สำนักศึกษาตระกูลจ้าวในเวลานี้คึกคักเป็นอย่างมาก เหล่านักเรียนในชุดศิษย์ของสำนักศึกษาที่เพิ่งเดินมาถึงต่างก็ยังคงเดินกันไปมาในสวนเล็กๆข้างอาคาร บ้างก็นั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้เพื่อพูดคุยกัน บรรยากาศดูคึกคักเป็นอย่างมาก แม้แต่อวิ๋นซีที่เคยมีประสบการณ์ในโรงเรียนก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองอย่างเต็มตา
นักเรียนทั้งหลายในสถานศึกษาตระกูลจ้าวมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว มีทั้งรุ่นเล็กๆประมาณลู่เซิง และรุ่นที่ใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ
นางได้ยินจากคนดูแลที่พาเข้ามาที่สำนักศึกษาว่า ที่นี่จะแบ่งนักเรียนตามระดับความรู้
โดยนักเรียนที่มีความรู้โดดเด่นและสามารถสอบผ่านได้คะแนนสูงจะอยู่ห้องซื่อซึ่งเป็นห้องระดับสูงที่สุดในสำนักศึกษาตระกูลจ้าว ซึ่งคนดูแลบอกว่าศิษย์ที่อยู่ในห้องนี้มีไม่กี่คนเท่านั้น
คุณสมบัติของอาจารย์ที่ห้องซื่อก็ดีที่สุดอีกเช่นกัน เพราะในบางครั้งก็มีการเชิญอาจารย์ที่สอบผ่านได้เป็นบัณฑิตระดับตัวเมืองมาสอน ณ ห้องเรียนระดับสูงขนาดเล็กๆนี้ จึงเป็นแต้มต่อที่สูงที่สุดสำหรับเหล่าศิษย์ที่อยู่ในห้องซื่อ จะได้มีสมาธิมุ่งมั่นเพื่อเข้าสอบประจำปีที่จัดขึ้นเพียงสามปีครั้ง
ต่อมาเป็นห้องซาน ห้องเออร์ และห้องอีซึ่งเป็นห้องสำหรับผู้เริ่มเรียนหรือยังไม่มีพื้นฐานมากเท่าที่ควร
อวิ๋นซีคิดว่าสำหรับลู่เซิงนั้นอาจจะได้เจ้าเรียนที่ห้องอีก่อน เพราะเขาไม่มีพื้นฐานความรู้ใดๆเลย อาจจะรู้เพียงตัวอักษรไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่นั่นก็ต้องดูว่าเขาจะสามารถสอบเข้าที่นี่ได้หรือไม่
เสียงกระดิ่งเล็กๆที่ห้อยอยู่บนศาลาจะดังขึ้นจากการใช้ไม้เคาะของบัณฑิตที่เป็นอาจารย์ในสำนักศึกษา เพื่อบอกเวลาว่าถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว เหล่านักเรียนที่ต่างเตร็ดเตร่อยู่ในลาน และใต้ร่มไม้ ต่างทยอยกันเดินเข้าห้องเรียนของตนเองอย่างรวดเร็ว …
หากกล่าวถึงสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในรอบบริเวณนี้ เช่นนั้นก็ต้องนึกถึงสำนักศึกษาตระกูลจ้าวของบัณฑิตจ้าวไป๋เทียน
ประการแรก สำนักศึกษาแห่งนี้มีบัณฑิตที่สอบได้อันดับต้นๆในการสอบประจำเมืองตั้งสามคนซึ่งสำนักศึกษาแห่งอื่นล้วนมีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น ประการที่สองสถานศึกษาแห่งนี้บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก แม้ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนกับสำนักศึกษาอื่นๆ แต่อวิ๋นซีที่เห็นแล้วกลับคิดว่าสถานศึกษานี้เหมาะกับการเข้าเรียนอย่างแท้จริง
นอกจากนั้นนักเรียนที่จะเข้าศึกษาที่นี่จะต้องผ่านการทดสอบเพื่อเข้าเรียน หากว่าสอบผ่านจึงจะสามารถเข้าเรียนได้
เหล่านักเรียนที่รับเข้าศึกษาเดิมทีก็มีความรู้ความสารถอยู่แล้ว อีกทั้งเหล่าอาจารย์ผู้สอนก็ยังเป็นผู้มีคุณวุฒิ อวิ๋นซีคิดว่าที่นี่ไม่ได้แย่เลย
อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาจ้าวไป๋เทียน ตามนิยายเขาก็เป็นบัณฑิตที่มีนิสัยยุติธรรมเปิดเผย กระทำสิ่งใดล้วนคล่องแคล่ว ปีนี้เขาน่าจะอายุสามสิบสองแล้ว เขาสอบเป็นบัณฑิตได้เมื่อแปดปีก่อน มาตั้งสำนักศึกษาอยู่นอกตัวตำบลนี้น่าจะเกือบหกปีแล้ว
มองโดยรวมก็ถือว่าถือนี่เป็นตัวเลือกที่ดีมาก
แม้นางจะมีความคิดว่าจะลองไปดูที่สำนักศึกษาที่อื่นด้วย แต่เพราะท่าทีของลู่เซิงที่นางมองออกว่าเขาพอใจที่นี่มากเพียงใด อวิ๋นซีก็ได้แต่นึกยอมแพ้ในใจ
ตัวนางเองตั้งแต่แรกก็เป็นเพียงตัวประกอบให้นิยายมีสีสันเท่านั้น อีกอย่างลู่เซิงก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรกับเนื้อเรื่องเดิมของนิยายเท่าไหร่ หากให้เขาเข้าศึกษาที่นี่อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่นางกังวลก็ได้
หลังจากเดินจนเกือบจะทั่วทั้งบริเวณสำนักศึกษาแล้ว อวิ๋นซีกับลู่เซิงก็เดินมาจนถึงส่วนที่เป็นอาคารเรียน เสียงที่ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงของเด็กๆแว่วมาแต่ไกล ทำให้อวิ๋นซีคิดไปถึงบรรยากาศการเรียนการสอนของเด็กๆที่นางเคยใช้ชีวิตผ่านมาในโลกก่อน
เสียงที่ดังอยู่นี้อวิ๋นซีคิดว่ามันเป็นเพลงสำหรับเด็กเพลงหนึ่ง
“เซี่ยยู่ ลา เซี่ยยู่ ลา
ลิ๋ว ชู้ ชัว : เซี่ย ปา เซี่ย ปา หว่อ เย้า ฟาหย่า
ต๋า ชู้ ชัว : เซี่ย ปา เซี่ย ปา หว่อ เย้า ไคฮวา”
“เปาแปะ เปาะแปะ
ฝนตกแล้ว ฝนตกแล้ว
ต้นหลิวบอกว่า ตกลงมา ตกลงมา ฉันจะได้เติบโต
ต้นพีชบอกว่า ตกลงมา ตกลงมา ฉันจะได้ผลิดอก”
อวิ๋นซีฟังจบในฐานะนักเรียนเอกจีน นางก็รู้ว่าเพลงนี้สอนนักเรียนที่เริ่มเรียนพินอินครั้งแรก เพื่อให้คุ้นเคยกับเสียงและวรรณยุกต์ทั้ง 4 เสียง สังเกตุจากคำคล้องจองในแต่ละบรรทัด และคำที่ลงท้าย
เมื่อมองดูลู่เซิงที่อยู่ข้างๆ แววตาเขาเป็นประกายเมื่อได้เห็นเด็กคนอื่นๆที่นั่งเรียนอย่างเป็นระเบียบในศาลาเรียน แม้เขาจะอายุเลยวัยเข้าเรียนมามากแล้วแต่อวิ๋นซีคิดว่า มันยังไม่สายเกินไปที่จะเข้าเรียนตอนนี้ แม้ไม่ได้คาดหวังให้เขาสอบจนได้เป็นบัณฑิต แต่อย่างน้อยให้เขามีความรู้ติดตัวเอาไว้ก็ไม่เสียหายนี่
“ลู่เซิง เจ้าว่าที่นี่ดีหรือไม่” หลังจากเดินจนทั่วอวิ๋นซีถามเขาเพื่อยืนยันคำตอบ
“ท่านพี่ ที่นี่ดีมากเลยขอรับ”
“เช่นนั้นพอถึงเวลา ข้าจะให้ท่านพ่อพาเจ้ามาสมัครเข้าเรียน แต่ว่า … เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่ว่าที่นี่ต้องสอบเข้า?”
“ท่านพี่ข้ารู้แล้วขอรับ”
“เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปซื้อหนังสือเพื่อเตรียมสอบดีหรือไม่?”อวิ๋นซีที่ไม่เคยเรียนหนังสือในยุคโบราณของจีนไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้หนังสืออะไรในการเรียน แต่นางอยากจะพาลู่เซิงไปดูเสียก่อนหากรู้สึกว่าใช้ได้ก็ซื้อมาสักเล่มสองเล่มก็พอ เมื่อเขาเข้าสอบจะได้ไม่ถึงกับตอบคำถามอะไรไม่ได้เลย
นั่นมันออกจะ..น่าขายหน้าไปหน่อยหรือไม่?
หลังจากที่ทั้งสองเดินออกไปจนพ้นประตูของสำนักศึกษาแล้ว อาจารย์ใหญ่จ้าวไป๋เทียนก็เดินออกมาจากห้องหนังสือที่อยู่อีกฝั่งของอาคารเรียน พร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะศิษย์ขอรับ” หลี่หลินเฟิง ประสานมือคำนับเจ้าของสำนักศึกษา ‘จ้าวไป๋เทียน’ ที่เขาได้กราบเป็นอาจารย์เพื่อรับการชี้แนะในการสอบที่จะถึงในปีหน้านี้
“เกรงใจอะไรกัน คนกันเองแท้ๆ”
จ้าวไป๋เทียนได้รับการไหว้วานจกหัวหน้าหมู่บ้านที่เคยเป็นเพื่อนกันวัยเด็กว่าเขามีลูกชายที่จะเข้าร่วมการสอบในปีหน้าจึงอยากให้เขาช่วยชี้แนะก่อนการสอบให้ หลังจากที่เขาได้อ่านบทความที่หลี่หลินเฟิงเขียนเขาก็รู้สึกว่าการเขียน การวิเคราะห์ต่างๆของเขาถือว่ามีความรู้พอสมควร หากขยันทบทวนตำรา และวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองการปกครองต่างๆให้มากขึ้น อาจจะสอบผ่านระดับภำเภอก็เป็นได้
หลี่หลินเฟิงผู้นี้ มองดูแล้วถือว่าเป็นชายหนุ่มที่มีความตั้งใจอย่างมาก แม้จะเป็นชายหนุ่มที่อยู่ในชนบท แต่ทั้งตัวอักษรที่เขียนก็บรรจง งดงาม หนักแน่นภายภาคหน้าต้องมีอนาคตไกลอย่างแน่นอน
จ้าวไป๋เทียนมองหลี่หลินเฟิงแล้วรู้สึกว่าประทับใจชายหนุ่มผู้นี้อย่างมาก
“รบกวนอาจารย์นานแล้วศิษย์ขอตัวก่อน พรุ่งนี้ศิษย์จะมาใหม่ขอรับ” หลี่หลินเฟิงคำนับลาจ้าวไป๋เทียนแล้วออกจากสำนักศึกษามุ่งหน้าเข้าตัวตำบลเพื่อกลับที่พัก
ทางด้านอวิ๋นซีและลู่เซิงสองพี่น้องหลังจากออกจากสำนักศึกษาตระกูลจ้าวก็ไม่ได้ไปที่อื่นอีกมุ่งหน้าไปที่ตลาดนอกตำบลเพื่อซื้อหนังสือเตรียมสอบให่ลู่เซิง
“เถ้าแก่ข้าอยากได้หนังสือเรียนสำหรับน้องชายสักหน่อย ท่านแนะนำหน่อยได้หรือไม่?”หลังจากเดินเข้าไปในร้านอวิ๋นซีที่ไม่มีความรู้เรื่องหนังสือก็เข้าไปถามเถ้าแก่
“หนังสือเรียนหรือ?เจ้ารู้อักษรหรือไม่” เขาหันไปถามลู่เซิง
“รู้เพียงเล็กน้อยขอรับ” ลู่เซิงส่ายหน้าตอบอย่างเอียงอาย
เถ้าแก่ก็ยิ้มแล้วพาพวกเขาไปที่ชั้นหนังสือใกล้ๆ หยิบสี่ตำราห้าคัมภีร์ให้พวกนาง “พวกนี้เป็นหนังสือขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มเรียน” จากนั้นเขาจึงกลับไปหยิบแบบคัดอักษรอีกเล่มให้ “ส่วนเล่มนี้เป็นแบบคัดอักษร”
อวิ๋นซีหยิบหนังสือจากเขามาดู แบบคัดอักษรนี่ก็เหมือนแบบคัดกอไก่ที่นางเคยเรียน แต่อันนี้เป็นแบบคัดภาษาจีนหากซื้อไปนางก็เรียนได้เหมือนกันนะ ก็เจ้านี่มันของโบราณนี่นาอันที่นางเคยเรียนเป็นฉบับปรับปรุงไปตั้งกี่ล้านรอบแล้วก็ไม่รู้จะเหมือนกันได้ยังไง
หลังจากเปิดดูคร่าวๆหมดทุกเล่ม อวิ๋นซีก็ตัดสินใจซื้อทั้งหมด และซื้อกระดาษ หมึก และพู่กันเพิ่มเล็กน้อยเพื่อให้ลู่เซิงฝึกเขียน
กว่าที่สำนักศึกษาจะรับนักเรียนใหม่ก็น่าจะมีเวลาอีกสักพัก นางมีเวลาอยู่ที่บ้านจะเป็นอาจารย์สอนให้เขาไปก่อนก็เเล้วกัน !!