้องรีบหายนะครับ ไม่อย่างงั้นพวกเราจะไปดูนิทรรศการภาพวาดไม่ทัน นั่นเป็ผลงานของจิตรกรที่คุณพ่อฉู่ชอบที่สุดเลย...”
คำพูดที่ดูดีใจของฉู่เจียงไหลหยุดลงกลางคัน แม้จะมองไม่เห็น แต่ฉู่ชิวไป๋ก็สามารถจินตนาการได้เลยว่าดวงตาที่กลมโตเหมือนกับลูกสุนัข ต้องกำลังเบิกกว้างอยู่อย่างแน่นอน
ฉู่เจียงไหลต้องรู้ตัวแล้วแน่ๆ ว่าตัวเองพูดในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เพราะมันไม่เหมาะสมเป็อย่างยิ่งที่จะพูดถึงงานแสดงภาพวาดที่ฉู่เจิ้งเทียนเคยตั้งใจจะไปก่อนเสียชีวิต ด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงจนออกนอกหน้า ทั้งที่เพิ่งผ่านงานศพมาได้เพียงวันเดียวเท่านั้น
เด็กหนุ่มที่ก่อนหน้านี้ยังดูตื่นเต้นเงียบลงทันที ฝ่ามือที่กุมมือของฉู่ชิวไป๋เย็นเล็กน้อย เขาบีบมือของพี่ชายแน่นขึ้น ท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะทำตัวยังไง
ฉู่ชิวไป๋เจ็บจนชาหนึบไปทั้งใจ รู้สึกได้ถึงอาการสั่นเทาของร่างกาย แต่เขาแข็งใจแสดงท่าทีที่เ็าใส่ฉู่เจียงไหลไม่ลง และยิ่งไม่มีทางที่จะเมินเฉยต่ออารมณ์ที่ดิ่งลงอย่างกะทันหันของอีกฝ่ายได้ เพราะเขารักน้องชายคนนี้ยิ่งกว่าชีวิต ดังนั้น ฉู่ชิวไป๋จึงแสร้งทำเหมือนไม่เป็ไร แล้วถามน้องด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า “เป็อะไรไป? ทำไมจู่ๆ ก็เงียบล่ะ?”
ฉู่เจียงไหลใช้นิ้วหัวแม่มือค่อยๆ คลึงหลังมือที่กำลังสั่นเล็กน้อยของเขา “พี่ชิวไป๋ ผมขอโทษนะครับ”
“ไม่เป็ไรหรอก” ฉู่ชิวไป๋พูด
ความจริงแล้ว... ก็ใช่ว่าจะไม่เป็ไรอะไร
เวลาที่ต้องนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง เขามักจะชอบฟุ้งซ่านไปเรื่อย คิดถึงเื่อุบัติเหตุ คิดถึงการทะเลาะครั้งนั้น คิดถึงบริษัทที่กำลังวุ่นวายเพราะขาดผู้นำ และคิดถึงคำพูดสุดท้ายของฉู่เจิ้นเทียน
ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่ และมีบ่อยครั้งที่รู้สึกว่า 'ถ้าตัวเองตายในที่เกิดเหตุไปเลย อาจจะดีกว่าหรือเปล่านะ?' อย่างน้อยก็ไม่ต้องมารับมือกับความทุกข์ที่ยากจะทนไหว และไม่ต้องคอยกังวลว่าตื่นมาพรุ่งนี้เช้า ตัวเองจะยังคงเป็คนตาบอดไร้ประโยชน์ ที่เอาแต่สร้างภาระให้คนอื่นอยู่ทุกวี่วัน
อุบัติเหตุพรากชีวิตอันล้ำค่าของฉู่เจิ้นเทียนไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ร้ายแรงนี้ทำให้คนส่วนใหญ่หลงลืมไปว่า อุบัติเหตุครั้งนั้นมันทำให้คนที่รอดชีวิตรู้สึกสิ้นหวังและเ็ปมากแค่ไหน แถมยังพากันคิดไปเองว่าการที่เขารอดชีวิตมาได้ นับเป็ความโชคดีที่หาได้ยาก
ฉู่ชิวไป๋ก็หมือนกับถุงลมนิรภัยที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในวันนั้น ที่ต้องพองตัวจนถึงขีดสุดภายใต้สถานการณ์ที่แสนจะหนักหน่วง ต้องรับมือกับการทดสอบและภัยอันตรายต่างๆ อย่างอ่อนโยนแต่แข็งแกร่ง ทำให้ทั้งอ่อนไหวและชินชา
***
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของ่พักฟื้น ฉู่ชิวไป๋ต้องคอยรับแขกข้างเตียงผู้ป่วยมากกว่าสิบคณะในทุกๆ วัน
ไม่ว่าจะเป็เหล่าผู้ถือหุ้นที่มาเยี่ยมเยียนและหยั่งเชิง ซึ่งแฝงไปด้วยเจตนากดดันเพื่อบีบให้เขาสละอำนาจในบริษัท รวมถึงการมาเยือนของทนายความ ตลอดจนบรรดาญาติพี่น้องที่สลับสับเปลี่ยนกันมาไม่ขาดสาย
เขาเหนื่อยแทบขาดใจ เหนื่อยจนแม้แต่คำถามที่อ่อนโยนของหานรุ่ยฉิน ก็ยังทำให้เขารู้สึกทรมานราวกับจะตายทั้งเป็
“ชิวไป๋ วันนี้ดีขึ้นบ้างไหมลูก?”
ไม่เลย
“ครับ ดีขึ้นบ้างแล้ว”
“จริงเหรอจ๊ะ?”
จากนั้นก็มีฝ่ามือโบกไหวไปมาตรงหน้าเขาอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงทอดถอนหายใจด้วยความผิดหวังอย่างชัดเจน “ลูกยังมองไม่เห็นอะไรเลยเหรอ?”
ฉู่ชิวไป๋ทนเห็นแม่ที่เพิ่งเ็ปจากการสูญเสียสามีไปต้องผิดหวังอีกไม่ได้ จึงตอบอีกครั้งอย่างคลุมเครือทั้งที่ในใจรู้ดีว่ามันไม่จริง
“ดีขึ้นมานิดนึงแล้วล่ะครับ”
“ไม่มืดสนิทแล้วใช่ไหม?”
“ครับ”
ฉู่ชิวไป๋ไม่นับว่านี่เป็การโกหก เขาพึ่งจะเป็คนตาบอดมือใหม่ และครั้งหนึ่งก็เคยคิดเหมือนคนที่มีสายตาปกติทั่วไป ว่าโลกของคนตาบอดนั้นมืดสนิท จนกระทั่งตาบอดเพราะาเ็ที่สมอง ถึงได้ค้นพบว่าโลกเบื้องหน้าไม่ได้ดำสนิทไปทั้งหมด
สีดำก็นับว่าเป็สีรูปแบบหนึ่ง เมื่อเราสูญเสียการมองเห็น ก็เท่ากับสูญเสียความสามารถในการรับรู้สีสันทั้งหมดไปด้วย ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าจึงมีเพียงความว่างเปล่าที่เงียบงันและน่าใจหาย
พักหลังมานี้ ฉู่เจียงไหลไม่ค่อยได้มาเยี่ยมบ่อยนัก หากจะนับดูจริงๆ ก็คงั้แ่วันที่เขาพลั้งปากพูดผิดไป หลังจากนั้น ความถี่ในการมาของเขาก็ลดน้อยลง
ฉู่ชิวไป๋เดาว่า่นี้อีกฝ่ายคงยุ่งมาก เขาจึงทำได้เพียงรีบมารีบไป ในขณะที่ฉู่ชิวไป๋เองก็เคลื่อนไหวไม่สะดวก ทั้งยังไม่คุ้นชินกับสถานะ 'คนตาบอด' ของตัวเอง จึงไม่ค่อยได้ออกไปไหนสักเท่าไหร่
ตอนอยู่ตามลำพัง ฉู่ชิวไป๋มักจะเงียบราวกับรูปปั้นไร้ชีวิต จนแม้แต่พยาบาลที่คอยดูแลก็ยังอดเอ่ยปากแนะนำไม่ได้ว่า “คุณฉู่คะ คุณควรจะออกไปเดินเล่นรับแสงแดดข้างนอกบ้างนะคะ”
ชั้นล่างของตึกผู้ป่วยมีสวนหย่อมเล็กๆ แต่ฉู่ชิวไป๋รู้สึกอ่อนเพลียและเกียจคร้านเกินกว่าจะขยับตัว จึงไม่เคยลงไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เขาเหนื่อยล้าจนแม้แต่การลุกจากเตียงยังทำให้ใจสั่นและหายใจหอบ เมื่อเช้านี้ก็เพิ่งจะมีอาการหายใจติดขัดรุนแรง ระดับออกซิเจนในเืลดลงฮวบฮาบ และถูกวินิจฉัยว่าเป็ภาวะเืเป็ด่างจากการหายใจ
วันนี้ ตอนที่ฉู่เจียงไหลผลักประตูเข้ามา ฉู่ชิวไป๋ที่เพิ่งจะได้รับยาคลายเคลียดไป กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
ดวงตาคู่นั้นดูสว่างกระจ่างใส มองเผินๆ แทบไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แต่ทันทีที่เขาหันหน้ามา สายตากลับดูเลื่อนลอย ไม่สามารถจับตำแหน่งของฉู่เจียงไหลได้อย่างแม่นยำ
“มาแล้วเหรอ” เขาเอ่ยทักอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและท่าทีสงบนิ่งเหมือนทุกครั้ง “หิวหรือเปล่า? ในตู้เย็นมีเค้กแบล็กฟอเรสต์นะ กินหน่อยไหม?”
ฉู่เจียงไหลไม่ตอบ เขาก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ กว่าฉู่ชิวไป๋จะรู้ตัว มือทั้งสองข้างก็ถูกเขากุมไว้แล้ว
เขาเป่าลมหายใจอุ่นๆ ใส่มือที่ตนเองประคองเอาไว้ ด้วยท่าทีเหมือนกับสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่เมื่อได้เห็นเ้าของก็เก็บอาการดีใจเอาไว้ไม่มิด ทำให้ฉู่ชิวไป๋อดสงสัยไม่ได้ว่าด้านหลังของเขาอาจมีหางปุกปุยที่กำลังส่ายดุกดิกไปมาอยู่ก็เป็ได้
“เตรียมไว้ให้ผมเหรอครับ? พี่ยังกินเค้กไม่ได้นี่นา”
ฉู่ชิวไป๋ตอบไม่ตรงกับใจ “เปล่า... คุณพยาบาลเขาซื้อมาทิ้งไว้เฉยๆ น่ะ”
ลมหายใจของฉู่เจียงไหลร้อนผ่าว แต่ฝ่ามือกลับเย็นเฉียบ ฉู่ชิวไป๋อดเป็ห่วงไม่ได้ที่เขาเสื้อผ้าน้อยเกินไป กลัวว่าจะหนาวจนล้มป่วยเข้ให้
“ข้างนอกหนาวมาก คราวหน้าเวลาออกไปไหนอย่าลืมสวมผ้าพันคอด้วยล่ะ”
“พี่พูดประโยคนี้ไปแล้วเมื่อคราวก่อน” ฉู่เจียงไหลขยับเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดหลังมือของฉู่ชิวไป๋จนเขาต้องหดมือกลับเล็กน้อยเพราะรู้สึกจั๊กจี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้นก็คลายมือออก แล้วโน้มริมฝีปากเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม
กลีบปากที่อ่อนนุ่มเฉียดผ่านใบหูของฉู่ชิวไป๋อย่างแ่เบา “พี่ชิวไป๋ ผมว่านอนสอนง่ายมากเลยนะ โดยเฉพาะถ้าเป็คำพูดของพี่ ผมน่ะเชื่อฟังมากเลยครับ”
ฉู่ชิวไป๋ไม่รู้ว่าสีหน้าของตนเองยังดูเหมาะสมอยู่หรือไม่ เพราะริมฝีปากที่ใกล้เกินไปของฉู่เจียงไหลในตอนนี้ ราวกับประกายไฟที่ใช้จุดประทัด แค่มันะเิ ‘ตูม’ เดียว ความสงบจากยาคลายเครียดที่เขาเพิ่งได้รับก็มลายหายไปจนไม่เหลือซาก
เขาต้องใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังจึงจะรักษาสติไว้ได้ และนั่งนิ่งในท่าเดิมโดยไม่ไหวติง
แต่ฉู่เจียงไหลที่เป็คนจุดไฟขึ้นมานั้น กลับไม่รับรู้ถึงความทรมานที่ฉู่ชิวไป๋กำลังเผชิญเลยแม้แต่น้อย เขาขยับถอยห่างออกไป เหมือนกำลังถอดเสื้อคลุม
วินาทีต่อมา ผ้าพันคอขนแพะแคชเมียร์ก็ถูกคลุมลงบนไหล่ของฉู่ชิวไป๋ มันนุ่มมาก อีกทั้งยังอบอวลด้วยไออุ่นและกลิ่นหอมสะอาดที่เป็เอกลักษณ์ของฉู่เจียงไหลจางๆ — เป็ผืนที่เคยพันอยู่บนคอของฉู่เจียงไหล
“ผมเป็เด็กดีขนาดนี้ พี่มีรางวัลให้ผมไหมครับ?”
อาจเป็เพราะ่นี้มีเื่ยุ่งๆ ให้เขาเครียดมากเกินไป เสียงของฉู่เจียงไหลจึงแหบพร่าเล็กน้อย แม้จะพยายามพูดติดตลกเพื่อให้ฉู่ชิวไป๋สบายใจ แต่น้ำเสียงนั้นก็ยังแฝงความเหนื่อยล้าจากการถูกบีบให้ต้องโตเป็ผู้ใหญ่ในชั่วข้ามคืน
“นายอยากได้อะไรล่ะ?” ฉู่ชิวไป๋เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
่นี้เขานอนพักฟื้นอยู่บนเตียงมาโดยตลอด จนคุ้นชินกับการแหงนหน้ามองน้องชายที่ตนให้ความสำคัญและรักมากที่สุดไปเสียแล้ว
“ผมอยากได้พี่...”
หัวใจของฉู่ชิวไป๋พลันเต้นโครมคราม ก่อนจะเกร็งกระตุกแล้วหดเข้าหากันอย่างรุนแรง
“ผมหมายถึง อยากให้พี่หายเร็วๆน่ะครับ” ฉู่เจียงไหลยิ้มตาใส “สำหรับผม นี่เป็รางวัลที่ดีที่สุดแล้วล่ะครับ”
ค่อยยังชั่ว อีกฝ่ายไม่ได้สังเกตหรือระแคะระคายถึงความรู้สึกที่บิดเบี้ยวและขัดแย้งในใจของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ฉู่ชิวไป๋ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งค่อยๆ กลับมาคงที่ เขารู้สึกเวียนหัวขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มซีดเซียวราวกับคนป่วย
ฉู่เจียงไหลที่เอนตัวลงนั่งพิงขอบเตียง พลันอุทาน 'เอ๊ะ' ออกมาด้วยความสงสัย “พี่ชิวไป๋… รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ? ทำไมหัวใจเต้นเร็วขนาดนี้ล่ะ?”
ฉู่ชิวไป๋แสร้งตอบอย่างใจเย็น “ไม่ได้เป็อะไร”
“จะไม่เป็อะไรได้ยังไง?” ฝ่ามืออุ่นร้อนข้างหนึ่งเอื้อมมาลูบหน้าผากของเขาอย่างแ่เบา
ฉู่เจียงไหลจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ “พี่เหงื่อออกเต็มไปหมดเลย!”
ยังไม่ทันที่ฉู่ชิวไป๋จะได้อ้าปากแก้ต่าง อีกฝ่ายก็ลุกพรวดขึ้น “หัวใจพี่เต้นเกิน 110 ครั้งแล้วนะครับ ผมควรไปเรียกหมอดีกว่าไหม?”
บ้าจริง! เขาลืมไปเลยว่าตัวเองยังติดเครื่องวัดคลื่นหัวใจอยู่
ฉู่ชิวไป๋รีบห้ามฉู่เจียงไหลเอาไว้ “ไม่ต้อง ถ้ามีอะไรเดี๋ยวเครื่องมันก็ร้องเตือนเองแหละ แล้วฉันก็ฉีดยาคลายเครียดมาแล้วด้วย”
“อ้อ” ฉู่เจียงไหลรับคำอย่างว่าง่ายแล้วกลับมานั่ง แต่ก็ยังคงถามด้วยความกังวล “แล้วทำไมหัวใจถึงเต้นเร็วขนาดนี้ล่ะครับ? เป็ผลข้างเคียงของยางั้นเหรอ?”
“อืม” ฉู่ชิวไป๋ที่เรียนแพทย์พูดโกหกอย่างไม่ละอายใจ ทำให้ยาคลายเครียดต้องตกเป็แพะรับบาปไปอย่างช่วยไม่ได้
ฉู่เจียงไหลยังบ่นอุบอิบ “ยาบ้าอะไรเนี่ย! ทำไมผลข้างเคียงถึงแรงขนาดนี้?”
ฉู่ชิวไป๋ไม่รู้จะตอบเขายังไง จึงทำได้แค่ก้มหน้าลงเงียบๆ
ฉู่เจียงไหลเองก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากมุมของเขา ฉู่ชิวไป๋ดูซูบลงจนน่าเป็ห่วงจริงๆ
เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าก่อนหน้านี้ฉู่ชิวไป๋มีรูปร่างดีมาก ไหล่กว้าง เอวคอด และมีขาที่ทั้งยาวและเหยียดตรง ตอนที่สอนเขาเขียนพู่กัน นิ้วเรียวยาวของอีกฝ่ายสามารถกุมหลังมือของเขาได้เกือบทั้งหมด
ฉู่ชิวไป๋ในความทรงจำของเขามักจะเข้มแข็งอยู่เสมอ แข็งแกร่งจนดูเหมือนจะต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้ทุกรูปแบบ ราวกับหอยกาบที่มีเปลือกแข็งไว้ปกป้องตัวเอง
และฉู่เจียงไหลก็ปรารถนาให้ตัวเองเป็เม็ดทรายที่ถูกดูดกลืนเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งสามารถทิ่มแทงให้เขาเ็ปได้
เม็ดทรายจอมเ้าเล่ห์ที่ทั้งแหลมคมและลื่นไหลจงใจปล่อยให้เนื้อหอยอ่อนนุ่มห่อหุ้มไว้ช้าๆ อย่างแเี จากนั้นก็จะค่อยๆ บดขยี้จนเกิดเป็แผลเปื่อยนับไม่ถ้วน แล้วฝังลึกเข้าไปในเนื้อหนังทีละเล็กทีละน้อย จนสุดท้าย... ก็ฆ่าหอยเพื่อเอาไข่มุก
ไม่มีใครรู้หรอกว่าหอยกาบต้องทนทุกข์ทรมานกับอะไรมาบ้าง คนพวกนั้นชื่นชมเพียงแค่ไข่มุกที่ส่องแสงระยิบระยับและมูลค่ามหาศาลของมันเท่านั้น
ทว่าฉู่ชิวไป๋ที่ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกตรงหน้านี้ ทำให้ฉู่เจียงไหลเกิดความรู้สึกลังเลอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เขานิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะเอ่ยปากถามคำถามอันแสนโหดร้ายที่เขาเตรียมไว้
“พี่ชิวไป๋ เวลาที่มองไม่เห็นมันรู้สึกยังไงเหรอครับ?"
ฉู่ชิวไป๋หยุดชะงัก ก่อนจะใช้เวลาครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักใหญ่ นานจนฉู่เจียงไหลเกือบจะเข้าใจว่าเขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้
“นายลองลืมตาแค่ข้างเดียวดูสิ”
“หือ? ได้ครับ”
ฉู่ชิวไป๋มั่นใจว่าฉู่เจียงไหลต้องทำตามคำสั่งเขาอย่างแน่นอน จึงพูดต่อไปว่า “คราวนี้ลองใช้ตาข้างที่ลืมอยู่เพ่งมองอะไรสักอย่าง แล้วลองนึกภาพดูนะ ว่าตาข้างที่ปิดอยู่รู้สึกยังไง” เขายังคงเงยหน้าเล็กน้อย แบ่งปันความรู้สึกที่ไม่เคยเปิดเผยกับใคร
“การมองไม่เห็นมันไม่ใช่แค่ความมืด ฉันเพิ่งจะรู้เมื่อไม่นานมานี้เอง ว่าจริงๆ แล้วการเห็นสีดำมันก็เป็การมองเห็นรูปแบบหนึ่ง แต่การมองไม่เห็นคือการที่ไม่มีอะไรเลย”
“สิ่งที่ตรงข้ามกับแสงสว่างไม่ใช่ความมืดมิด แต่คือความว่างเปล่าต่างหาก” ฉู่ชิวไป๋ก้มหน้าลง ก่อนจะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าคนตาบอดคือคนที่น่าสงสารที่สุดในโลก ความรู้สึกที่มองไม่เห็นมันแย่มากๆ แย่มากจริงๆ”
ฉู่เจียงไหลเข้าสวมกอดฉู่ชิวไป๋ด้วยพละกำลังที่น่าเหลือเชื่อ แม้ฉู่ชิวไป๋จะรู้สึกเจ็บแต่ไม่ได้ขัดขืน เพราะดูเหมือนว่าฉู่เจียงไหลเองก็กำลังเสียใจอย่างหนัก เขา้าฉู่ชิวไป๋ ้าอ้อมกอดและการปลอบโยน
ส่วนตัวฉู่ชิวไป๋นั้น เขาก็มีความปรารถนาอันแรงกล้าเช่นกัน เขาโหยหาความเป็ธรรมชาติและการใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งเล่ห์กลใดๆ ของฉู่เจียงไหล
สิ่งเหล่านี้ได้ผลดียิ่งกว่ายาทุกชนิด มันช่วยหยุดยั้งความเ็ปและความตื่นตระหนกของฉู่ชิวไป๋ได้ เปลี่ยนหัวใจที่เคยด้านชาให้ของเขาสั่นไหวและมีชีวิตชีวา
ในโลกที่มืดบอดของเขา เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ ไม่ก็ม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมทุกหนทุกแห่งอย่างไร้ขอบเขต แม้จะมีแสงเงาวาบผ่านเข้ามาในบางครั้ง แต่ฉู่ชิวไป๋ก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่สัญญาณของการกลับมามองเห็นอีกครั้ง แต่มันเป็เพียงภาพความทรงจำในอดีตที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้น
เมื่ออยู่ในสถานะคนตาบอด ฉู่ชิวไป๋จึงยอมให้ตัวเองได้เพลิดเพลินกับการใกล้ชิดของฉู่เจียงไหลที่ห่างหายไปนานอย่างไม่รู้สึกผิด และไม่จำเป็ต้องคอยหลีกเลี่ยงเขาอย่างจงใจเหมือนที่ผ่านมา
หลังจากค้นพบว่าตนมีความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ต่อฉู่เจียงไหล ฉู่ชิวไป๋ก็พยายามทำทุกวิถีทางที่คิดว่าถูกต้องจัดการกับความรู้สึกนั้นอยู่เสมอ
ทั้งการย้ายไปอยู่หอพักมหาวิทยาลัย พยายามติดต่อกับฉู่เจียงไหลให้น้อยที่สุด นอกจากนี้เขายังปฏิเสธการโอบกอด และหลีกหนีทุกััที่ใกล้ชิดเกินควร
แต่ฉู่เจียงไหลที่ใสซื่อบริสุทธิ์กลับไม่เคยรับรู้ถึงความพยายามรักษาระยะห่างนั้นเลย ตรงกันข้าม อีกฝ่ายมักอาศัยความใจอ่อนและการตามใจของเขา เข้าจู่โจมอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งการโอบกอดและการเข้าใกล้ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มักทำให้ฉู่ชิวไป๋ใจนทำอะไรไม่ถูก เพราะความไร้เดียงสาและความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยมของฉู่เจียงไหลมีให้นั้น ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองน่ารังเกียจยิ่งขึ้น ราวกับเม่นที่พอถูกทำให้ใก็จะรีบชูหนามแหลมขึ้นมาปกป้องตัวเองทันที
การจู่โจมที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและความขี้เล่นแบบเด็กๆ ของฉู่เจียงไหล เพิ่มความถี่ขึ้นจนถึงขีดสุดใน่ไม่กี่วันหลังเกิดอุบัติเหตุ
อาจเป็เพราะเขาต้องสูญเสียผู้ใหญ่ที่เคารพรักที่สุด ทั้งยังเกือบจะเสียพี่ชายไปอีกคน ทำให้เขาใกลัวเป็อย่างมาก เพื่อไขว่คว้าความรู้สึกปลอดภัย เขาจึงออดอ้อนหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ส่วนฉู่ชิวไป๋นั้น ก็กำลังตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกหลังเกิดอุบัติเหตุ เขาจึงไม่เหลือแรงหรือสติพอที่จะผลักไสอีกฝ่ายออกไปแล้ว
โชคดีที่การกอดไม่ได้มีความหมายอะไรเป็พิเศษ
พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน การกระทำใดๆ ระหว่างพี่น้องจึงเป็เื่ที่สมเหตุสมผล
เว้นแต่เพียงเื่เดียว...
การตกหลุมรักกันและกัน