สรุปแล้ว การที่ท่านพ่อตกลงทำสัญญากับหร่วนซื่อก่อนหน้านี้ว่าห้ามมีบุตร ที่แท้ก็เพื่อปฏิบัติตาม 'กฎประจำตระกูล' ข้อนี้ที่ท่านปู่ตั้งไว้หรอกหรือ
ระหว่างที่สวี่ิอี้กำลังแปลกใจ ก็ได้ยินเสียงพูดของท่านปู่ดังขึ้นมาอีก
"ขนาดพี่น้องพ่อแม่เดียวกันยังเข่นฆ่ากันเอง นับประสาอะไรกับความแตกต่างระหว่างสายตรงและสายรองที่ห่างชั้นดั่งแผ่นฟ้า... ทว่าเกิดมาเป็คนเหมือนกัน เรียกคนคนเดียวกันว่าพ่อ แต่ฐานะกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้คนเกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรมได้ง่ายที่สุด หากถูกยุยงปลุกปั่นสักนิด ย่อมต้องนำพาความยุ่งยากมาให้ไม่มากก็น้อย เด็กสายรองเกิดมาบริสุทธิ์ไร้เดียงสาก็จริง แต่เมื่อถึงคราวต้องมาแย่งชิงก่อเื่ขึ้นมา ก็ไม่ถือว่าบริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว"
ความขัดแย้งและหายนะที่เกิดจากการแบ่งแยกสายตรงสายรอง เขาเห็นมาด้วยตาตัวเองมากพอแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่อยากให้จวนของตนเกิดข้อพิพาทเช่นนี้ จนบ้านไม่เป็บ้าน
และหาก้าหลีกเลี่ยง การแก้ปัญหาจากต้นเหตุจึงจะเป็วิธีที่รัดกุมที่สุด
"เหตุผลที่ข้าตั้งกฎข้อนี้ขึ้นมา ท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อให้ครอบครัวสงบสุข เพื่อรับประกันว่าลูกหลานจะเติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยและไม่เกิดการเปรียบเทียบชิงดีชิงเด่น" สวี่ฉีเหวยมองบุตรชายคนโต สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง "เ้าจะรับอนุ บิดาอย่างข้าย่อมไม่ก้าวก่าย แต่หากรับเข้าจวนมาแล้วกลับดูแลจัดการไม่ดี ปล่อยให้เรือนหลังปั่นป่วนวุ่นวาย มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเห็นกฎตระกูลที่บิดาอย่างข้าตั้งไว้เป็เพียงอากาศธาตุไม่ใช่หรืออย่างไร!"
พูดสั้น ๆ ก็คือ— ถ้าไม่มีปัญญาจัดการ ก็อย่าริอ่านไปรับอนุเหมือนคนอื่นเขา!
ดูอนุภรรยาสูงวัยสองคนของเขาเป็ตัวอย่างสิ กินอิ่มนอนหลับแล้วก็อยู่กันอย่างสงบเสงี่ยม หลายปีมานี้ไม่เคยกล้าก่อเื่วุ่นวายให้เขาเลยสักนิด!
สวี่จิ้นก้มหน้าลง "ที่ท่านพ่อสั่งสอนมานั้นถูกต้องแล้ว เป็ลูกเองที่เลอะเลือน เอาแต่ทำตามแค่ผิวเผิน ทว่ากลับละเลยรากฐานสำคัญ"
สำหรับหร่วนซื่อ เขาประมาทเลินเล่อเกินไปจริง ๆ หากใส่ใจให้มากกว่านี้สักนิด ก็คงไม่เกือบทำให้เจาเจาต้องเกิดเื่แล้ว
"แม้ลูกจะเพียงแค่ดำรงตำแหน่งลอย ๆ ว่างงานในราชสำนัก ทว่าเื่ในเรือนหลังย่อมมีจุดที่ดูแลได้ไม่ทั่วถึง วันนี้ลูกขอรับปากกับท่านพ่อ ต่อแต่นี้ไปลูกจะไม่รับอนุภรรยาอีกเด็ดขาด"
ผ่านเื่นี้ไป เขาไม่กล้าพาใครเข้าจวนอีกแล้วจริง ๆ คนเยอะขึ้นย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความขัดแย้ง และลูกของตนเอง ตนย่อมต้องปกป้องเอาไว้ให้ดี
เมื่อได้ยินเขาให้คำมั่นสัญญาเช่นนั้น เปลือกตาของชุยซื่อก็ยิ่งกระตุกรัว
จะไม่รับอนุอีกแล้วหรือ?!
ทว่านายท่านผู้เฒ่ากลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจเล็กน้อย
ยังนับว่าบุตรชายคนโตพอจะรู้จักประเมินตนเองอยู่บ้าง
สวี่ิอี้ฟังแล้วรู้สึกซับซ้อนในใจ
นางฟังออกว่าที่ท่านพ่อให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่รับอนุอีก ส่วนใหญ่ก็เป็เพราะนาง
และกฎตระกูลข้อนี้ที่ท่านปู่ตั้งไว้ แม้จะดูเหมือน 'ไร้น้ำใจ' แต่ก็มีเหตุผลอยู่ในตัวของมัน
ท่านปู่คิดทบทวนเพื่อลูกหลานอย่างรอบคอบ หวังเพียงให้ครอบครัวปรองดองสงบสุข ทว่าใครจะคาดคิดได้ว่าการล่มสลายของจวนเจิ้นกั๋วกงจะเกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน ภายในตระกูลมีความปรองดอง ทว่าจิตสังหารที่แอบซ่อนอยู่ภายนอกกลับกำหนดมาแล้วว่าตระกูลสวี่ของพวกเขาไม่อาจพบพานความสงบสุขได้
ผ่านไปไม่นาน เจิ้นกั๋วกงที่อยู่ภายในโถงก็เอ่ยปากไล่บุตรชายและสะใภ้กลับไป
"มีอะไรต้องไปจัดการก็ไปจัดการเถอะ"
"ขอรับ"
"สะใภ้ขอตัวเ้าค่ะ"
"..."
หญิงรับใช้รุ่นใหญ่ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกมองไปยังสวี่ิอี้ที่ยังคงพิงอยู่หลังประตูด้วยความร้อนใจ ขยิบตาส่งสัญญาณให้อย่างบ้าคลั่ง— ‘คุณหนูเ้าคะ หากยังไม่ไปอีกก็ถือว่าเกินไปแล้วนะเ้าคะ!’
อาจูที่รู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติก้าวเข้าไปสองสามก้าว ก็เห็นว่าคุณหนูของตนเอนตัวพิงกำแพงหลับไปตรงนั้นั้แ่เมื่อใดก็ไม่รู้...
อาจูลงมือแบกคนขึ้นหลังอย่างคล่องแคล่วและเด็ดขาด
อาขุยวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังนางไป ออกจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็ว
"บ้านท่านมีกฎตระกูลเช่นนี้ ทำไมไม่ยอมบอกข้าให้เร็วกว่านี้!"
ระหว่างทางกลับเรือนซื่อจื่อ ชุยซื่อสั่งให้สาวใช้และหญิงรับใช้รุ่นใหญ่เดินทิ้งระยะห่าง แล้วหันไปกระซิบคาดคั้นสามีตามลำพัง
สวี่จิ้นถอนหายใจ "...กฎนั่นตั้งขึ้นหลังจากที่เ้าแต่งเข้ามาแล้วต่างหาก"
ชุยซื่อขมวดคิ้วเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดไปตามตรงว่า "แต่ข้าไม่อยากจะคลอดลูกอีกแล้วจริง ๆ นะ"
นางกับสวี่จิ้นไม่เหมือนสามีภรรยาทั่วไป ส่วนที่ไม่เหมือนตรงไหนนั้น มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ดี
"เ้าคิดไปถึงไหนแล้ว... พวกเรามีิสือแล้ว ย่อมไม่จำเป็ต้องคลอดอีก"
ชุยซื่อกลุ้มใจไม่หยุด "แต่นี่ท่านดูไม่ออกหรือว่าวันนี้นายท่านผู้เฒ่าจงใจไม่หลบเลี่ยงข้า ทั้งยังพูดเื่พวกนี้กับท่าน ก็เพื่อเป็การเตือนสติข้า"
วันนี้ตอนที่นางบอกว่าไม่อยากคลอดลูก สีหน้าของนายท่านผู้เฒ่าก็ดูทะแม่ง ๆ ไป
แน่นอนว่าความรู้สึกของนายท่านผู้เฒ่านางก็พอจะเข้าใจได้ แม้จะบอกว่าไม่อยากให้จวนมีลูกหลานสายรอง แต่มีใครบ้างไม่อยากให้ลูกหลานในครอบครัวเจริญรุ่งเรือง! ในจวนมีลูกชายแค่สองคน ต่อให้ไม่สืบทอดจนรุ่งเรืองเฟื่องฟู แต่อย่างน้อยก็ต้องรักษาต้นทุนสายเืเอาไว้ให้ได้สิ!
แต่คราวนี้สิ บุตรชายคนที่สองยังไม่มีแม้แต่ภรรยา ส่วนสะใภ้คนโตก็บอกว่าไม่อยากจะคลอดลูกอีก จวนนี้เลยตกหล่นมาที่ิสือซึ่งเป็หลานชายแค่คนเดียว ดูแล้วกิ่งก้านสาขาช่างสืบทอดมาได้เบาบางลงเรื่อย ๆ... เื่แบบนี้ใครจะไปรับไหว
แต่นางเองก็ไม่ได้อยู่ง่ายเลยนะ!
เดิมทีนางก็ไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อคลอดลูกอยู่แล้ว คลอดลูกชายมาได้คนหนึ่งก็ถือเป็การฝืนตัวเองอย่างถึงที่สุดแล้ว แบกรับตำแหน่งนายหญิงของจวน ทุกวันต้องแกล้งทำตัวกระตือรือร้นคอยจัดการเื่เล็กเื่ใหญ่ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ตอนนี้บนบ่ากลับต้องมาแบกรับภาระหนักอึ้งเพิ่มขึ้นอีก ทั้งที่ในความเป็จริง นางก็เป็แค่ผู้หญิงที่ชอบกินและี้เีสันหลังยาวคนหนึ่งเท่านั้นเองนะ!
ชุยซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งสิ้นหวัง
"เ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป เดี๋ยวข้าจะไปลองเกลี้ยกล่อมน้องรองดูอีกที" สวี่จิ้นกล่าว "อายุเขาก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว หากยังไม่แต่งภรรยาอีกก็คงฟังไม่ขึ้นแล้วจริง ๆ..."
เมื่อได้ยินคำพูดของสามีที่ไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเอง ชุยซื่อก็คร้านจะพูดจาฉีกหน้าเขา
หวังพึ่งน้องรองให้แต่งงานน่ะหรือ
ถ้างั้นสู้ไปหวังพึ่งิสือยังจะดีเสียกว่า!
ตอนที่สวี่ิอี้ตื่นขึ้นมา ก็เป็เวลาเที่ยงของวันต่อมาแล้ว
หลังจากกินอาหารเสร็จ นางก็ไปดูหลิ่วอี๋ที่ถูกขังอยู่ในห้องเก็บฟืนลานด้านหลัง
"เื่ที่สมควรจะถาม ฮูหยินชุยก็ถามไปหมดแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร ทำไม หรือเ้าตั้งใจมาดูเื่ตลกของข้า" หลิ่วอี๋ที่ถูกมัดมือมัดเท้าพิงอยู่ตรงมุมกำแพงมองเด็กสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองหมดหนทางรอดแล้ว เวลานี้ในดวงตาที่บวมแดงทั้งสองข้างจึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างไม่ปิดบัง
สวี่ิอี้ยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า "ที่แท้เ้าก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเื่ตลกอย่างนั้นหรือ"
หลิ่วอี๋ถูกยั่วโทสะในชั่วพริบตา แสยะยิ้มหยันครั้งแล้วครั้งเล่าพลางกล่าวว่า "สวี่ิอี้! เ้าคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน... เ้าเพียงแค่มีชาติตระกูลที่ดีกว่าข้าเท่านั้นแหละ!"
"แค่นี้ยังไม่วิเศษพออีกหรือ" สวี่ิอี้เชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย มองนางจากมุมสูง กล่าวเสียงเนิบนาบว่า "อีกอย่าง ชาติตระกูลที่ดีนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เ้า้าหรอกหรือ— หร่วนซื่อสารภาพออกมาตามตรงแล้ว นางร่วมมือกับเ้า โดยรับปากว่าหลังจากกำจัดข้าทิ้ง จะวางแผนเกลี้ยกล่อมท่านพ่อให้รับเ้าเป็บุตรสาวบุญธรรม เ้าอยากได้ฐานะของข้าถึงเพียงนี้เชียว ถึงขั้นเกิดความคิดโง่เขลาเช่นนี้ขึ้นมา"
"เ้า..." ความอัปยศอดสูที่ซุกซ่อนอยู่ในก้นบึ้งหัวใจ ซึ่งไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้ได้กลับถูกเปิดโปง ซ้ำคนผู้นั้นยังเป็สวี่ิอี้ หลิ่วอี๋อับอายจนสีหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดสลับกัน ริมฝีปากแห้งแตกจนเืซิบสั่นเทิ้ม โกรธจัดจนขาดสติ ดิ้นรนจะลุกขึ้นให้ได้
อาจูตาไวคว้าท่อนฟืนท่อนหนึ่งตีเข้าที่หัวเข่าของนาง หลิ่วอี๋จึงล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
...สวี่ิอี้จงใจมาหยามเกียรตินางจริง ๆ ด้วย!
หลิ่วอี๋กัดฟันแน่นข่มความเ็ป ช้อนตาขึ้นมองเด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงนั้น ั้แ่เสื้อผ้าไปจนถึงเครื่องประดับ ล้วนประณีตงดงามไม่มีชิ้นใดที่ติติงได้ หว่างคิ้วและดวงตาจิ้มลิ้มมีความมั่นใจราวกับติดตัวมาแต่กำเนิด— ความมั่นใจนั้น เป็สิ่งที่คอยทิ่มแทงดวงตาของนางยิ่งกว่าเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าใด ๆ มาโดยตลอด!
ของนอกกายพวกนั้นนางยังสามารถคิดหาวิธีเพื่อให้ได้มา บทกวีและภาพวาดนางก็สามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเรียนรู้ได้ ทว่ามีเพียงความมั่นใจที่เกิดจากการถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมั้แ่เล็กจนโตเท่านั้น ที่ต่อให้นางทำอย่างไรก็ไม่มีทางได้มันมาครอง!
สวี่ิอี้มองดูนางที่ตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลสุดขีด หรี่ตาลงเล็กน้อยกล่าวว่า "พอเห็นของผู้อื่น มือก็คันยุบยิบอยากจะขโมย นี่มันคือโรค ข้าได้ยินมาว่าพวกหัวขโมยที่เป็โรคนี้ ต้องสับมือทั้งสองข้างทิ้งเท่านั้นถึงจะรักษาให้หายขาดได้"
อาจูได้ยินก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที รีบล้วงมือไปควานหามีดสั้นที่ซ่อนไว้ตรงเอว
อาขุยเห็นการกระทำของนางก็ใจหายใจคว่ำ รีบกดมือนั้นของนางเอาไว้ เอ่ยเสียงเบาว่า "คุณหนูเพียงแค่เปรียบเปรยเท่านั้น... ไม่ได้จะให้สับมือนางทิ้งจริง ๆ เสียหน่อย!" ...บอกแล้วไงว่าปกติให้อาจูอ่านหนังสือนิทานเยอะ ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้บ้าง!