ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 จับตาดูหอเพียวเซียน

            บุรุษเมามายผู้นั้นล้มตัวลงนอนข้างศพของหงเอ๋อร์อยู่หลายชั่วยามหลังจากตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้สังเกตว่าหงเอ๋อร์เสียชีวิตแล้ว สีหน้ากระสับกระส่ายยังต้องการพูดคุยกับหงเอ๋อร์ ผู้ใดจะไปรู้ว่าร่างของหงเอ๋อร์เย็นไปทั้งตัวแล้วจะเขย่าอย่างไรก็ไม่ตื่น ครั้นนำมือไปจ่อตรงจมูกจึงรู้ว่านางสิ้นลมหายใจแล้วทันใดนั้นเขาคิดว่าถูกผีหลอก ตกใจกลัวจนสร่างเมา พลางร้องเสียงดัง

            แม่เล้าและทาสหนุ่มของหอเพียวเซียงจับบุรุษเมามายผู้นั้นเอาไว้จากนั้นก็ไปแจ้งความที่ศาลาว่าการ หัวหน้ามือปราบ เจ้าหน้าที่ทางการรวมถึงเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพจึงเดินทางมายังจุดเกิดเหตุที่หอเพียวเซียง

            เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพพบว่าเวลาเสียชีวิตของหงเอ๋อร์คือหลายชั่วยามก่อนบาดแผลที่ทําให้นางถึงแก่ชีวิตอยู่ที่ขมับ

            ทาสหนุ่มบอกถึงคำพูดของเฮ่อห่วงก่อนที่เขาจะจากไปและมีแขกยืนยันว่าเห็นเฮ่อห่วงดึงบุรุษเมามายไม่มีสติผู้นี้เข้าไปในห้องของหงเอ๋อร์

            หัวหน้ามือปราบกับเจ้าหน้าที่ทางการค้นเจอหนังสือสัญญาที่เขียนโดยเฮ่อห่วงในห้องของหงเอ๋อร์

            ด้วยพยานบุคคลและพยานวัตถุครบถ้วนจึงเชื่อว่าเฮ่อห่วงเป็นมือสังหารที่ฆ่าหงเอ๋อร์ไปแล้วแปดส่วนหงเอ๋อร์ไม่ได้ถูกฆ่าโดยบุรุษเมามายผู้นั้น นายอำเภอสั่งให้จับบุรุษเมามายมาคุมขังเอาไว้เสียก่อนแล้วสั่งให้หัวหน้ามือปราบและเจ้าหน้าที่ทางการไปจับเฮ่อห่วงที่เมืองเซียง

            ในระหว่างทางเฮ่อห่วงรู้สึกเสียใจภายหลังเขาน่าจะนำเงินสองรอยตำลึงไถ่ตัวหงเอ๋อร์กับหอเพียวเซียงจากนั้นก็นำร่างของหงเอ๋อร์ออกมาด้วย แล้วค่อยกลบฝังร่างของหงเอ๋อร์เสียหงเอ๋อร์เป็นเพียงสตรีจากหอคณิกา ไม่มีผู้ใดสนใจเช่นนี้ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าหงเอ๋อร์สิ้นใจแล้ว

            ทว่าเฮ่อห่วงนำตัวบุรุษเมามายเข้าไปวางบนเตียงของศพหงเอ๋อร์แล้วหากเฮ่อห่วงกลับไปตอนนี้จะถูกคนในหอคณิกาจับเอาได้

            เฮ่อห่วงกลับบ้านด้วยความตื่นตระหนกบอกกับภรรยาว่าจะไปท่องเขาลำเนาไพรนําตั๋วเงินและเด็กรับใช้ออกจากเมืองเซียงไปขอที่พึ่งกับญาติที่เป็นขุนนางต่างถิ่น

            เจ้าหน้าที่ทางการของอำเภอเหอหลายคนไล่ตามเฮ่อห่วงไปจนถึงเมืองเซียงแล้วตามไปที่บ้านญาติที่อยู่ต่างถิ่นของเขาพวกเขาดักซุ่มรออยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายวัน จนในที่สุดก็จับกุมเฮ่อห่วงกลับมาตัดสินคดีได้

            พยานบุคคลในศาลก้าวขึ้นมาทีละคนหลักฐานวัตถุก็วางไว้เป็นประจักษ์ เฮ่อห่วงยอมรับโทษด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

            นายอำเภอประกาศทันทีว่าเฮ่อห่วงคือมือสังหารที่ฆ่าหงเอ๋อร์ตัดสินให้เฮ่อห่วงชดใช้เงินสองร้อยตำลึงให้หอเพียวเซียง และเฮ่อห่วงยังถูกเนรเทศไปยังอําเภอซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยลี้เป็นเวลาห้าปี

            เหล่าชาวบ้านที่มุงดูต่างเอ่ยว่าหงเอ๋อร์เป็นหญิงคณิกาชั้นชนต่ำ ไม่ใช่สามัญชนทั่วไป ดังนั้นเฮ่อห่วงฆ่านางแล้วนายอําเภอจึงไม่ได้ตัดสินโทษสถานหนัก

            แท้จริงแล้วญาติของเฮ่อห่วงที่เป็นขุนนางอยู่ต่างถิ่นเขียนจดหมายถึงนายอำเภอขอให้เขาตัดสินโทษสถานเบา

            อําเภอห่างไกลที่เฮ่อห่วงถูกเนรเทศไปที่นั่นอยู่ทางใต้ของเมืองที่ขุนนางผู้เป็นญาติของเขาอาศัยอยู่ เมื่อเฮ่อห่วงไปถึงที่นั่นขุนนางผู้เป็นญาติผู้นั้นจะจัดแจงคนมาดูแลเขา

            ตราบใดที่เฮ่อห่วงประพฤติตัวดีญาติที่เป็นขุนนางย่อมลดโทษให้เขา อย่างนานสามปี อย่างสั้นหนึ่งหรือสองปีหลังจากนั้นก็จะได้รับอิสรภาพกลับคืนมา

            ครั้นหลิวซื่อดูเรื่องครึกครื้นนี่จบก็ฟังชาวบ้านนินทาเรื่องหอเพียวเซียงอีก

            อันที่จริงหงเอ๋อร์เสียชีวิตที่หอเพียวเซียงแขกล้วนตกใจและรู้สึกถึงความโชคร้าย จึงไม่กล้ามาที่นี่อีกการค้าของหอเพียวเซียงย่ำแย่อย่างยิ่งในเวลาอันสั้นแม่เล้าโมโหมือสังหารที่ฆ่าหงเอ๋อร์จนกระทบการค้าในหอนางสาบานว่าจะหาตัวคนสังหารออกมาให้ได้ จึงยังไม่ได้ฝังศพของหงเอ๋อร์

            อากาศเช่นนี้ศพของหงเอ๋อร์ส่งกลิ่นเหม็นเน่ามานานแล้ว

            แม่เล้าเพียงต้องการใช้เสียงของประชาชนมากดดันนายอำเภอให้ทางการรีบคลี่คลายคดีโดยเร็ว

            ยามนี้คนร้ายถูกจับกุมและคดีก็จบลงแล้วแม่เล้าตั้งใจจะประกอบพิธีฝังศพหงเอ๋อร์ในวันนี้ และยังส่งคนไปแจ้งบรรดาแขกด้วยว่าเรื่องราวทั้งหมดได้ผ่านไปแล้ว

            หลิวซื่อส่ายศีรษะพลางคิดในใจว่า เดิมทีหอคณิกาก็มิใช่ที่ที่ดีอยู่แล้ว ทั้งมีคนตายไปอีกหนึ่งคนผู้ใดยังจะกล้าไปอีก?

            พอนางออกมาจากตัวอำเภอก็พบว่าบุตรชายทั้งสองคนกลับมาจากการขายซาลาเปาที่ตำบลชางนานแล้ว แม้แต่ผู้เฒ่าหวังยังรอนางอย่างร้อนใจ

            “รีบกลับเรือนเถิด”ในกล่องไม้ของผู้เฒ่าหวังมีเหรียญทองแดงอยู่ไม่น้อยบนตัวยังซ่อนแท่งเงินหนึ่งตำลึงเอาไว้ในเสื้อ เขากลัวว่าจะถูกคนมาขโมยไปจึงร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง

            หลิวซื่อสั่งสอนสามีและบุตรชายปากก็เอ่ยไม่หยุด “บุรุษหลายคนพอมีเงินสกปรกก็ไปหอคณิกา ฮึ ถูกหญิงคณิกามาพัวพันสุดท้ายฆ่าคนแล้วต้องชดใช้เงินและติดคุก ทําลายชื่อเสียงจนย่อยยับ!

            หอคณิกานั่นก็ไม่ใช่สถานที่ที่คนดีๆจะไป บุรุษทุกคนที่ไปหอคณิกาไม่มีคนดีสักคน ผลที่ตามมาของบุรุษที่ไปหอคณิกาก็คือบ้านแตกสาแหรกขาดสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ร้องไห้ยังไม่มีที่ให้ร้อง!”

            หวังเลี่ยงถูกหลิวซื่อบ่นไม่หยุดจนรําคาญแล้วเขาเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านอย่าได้ไปหอคณิกาเชียวนะขอรับ!”

            ผู้เฒ่าหวังนึกมาตลอดว่าผู้ที่ภรรยาสั่งสอนคือบุตรชายจึงเอ่ยว่า“แม่เจ้ากำลังพูดถึงพวกเจ้าพี่น้อง!”

            หวังจื้อมีสีหน้างงงวยจริงๆ แล้วด้วยลักษณะเช่นนี้ของเขา คาดว่าแม้แต่ประตูหอคณิกาก็ยังเข้าไปไม่ได้ คงถูกทาสไล่ไปให้พ้นเสียก่อน

            “ข้าหมายถึงเจ้าด้วยเช่นกัน”หลิวซื่อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบซ่อนเงินส่วนตัวไว้เจ้าซ่อนเงินเหล่านั้นไว้ไปทำสิ่งใดคงไม่ใช่ว่าเอาไปซื้อบริการที่หอคณิกาหรอกกระมัง?”

            สีหน้าของผู้เฒ่าหวังไม่ค่อยเป็นธรรมชาติพลางเอ่ย “จะมีเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร” เขามีเงินเก็บส่วนตัว สำหรับเอาไว้ให้หลานชายและหลานสาวแท้ๆใช้ต่างหาก

            “รอถึงบ้านข้าจะไม่ต่อว่าพ่อของพวกเจ้าแล้วข้าจะไว้หน้าพวกเจ้า แต่พวกเจ้าต้องสาบานไม่ตายดีกับข้าว่าจะไม่เข้าหอคณิกาตลอดไป!”หลิวซื่อเห็นว่าบุรุษทั้งสามคนไม่เปล่งเสียงใดๆ ออกมาสักคําก็ถลึงตาจ้องด้วยความโกรธ พลางเอ่ย “เร็ว ตาเฒ่า เจ้าเริ่มก่อน!”

            “หาข้าอายุมากขนาดนี้แล้ว ยังต้องสาบานไม่ตายดีอะไรเช่นนี้อีกหรือ?” เดิมทีผู้เฒ่าหวังยังเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ทว่าเมื่อเห็นว่ายายเฒ่าโกรธจริงๆแล้ว จึงรีบร้อนสาบานอย่างเชื่อฟังในทันทีเขากล่าวว่าหากเท้าเหยียบเข้าไปที่หน้าประตูหอคณิกา ขอให้ตนล้มลงไปตายกับพื้นทันที

            หวังจื้อและหวังเลี่ยงรีบเอ่ยคำสาบานตามทันที

            ได้ยินเช่นนี้หลิวซื่อจึงหยุดพูดจากนั้นก็เล่าถึงกระบวนการไต่สวนคดี นายอําเภอนั้นน่าเกรงขามยิ่งที่ปรึกษาส่วนตัวเป็นชายชราอายุใกล้เคียงกับผู้เฒ่าหวัง ทว่าสายตาเฉียบแหลมยิ่งนักมีเจ้าหน้าที่ทางการแปดคนเจ้าหน้าที่หนุ่มที่ซื้อซาลาเปาของตระกูลหวังก็อยู่ในนั้นด้วย เฮ่อห่วงอายุยังน้อยอายุน้อยกว่าหวังเฮ่าเพียงหนึ่งปีเท่านั้น...

            ทางด้านหวังเฮ่าที่ถูกหลิวซื่อเอ่ยถึงเขากำลังจับตาดูประตูหลักของหอเพียวเซียนที่มีชื่อเสียงยิ่งนักในท้องถิ่น ซึ่งอยู่เยื้องจากโรงเตี๊ยมขนาดเล็กห่างไปสองร้อยลี้

            หอเพียวเซียนเป็นหอคณิกาเช่นเดียวกับหอเพียวเซียงทว่าขนาดใหญ่กว่าสิบเท่า เป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมือง

            หวังเฮ่าเป็นนายทหารระดับชั้นประทวนเวลานี้เขาควรฝึกอยู่ในค่าย ทว่าเพราะผู้ตรวจการมณฑลต้องการจับคนที่มีวรยุทธ์สูงส่งจึงตั้งใจย้ายกองทัพมาที่นี่แม่ทัพผู้บังคับบัญชาของหวังเฮ่ารับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการในการจับกุมครั้งนี้หวังเฮ่าจึงต้องตามมาด้วย

            แม่ทัพส่งพวกของหวังเฮ่าไปทำหน้าที่คอยสังเกตการณ์

            หอเพียวเซียนมีประตูทั้งหมดสามทางประตูหลักด้านหน้า ประตูด้านหลังและประตูทางทิศตะวันออก หวังเฮ่าและนายทหารชั้นประทวนนามผังต้าไห่รับผิดชอบเฝ้าประตูหลัก

            ในเมื่อมาคอยสังเกตการณ์หวังเฮ่าและผังต้าไห่ย่อมไม่อาจสวมเครื่องแบบทหารได้ พวกเขาล้วนสวมเสื้อผ้าที่นํามาจากบ้านก่อนเป็นทหารในกองทัพ

            หวังเฮ่ามีรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเหลี่ยม คิ้วเข้ารูป ดวงตาโต แววตาลึกล้ำ สันจมูกโด่ง ริมฝีปากไม่หนาไม่บางผิวสีเข้ม ใบหน้าเชิด แผ่นหลังเหยียดตรงสง่ายิ่งนักแม้ว่าจะสวมชุดสีน้ำเงินที่เต็มด้วยรอยปะ ทว่าก็ดูสง่าผ่าเผยเป็นอย่างยิ่ง

            ทว่าผังต้าไห่มีรูปร่างตามฉบับคนเมืองเซียงทั่วไปรูปร่างผอมเตี้ย ผิวดำคล้ำ โหนกแก้มสูง ดวงตาหยาบคายดูคล้ายคนถ่อย แม้จะสวมชุดสีน้ำเงินใหม่ถึงเจ็ดส่วนและไร้รอยปะชุนก็ดูไม่เหมือนคนดีเลยแม้แต่น้อย

            ผังต้าไห่ปีนี้อายุยี่สิบห้าปีอายุมากกว่าหวังเฮ่าห้าปี ทว่าเพราะเข้าร่วมกองทัพช้ากว่าหวังเฮ่าจึงยังเป็นทหารใหม่อยู่

            ยามที่พวกเขาสองคนปฏิบัติงานหวังเฮ่าเป็นคนตัดสินใจ

            รองแม่ทัพเป็นคนละเอียดรอบคอบรู้ว่าทหารของเขาไม่มีเงินดื่มกินในโรงเตี๊ยมที่ใช้เป็นสถานที่สอดส่อง จึงมอบเงินห้าสิบเหรียญทองแดงให้หวังเฮ่าทั้งสองคนก่อนที่พวกเขาจะมาที่นี่

    คล้ายกับเรื่องข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ] ที่คุณอ่าน