บทที่ 8 ระแคะระคาย
ฮวนหรงมีสีหน้ายับย่นไม่พอใจแต่ไม่วู่วามเหมือนแต่ก่อน แววตาเด็ดเดี่ยวแต่สุขุมขึ้นมา หลังจากที่ได้นั่งฟังเื่เล่าจากปากอิ่นจู ฮวนหรงก็เริ่มมั่นใจขึ้นมาเต็มทั้งสิบส่วน ว่าอู๋หวานางไม่ธรรมดา เพราะหากอิ่นจูนำยามาให้กินทันเวลา ฮวนหรงก็คงไม่มีสภาพเช่นนี้ แต่ทว่าก็ต้องขอบใจอู๋หวาเช่นกัน หากนางไม่กลั่นแกล้งอิ่นจูด้วยลูกไม้ตื้น ๆ จำพวกนี้ ฮวนหรงก็คงไม่มีโอกาสได้ปีนขึ้นไปอยู่บนอ้อมกอดอันอบอุ่นของสามีได้ง่ายดายเพียงนั้น
ฮวนหรงเดินลากตัวมาถึงโต๊ะยาวข้างหน้าต่าง แล้วนางก็ทิ้งตัวลงไปนอนบนหมอนเกยรูปทรงสามเหลี่ยม หญิงสาวถอนลมหายใจออกมายาว ๆ คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างแต่ไม่เอ่ยปาก ฮวนหรงกำลังฉงนในใจ ครั้นพินิจพิเคราะห์เหตุการณ์แต่ละอย่าง มันควรจะดำเนินไปเฉกเช่นในอดีตมิใช่หรือ เพราะตัวตนของเฟยฮวนหรงในตอนนี้คือคนที่ตื่นขึ้นมาในอดีตที่ผ่านไปแล้ว
ฉไหนแต่ละเหตุการณ์ถึงได้บิดพลิ้ว อย่างเช่นคืนเข้าหอ เดิมทีไป๋เจี๋ยไม่โผล่หน้ามา ทว่าเขาก็เข้ามาในเรือนหอด้วยตัวเอง ไหนจะเหตุการณ์ในห้องอาหาร เดิมทีเสี่ยวเหมยควรจะอาละวาดเพราะอาหารไม่ถูกปาก หลังจากนั้นก็เดินตัวปลิวจากไปดื้อ ๆ ทว่านอกจากเสี่ยวเหมยไม่ปลีกตัวจากไป นางยังมีน้ำใจเอื้อมมือมาระงับสติอารมณ์ของไป๋เจี๋ยขณะที่เขากรุ่นโกรธ ยาวมาถึงเหตุการณ์ที่อิ่นจูถูกกลั่นแกล้ง ล้วนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ฮวนหรงคิดไม่ตกกับเหตุการณ์เหล่านี้มาระยะหนึ่ง ความที่นางอยากอยู่คนเดียวเพื่อใช้ปัญญา จึงไล่อิ่นจูให้ไปหายาทาที่โรงหมอเสียให้เรียบร้อย และยังกำชับให้นางเอายาทาลดบวมมาเผื่อด้วย
นึกไล่เรียงเหตุการณ์อยู่ดีๆ ฮวนหรงก็พลันนึกขึ้นได้ว่า หากสถานการณ์เปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิงอย่างที่เป็อยู่ตอนนี้ นั่นเท่ากับว่าฮวนหรงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเองสำเร็จ อีกทั้งยังมีโอกาสทำให้ไป๋เจี๋ยมองเห็นคุณค่าในตัวภรรยาของตัวเองได้เช่นกัน ส่วนจะใช้วิธีไหนค่อยคิดหาวิธีอีกครั้ง
พอนึกได้อย่างนี้ใบหน้าที่หมองหม่นก็เริ่มมีสีสันขึ้นมาบ้าง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฮวนหรงวัยสิบแปดปีในตอนนี้ ออกจะเฉลียวฉลาดมากขึ้นเป็เท่าตัว นั่นเป็เพราะกว่าจะย้อนมาเป็เฟยฮวนหรงอย่างทุกวันนี้ นางนั้นผ่านเื่ราวมากมายที่สั่งสมเป็บทเรียน
แต่แล้วใบหน้าของฮวนหรงก็ต้องเคร่งขรึมอีกครั้ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าการตายของเซ่าเฟิงอวี่แปลกประหลาดดูมีพิรุธ อันที่จริงฮวนหรงจะไม่สงสัยอันใดเลย หากไม่พบถุงหอมลวดลายนกกระเรียนเริงระบำห้อยอยู่บนเอวของอู๋หวา ทั้งหมดย่อมไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ เพราะตอนนี้คือโลกแห่งอดีต อย่างไรก็ต้องสอดคล้องกับอนาคตที่ฮวนหรงจากมา
อย่างนั้นแล้วในสายตาของฮวนหรงย่อมสงสัยว่าอู๋หวาเกี่ยวข้องกับการตายของเซ่าเฟิงอวี่ ฮวนหรงมั่นใจยิ่งนักว่าจำไม่ผิด ว่าหลังจากที่พบศพของเซ่าฮูหยินรอง นางกำถุงหอมใบนี้ไว้ในมือแน่น คล้ายอยากจะบอกอะไรบางอย่างกับคนที่พบเห็น แต่ก็อย่างว่าแหละนะ คนตายไปแล้วพูดไม่ได้! เหอะ! คนตายพูดไม่ได้ก็จริง แต่ข้าพูดได้และเกิดใหม่ ใครที่ใส่ร้ายข้า มันผู้นั้นต้องได้รับผลของการกระทำ ต้องรู้ให้ได้ว่าเซ่าเฟิงอวี่ตายด้วยน้ำมือใคร
ขณะที่กำลังมาดหมาย จู่ ๆ บานประตูก็เคลื่อนออกช้า ๆ ฮวนหรงย่อมคิดเป็อื่นไปไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากอิ่นจูนำยากลับมาจากโรงหมอเพื่อทาผื่นแดงพวกนี้ให้นาง ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าคนก้าวเข้ามาพร้อมกับปิดบานประตู ฮวนหรงก็รีบหันหน้าออกไปนอกบานหน้าต่าง นิ้วมือเรียวยาวของนางค่อย ๆ ปลดสายคาดเอว ส่วนมืออีกข้างเอื้อมขึ้นมารวบปอยผมเพื่อเบี่ยงไปรวมกันอีกข้างหนึ่ง
“ช่วยทาที่หลังก็พอ ส่วนอื่นข้าทำเองได้” น้ำเสียงอ่อนโยนและเป็มิตรดังขึ้น
ไป๋เจี๋ยได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจมาก เพราะเมื่อก่อนฮวนหรงนางชอบรังแกสาวใช้ของตัวเองนักมิใช่หรือ ไม่คิดว่าในยามที่ไม่ได้ระมัดระวังตัวเช่นนี้นางจะพูดจาไพเราะเฉกเช่นคนทั่วไปเป็ด้วย อันที่จริงฮวนหรงไม่ได้พูดดีเพื่อจะเอาใจใคร แต่ฮวนหรงแค่รู้สึกว่ามือของอิ่นจูก็ได้รับาเ็เช่นกัน อย่างนั้นจึงไม่อยากให้นางลำบากอันใดมากเกินไป เพียงรบกวนทาที่แผ่นหลังให้เท่านั้น
ไป๋เจี๋ยมัวแต่อึ้งงันกับคำพูดและน้ำเสียงของฮวนหรงที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว โดยไม่ทันได้สังเกตว่านางเปลื้องอาภรณ์ส่วนบนออกเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ครั้นรู้ตัวอีกทีก็ทำตัวไม่ถูกแล้ว อันเบื้องหน้านี้ ปรากฏเรือนร่างบอบบางงดงามของสตรี ผิวพรรณตลอดแผ่นหลังขาวนวลละเอียดน่าัั ขนาดมีตุ่มนูนยังไม่อาจพรากความงดงามเหล่านี้ออกไปจากกายนางได้
ไป๋เจี๋ยเพียงแค่มองปราดเดียวก็พลันรู้สึกได้ว่า รูจมูกของเขาเปียกชื้นประหลาด นิ้วซ้ายของเขาค่อย ๆ ปาดไปที่ใต้จมูก โลหิตสดเข้มข้นติดปลายนิ้วออกมาด้วย ไป๋เจี๋ยตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก รู้สึกว่าร่างกายเริ่มร้อนระอุขึ้นมาเรื่อย ๆ เขาแปลกใจยิ่งนัก หัวใจดวงนี้มันปฏิเสธนางมาตลอดมิใช่หรือ เหตุใดหนนี้ไม่เหมือนเก่า
ชายหนุ่มค่อย ๆ ถอยหลังทีละก้าว และไปสะดุดเข้ากับขอบตั่งจนเกิดเสียงรบกวน ด้านฮวนหรงยังไม่รู้ตัวว่าด้านหลังของนางมิใช่อิ่นจูตามที่เข้าใจ หญิงสาวจึงเพิ่มเสียงเข้มขึ้นสามระดับพลางตำหนิว่า “เร็วเข้าสิ ชักช้าเช่นนี้ หรือว่าเ้าชอบให้ผู้เป็นายดุด่า”
ฮวนหรงพูดขนาดนี้แล้ว อิ่นจูคนเก่าน่าจะกลัวจนเยี่ยวเล็ด แต่ทว่านิ้วมือใด ๆ ล้วนไม่ยอมยื่นมาััแผ่นหลังของนาง ฮวนหรงจึงรู้สึกไม่พอใจมาก นางตั้งใจหันกลับไปตำหนิอิ่นจูจริง ๆ แต่พอได้หันกลับไปฮวนหรงสะดุ้งตัวโหยงใจนตาแทบถลน นางเอาแต่คิดว่าไป๋เจี๋ยคือภาพลวงตา เพราะแต่เดิมไม่มีทางที่ไป๋เจี๋ยจะยอมมาเหยียบเรือนแห่งนี้
อันที่จริงไป๋เจี๋ยก็ไม่ได้อยากมานักหรอก เพียงแต่ว่าเขาก็ยังพอมีมโนธรรมสำนึกอยู่บ้าง เขารู้ผิดและโทษตัวเองอยู่ตลอดว่าทำให้ฮวนหรงมีสภาพไม่สู้ดีเช่นนี้ ก็เพราะความประมาทเลินเล่อของเขาเอง เพื่อรับผิดชอบต่อความผิดของตน ตัวไป๋เจี๋ยเองจึงตั้งใจไปที่โรงหมอ และกำกับให้ท่านหมอจัดเทียบยาที่มีราคาแพงที่สุด คาดไม่ถึงว่าจะได้พบกับอิ่นจูโดยบังเอิญ อีกทั้งไป๋เจี๋ยเห็นมือของอิ่นจูมีแผลพุพองจึงอาสาเป็คนนำยาไปให้ฮวนหรงด้วยตัวเอง
ครั้นจะให้ช่วยทายาก็ไม่มีปัญหา! แต่ทว่าเื่วาบหวามแบบนี้จำเป็ต้องให้เวลาเตรียมตัว ใครจะไปคิดว่าเพียงเปิดประตูเรือนเข้ามาก็จะได้เห็นภาพล่อแหลมขนาดนี้ เพราะอย่างไรไป๋เจี๋ยก็ถือเป็บุรุษผู้หนึ่ง ที่มีทั้งโลภ โกรธ หลง ครั้นว่าเห็นเพียงแผ่นหลังก็เืกำเดาไหลทั้งสองจมูกแล้ว แต่ว่าในตอนนี้ฮวนหรงดันหันหน้ากลับมาทั้งที่ไม่ได้สวมอะไรเลย!
ไป๋เจี๋ยเห็นดวงตาของฮวนหรงจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างใและออกสีหน้าประหม่า เพื่อไม่ทำให้นางรู้สึกอับอายจนเกินไป และเพื่อแก้เขินให้ตัวเอง ชายหนุ่มจึงเลือกใช้น้ำเสียงทุ้มหนัก ด่าทอฉะฉานกลบเกลื่อน ทั้งพูดทั้งหมุนตัวกลับ “เ้ามันสตรีไร้ยางอาย!”
ขณะที่หันหน้าหนีไป๋เจี๋ยค่อย ๆ แอบเช็ดเืกำเดาของตัวเองด้วยชายแขนเสื้อ แต่ทว่าใบหน้าที่ค่อย ๆ แดงเรื่อยาวมาถึงหลังหู จะปิดยังไงก็ปิดไม่มิดแล้ว ฮวนหรงรีบดึงอาภรณ์ใกล้มือขึ้นมาห่มแล้วพูดมุบมิบพลางพร่ำบ่นว่า “ท่านต่างหากที่ไร้ยางอาย เข้าเรือนผู้อื่นไม่บอกกล่าว”
“ก็นี่มันจวนสกุลมิ่งของข้า ทุกที่ล้วนเป็บ้านข้า”
“ท่านกำลังรู้สึกกระสันใช่หรือไม่” ฮวนหรงเห็นท่าทีเขินอายของเขาก็รู้สึกว่าน่าชังยิ่งนัก จึงพูดเย้าแหย่ไปอย่างนั้น
“เหลวไหล! ด้วยสภาพเช่นเ้าต่อให้เปลือยกายทั้งหมด ข้าก็ไม่มีวันหลงใหล” ชายหนุ่มกระแทกเสียงแข็งต่อต้าน
“ข้ามันก็เป็พวกชอบทดลองเสียด้วยสิ เช่นนั้นจะโทษข้าไม่ได้นะ”
ฮวนหรงยังไม่หยุดพูดจาหยอกล้อสามี นางเพียงแค่กลั่นแกล้งเท่านั้น ใครจะเสียสติทำเช่นนั้นลงจริง ๆ แต่ทว่าในสายตาของไป๋เจี๋ยเคยมองนางปกติั้แ่เมื่อไหร่กัน เพียงได้ยินเสียงขยับเขยื้อนถี่ขึ้น ไป๋เจี๋ยก็หัวใจเต้นแรงตามไปด้วย เขาจะไม่ยอมให้นางทำเื่นั้นเด็ดขาด ชายหนุ่มไม่รอช้าที่จะหมุนตัวกลับมา ยามนี้เขากระตือรือร้นพุ่งไปที่โต๊ะยาวข้างหน้าต่างที่ฮวนหรงนั่งเหยียดขาในท่าเย้ายวน
[โชคดีที่ข้ายังเหลือเอี้ยมคาดอก!] หญิงสาวแสยะยิ้มร้ายพลางคิดในใจ