เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 30 บึงนาคาสวรรค์ ( rewrite )

    “แต่ว่าผู้ใดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แก่ข้า!! ” หญิงสาวกล่าวด้วยเสียงมีโทสะอย่างมาก ถึงสภาพนางตอนนี้อาจไม่เต็มร้อย แต่จิตสังหารที่แผ่ออกมา ดูถูกมิได้เลย
    ชายหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบค้างไว้ เพราะเป็นตัวมันที่เป็นคนถือวิสาสะเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้นาง แต่ตอนนั้น..มันไม่ได้คิดอกุศลอะไรเลย เพียงแต่เสื้อผ้าที่นางใส่เหงื่อไคลออกมาเต็มจนสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ บนร่างกายนางได้ชัดเจน มันจึงเปลี่ยนเสื้อให้นางเพราะกลัวมันจะอนาจารเกินไป
    “ ข้าว่าเจ้าคงจะเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ..เจ้าจึงจำมิได้ว่าเจ้าใส่เสื้อตัวนี้ในตอนนั้น ” มันรีบกล่าวแก่ตัวต่อนาง
    “ไม่เชื่อเจ้าลองถามเจ้าอสูรน้อยของเจ้าดู..มันเฝ้าเจ้าอยู่ตลอดเวลา.. ” ก่อนที่ซีว่างจะหันหน้าไปหา เสี่ยวฮุ่ยแล้วแสดงสีหน้าขอความช่วยเหลือ " ใช่ไหมฮุ่ยน้อย , เจ้าเป็นพยานให้แก่ข้าใช่ไหม.. "
    " ฮุ่ม.... " เจ้าอสูรน้อยร้องออกมาเบา ๆ นำหูขึ้นมาปิดดวงตาของตนเอง เพื่อหลบต่อสายตาของสีว่าง และหญิงสาวที่จ้องมาทางมัน
    “... ” หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออก กับสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวมา
    แต่แล้วก็มีเสียงดังออกมาจากโลกภายนอก เหมือนสั่นระฆังช่วยชีวิตมันเอาไว้ “เอาล่ะ..เจ้าเป็นใครกันแน่..ซีว่าง , เหตุใด..เจ้าถึงใช้ชื่อในการแข่งขันเป็นชื่อปลอม , แล้วเหตุใด..เจ้าถึงมีธาตุทอง!!
    คำถามของหงส์เพ่ยถึงกับทำให้ซีว่างตื่นตะลึง เร่งออกมาจากโลกวิญญาณในทันที
    ชายหนุ่มพูดไม่ออก นั้นคือความลับที่มีไม่กี่คนที่รู้ และเป็นความลับที่สำคัญต่อชีวิตมันด้วย
    “เจ้ามิต้องโกหกข้า..ข้าเฝ้ามองการประลองเจ้ามาตลอด , วันนี้หากเจ้ามิได้มีพลังธาตุทอง..เจ้าจงสิ้นชีพไปนานแล้ว” ก่อนที่หญิงสาวจะเดินเข้ามาใกล้ ๆ ชายหนุ่ม พูดออกมาเบา ๆ “เวลาป้องกันใช้ธาตุดิน , เวลาโจมตีใช้ธาตุน้ำ , แต่เจ้ามิได้ใช้ธาตุไม้ในการต่อสู้ , ตอนที่เจ้าป้องกันการโจมตีของฮั่วฉิน..เจ้าได้ใช้พลังธาตุไฟอ่อน ๆ เพื่อลดพลังทำลายของมัน , นั้นจึงเป็นเหตุผลว่าเจ้า..มีพลังธาตุทอง” หญิงสาวกล่าวเหตุผลต่าง ๆ ออกมา และตรงทุกการกระทำของมัน
    ซีว่างพอได้รับฟังเหตุผลต่าง ๆ ของนาง มันก็นิ่งเงียบไปสักพักหนึ่ง สตรีนางนี้ได้แต่จ้องหน้ากดดันมัน ก่อนที่จะมันจะมองหน้าแล้วกล่าวต่อหงส์เพ่ย
    “เรียนท่านตามตรง..ข้ามีเชื้อสายของกษัตริย์” ซีว่างกล่าวยอมรับออกไปโดยตรง ในเมื่อปิดไปก็ไร้ความหมาย อีกซ้ำ..นางยังเป็นผู้ช่วยชีวิตมัน มันจึงกล่าวออกไปตามตรงมิได้ปิดบังต่อนาง
    พอได้ยินคำตอบของซีว่าง หงส์เพ่ยก็พยักหน้าน้อย ๆ เพราะซีว่างกล่าวออกมาอย่างสมเหตุสมผล
    “แล้วเหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่..แล้วใช้แซ่ปลอม”
    เมื่อได้ยินหญิงสตรีกล่าวถาม มันจึงเล่าเหตุการณ์ตอนวันที่ บิดามารดาบุญธรรมของมันเล่าให้ฟัง เล่าออกไปทุกรายละเอียดที่มันจดจำได้ แต่มิได้เจาะลึกเรื่องที่มันเกิดมาจากพรหมจรรย์ธาตุทอง
    เมื่อได้ยิน สตรีนางนี้จึงแสดงสีหน้าตื่นเล็กน้อย นางมิคิดว่ามันคือองค์ชายที่หายสาบสูญขององค์ราชา
    เมื่อกล่าวจบซีว่างหยุดแล้วจ้องหน้าของหญิงวัยกลางคน หงส์เพ่ยมิได้มองมันเพียงแต่มองไปบนฟ้ากำลังคิดอะไรบ้างอย่าง ก่อนที่นางจะกล่าวต่อมัน
    “งั้นเจ้าก็คือ..องค์ชายซีว่าง , แห่งองค์กษัตริย์ซีหมิง” นางพูดออกมาลอย ๆ เหมือนนางกำลังใช้ความคิด
    “แล้วข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร , ว่ามันคือเรื่องจริง” นางกล่าวถามต่อซีว่าง ที่นางเอ่ยออกไปเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะนางมิเชื่อในสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าว แต่ต้องการหาสิ่งที่ยืนยันในคำพูดของมัน ฐานะของมันนั้นยิ่งใหญ่เกินไป หากจะปักใจเชื่อโดยไม่มีหลักฐาน
    ซีว่างจึงหยิบสร้อยคอที่มันสวมออกมา เป็นสร้อยคอที่มีรูปพระจันทร์อยู่ในพระอาทิตย์ " นี่คือของดูต่างหน้าของมารดาข้า..ข้ามีเพียงสิ่งนี่ที่สามารถนำออกมาให้ท่านดูแค่นี้ , นอกจากสร้อยเส้นนี้..ข้าก็ไม่มีสิ่งอื่นมายืนยันต่อท่านแล้ว " ก่อนที่มันจะยื่นสร้อยคอของมันไปให้แก่หงส์เพ่ย
    หญิงสตรีรับสร้อยเส้นนี้ออกมา พลิกไปพลิกมาดูรอบสร้อยคอ ก่อนจะใช้พลังปราณของนาง ส่งเข้าไปตรวจสอบ ก่อนที่จะส่งคืนต่อชายหนุ่ม " ตราประทับราชวงศ์..เป็นตราประทับราชวงศ์ของแท้ไม่ผิดแน่ , เจ้าคือองค์ชายผู้สาบสูญ " ตอนนี้ใบหน้าเย็นชาของนางตื่นตระหนกอย่างมาก นางถึงกับทำตัวไม่ถูกว่าจะทำเช่นไรดี จะคุกเข่าลงไปทำความเคารพ หรือจะต้องยืนแล้วก้มหน้าดี เรื่องแบบนี้มันเข้ามารวดเร็วจนเกินไป ทำให้นางไม่อาจตั้งตัวได้ทัร
    “ เรื่องของข้าปล่อยมันไว้เถิด..เอาเป็นว่าเรามาเสวนาเรื่องของท่านกันดีกว่า , ท่านรู้เรื่องราวของข้าแล้ว...ถึงคราที่ท่านเล่าเรื่องราวของท่านบ้างแล้ว” ซีว่างกลาวต่อหญิงสตรี
    เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยปาก
    “เรื่องที่ข้ามาอยู่ที่นี่และเหตุผลที่ข้าโดนพิษแล้วมิตายใช่หรือไม่ , ที่เจ้าสงสัย”
    “เป็นเรื่องนั้น..หากท่านสามารถเล่าได้ , ก็ได้โปรดบอกให้ข้ากระจ่างในข้อสงสัยด้วยเถิด” ซีว่างกล่าวถามพร้อมขอร้องนาง
    หญิงสตรีนิ่งไปสักครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนลอยนึกถึงสิ่งที่เลยผ่านมาทั้งหมด
    “ข้าโดนพิษเมื่อ 10 ปีที่แล้ว , ตอนนั้นข้าและสามีของข้าออกมาทำภารกิจที่เจ้าตำหนักมอบหมายที่เมืองแห่งนี้ , แต่แล้ว...” หญิงวัยกลางคนกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
    “ตอนนั้นข้ายังไม่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์..จึงได้รับภารกิจนี้ , และข้าออกมาทำภารกิจพร้อมกับสามีข้า , ภารกิจนั้นคือนำอาวุธธาตุวิญญาณกลับไปให้ท่านเจ้าตำหนัก , ในระหว่างการเดินทางที่จะกลับไปยังเมืองหลวง..ข้าและสามีก็ถูกดักซุ่มโจมตี , สามีของข้าได้ถ่วงเวลาให้ข้านำกระบี่นั้นหนีมา , ในระหว่างทางที่หนีข้าก็โดนพิษร้ายเล่นงานเข้า..พอข้าคิดที่จะขับพิษออกมา , ข้าก็ได้ทราบในร่างกายของข้านั้น ตั้งครรภ์อยู่ , หากข้าขับพิษออกมาตอนนั้น..ข้าจะไม่สามารถรักษาบุตรของข้าไว้ได้”
    เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้หญิงสาวก็มีน้ำใส ๆ ไหลออกมา นางพยายามเมินหน้าหนีแล้วเช็ดคราบน้ำตาออกไป ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ต่อ
    “ข้าจึงตัดสินใจ..ใช้ลมปราณของตนเองปกป้องลูกของข้า , มิให้พิษแทรกซึมเข้าสู่บุตรในครรภ์ของข้า..ข้าใช้เวลากว่า 8 เดือนในการทำเช่นนั้น , จนข้าสามารถคลอดบุตรของข้าออกมาได้ปลอดภัย , แต่ด้วยความอ่อนล้าที่ยาวนาน..จึงทำให้ข้ามิสามารถขับพิษออกมาได้ , จึงทำให้ข้าเป็นอย่างที่เจ้าเห็น..จนเจ้ามาพบข้า”
    หงส์เพ่ยได้แต่มองซีว่างด้วยความทราบซึ้ง เพราะพิษนี้กัดกินร่างกายนางมา ตลอด 10 ปี ก็ได้โดนขับออกโดยชายหนุ่ม ที่นางไม่ให้ใครมารักษานาง เพราะนางกลัวความลับต่าง ๆ รู้ถึงหูของคนที่ซุ่มทำร้ายนาง
    แต่เดิมนางเป็นคนที่มีพลังสูงส่งผู้หนึ่ง เมื่อซีว่างขับไล่พิษร้ายออกจากร่างของนาง นางจึงสามารถฟื้นจากพิษนี่ได้เร็วไว
    “หลังจากเจ้ากลับไป..ข้าใช้เวลาเพียงวันเดียว , ก็สามารถฟื้นพลังดั้งเดิมของข้ามาได้..กึ่งหนึ่ง , จึงเฝ้ามองการกระทำของเจ้าตลอดเวลา , คอยเฝ้ามองว่าเจ้าสามารถไว้ใจได้หรือไม่..หากไม่ , ข้าคงจะสังหารเจ้าในทันที..เพื่อปกปิดความลับนี้”
    นางกล่าวออกมาด้วยวาจาหนักแน่น ซีว่างจึงรู้ได้ว่านางจะทำเช่นนั้นจริง ๆ
    “ชีวิตท่านช่างยากลำบากนัก..หลังจากนี้ท่านคงจะสุขสบายขึ้น..เมื่อกลับไปยังตำหนักประจิม..พร้อมกับหงส์ซื่อ” ซีว่างกล่าวปลอบใจนางเพื่อหวังให้นางหายเศร้า
    “ข้าคงจะไม่สามารถกลับไปได้ในเร็ววัน” หงส์เพ่ยกล่าวออกมา ก่อนจะหยิบกระบี่เล่มหนึ่งออกมา “หากข้ายังมีกระบี่เล่มนี้ในครอบครอง..ตำหนักประจิมคงจะไม่สามารถอยู่เป็นสุขได้”
    กระบี่ที่นางนำออกมานั้น มีพลังธาตุน้ำแผ่ออกมาอ่อน ๆ แถมด้วยลักษณะที่น่าเกรงขาม
    < นั้นคืออาวุธธาตุวิญญาณ.. > หยางน่ากล่าวออกมาลอย ๆ
    < นั้นคงเป็นอาวุธเช่นเดียวกับของ..เฟิงอวิ๋นใช่หรือไม่ > ซีว่างกล่าวถามต่อนาง
    < เป็นเช่นเดียวกัน , แต่ระดับพลังเหนือกว่า , ตัวดาบของเฟิงอวิ๋นนั้น..สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้เพียง 2 ระดับ , แต่กระบี่ในมือนางสามารถต่อสู้ได้ 3 ระดับ เป็นกระบี่ชั้นฟ้า > หญิงสาวกล่าวออกมาเรียบ ๆ มิได้สนใจสิ่งที่กล่าวออกมาเท่าใด
    อาวุธในโลกนี้แบ่งเป็น 3 ระดับ สามัญ ฟ้า และสวรรค์
    อาวุธชั้นสามัญ สามารถหาได้ทั่วไป แต่อาวุธสามัญที่มีพลังธาตุหรือวิญญาณ จะหายากขึ้นมาเล็กน้อย
    อาวุธชั้นฟ้าหาได้ยากยิ่ง อาวุธธาตุและอาวุธวิญญาณหาได้ยากยิ่ง แต่ถ้าผู้ใดมีทรัพย์สินมากพอจะหามาไว้ในครอบครองได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แล้วยิ่งเป็นอาวุธธาตุวิญญาณ ร้อยปีจะปรากฏออกมาสักเล่มหนึ่ง มีแต่ผู้มีวาสนาเท่านั้น ที่จะได้มาในครอบครอง
    อาวุธชั้นสวรรค์นั้นมีแต่ผู้ที่อยู่ระดับสูงส่งของเมืองถึงจะมี แต่หากเป็นอาวุธสวรรค์ที่มีพลังธาตุหรือพลังวิญญาณนั้นมีเพียงเรื่องเล่า แต่ถ้าเป็นอาวุธธาตุวิญญาณชั้นสวรรค์นั้น มีเพียงตำนานเล่าขาน ว่ากันว่าอาวุธชั้นสวรรค์ที่มีพลังธาตุและวิญญาณอยู่สามารถเป็นเจ้าทวีปสักทวีปหนึ่งได้อย่างง่ายดายแค่เพียงถ่มน้ำลายลงพื้น
    เมื่อรู้ความจริงซีว่างยิ่งตกใจขึ้นมามาก มิน่า..นางที่มีพลังสูงส่งกลับมีคนกล้ารอบโจมตีนาง เพราะอาวุธนี้พิเศษนัก แต่ก็นำพาหายนะตามมาเช่นกัน
    “แล้วท่านจะทำเช่นไรต่อไป?” ซีว่างกล่าวถามต่อนาง
    “ข้าคงจะอยู่ที่เมืองนี้ไปอีกสักพักเพื่อพักฟื้นร่างกายให้สมบูรณ์..ก่อนจะออกเดินทาง”
    ก่อนที่นางจะจ้องหน้าซีว่าง “แล้วเจ้าจะทำเช่นไร , อยู่ในเมืองนี้เพื่อฝึกวิชาต่อ ?”
    “ข้าว่าระดับเจ้ารั้งอยู่แต่ภายในเมืองนี้ , ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด..ข้าว่าเจ้าควรที่จะออกเดินทาง , เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?” หญิงสาวกล่าวพร้อมมองหน้าซีว่าง
    “ข้ามีเรื่องอื่นที่จะต้องทำ..ภายในเมืองนี้อีกมากมายนัก , เริ่มแรกข้าต้องไปซึมซับพลังในบึงนาคาสวรรค์”
    เมื่อได้ยินซีว่างกล่าว หยางน่าจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ พลันลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปหมด < เจ้าจะได้ไปเมื่อใด , ข้าอยากเห็นยิ่งนักว่ามันเป็นบ่อเช่นไร แค๊ก แค๊ก!! >
    < สภาพของเจ้ายังไม่สมบูรณ์..มิต้องพูดไวปรานนั้นหรอก , ข้าพร้อมฟังเจ้าเสมอ..ไม่ต้องรีบ > ชายหนุ่มกล่าวเตือนออกไปด้วยความเป็นห่วง
    < ... >
    “เช่นนั้นก็ดี , แต่หลังจากนั้นข้าจะถามเจ้าใหม่ , หากเจ้ายังมีความสนใจที่จะเดินทางไปพร้อมข้า..ขอเพียงบอกกล่าวต่อข้า” ก่อนที่หงส์เพ่ยจะบินขึ้นฟ้าไป แล้วหันมาบอกต่อชายหนุ่มว่า “ข้าไม่มีธุระกับเจ้าแล้ว..หากเมื่อถึงเวลาข้าจะออกเดินทาง , ข้าจะไปหาเจ้าเอง”
    ก่อนที่นางจะบินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มอยู่ผู้เดียวกลางภูเขาลูกใหญ่
    ซีว่างรีบเดินทางกลับ มันมิได้ตรงไปที่สำนักวายุคำรามที่เป็นเจ้าบ้านในการจัดงานประลอง แต่ตรงกลับไปที่สำนักภพจันทราในทันที
    เมื่อซีว่างเดินผ่านธรณีประตูสำนักมา ต่างมีดอกไม้โปรยลงมา และเสียงเชียร์ดังลั่นสำนัก
    “ผู้ที่ทำให้สำนักเงาจันทรา..มีแสงส่องลงมาอีกครั้ง , วีรบุรุษของพวกเรา..จิ้นว่างงงงง” ผู้ที่พูดออกมาคือ จูจินชายอ้วนคนสนิทของซีว่าง
    เสียงโห่ร้องดังลั่นสำนัก ไม่ว่าหญิงหรือชาย คนในสำนักต่างหวีดร้องเสียงดังลั่น“ท่านจิ้นว่างของข้า..หากท่านเหงา..ห้องข้าว่าง” “คืนนี้ถ้าท่านว่างหรือคืนไหน..ช่วยมาสอนข้าหน่อยได้ไหมท่าน”“ผู้กอบกู้สำนักของเรา!!”
    ข่าวเรื่องนี้มิได้ดังเฉพาะสำนักภพจันทรา แต่เรื่องนี่ดังไปทั้งเมือง จนถึงเมืองข้างเคียงต่าง ๆ เพราะมันคือผู้แรกในประวัติศาสตร์ของเมือง ที่มีพลังเพียงจิตโลกา แต่สามารถเป็นผู้เยาว์อันดับหนึ่งของเมืองได้
    เยว่ชิงเดินเข้ามา สองมือจับไปที่ไหล่ของซีว่าง น้ำตาเอ่อไหลออกมา รอยยิ้มของชายชรามองไกล ๆ ก็ยังสามารถมองเห็นได้
    “หวงหลงของข้า” ชายชรามองซีว่างด้วยสายตาอ่อนโยน “ข้านึกว่าจะเสียเจ้าไปเสียแล้ว”
    ซีว่างมองตอบแล้วยิ้มให้ชายชราตรงหน้า
    “ข้าบอกแก่ท่านแล้ว..ว่าต่อให้มันจะเก่งเพียงไหน , มันก็มิสามารถสังหารข้าได้..แล้วข้าไม่ว่างพอที่จะให้มันเอาชีวิตของข้าไปทิ้งขว้าง” ซีว่างตอบกลับต่อชายชรา มันยิ้มออกมาน้อยๆ
    “ดีแล้วเด็กดี..เจ้าทำดีแล้ว” ชายชราคลายมือออกก่อนจะ ผายมือไปด้านหลัง
    ที่ด้านหลังมีอาหารจัดเตรียมไว้สำหรับงานฉลองเพียบ มันพาซีว่างไปที่โต๊ะตัวใหญ่ จัดให้มันนั่งตรงกลาง ก่อนที่มันจะนั่งข้าง ๆ ก่อนที่มันจะมองออกไปข้างหน้าแล้วกล่าวต่อลูกศิษย์คนอื่น ๆ ของมัน
    “เหล่าศิษย์สำนักภพจันทรา , ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา..สำนักเราจะโดนเหยียดหยามเพียงใด , แต่พวกเจ้าดูเอาไว้” ก่อนที่มันจะผายมือไปทางซีว่าง “นี่คือผู้ที่กอบกู้สำนักเราในรอบร้อยปี..นี่คือผู้ที่นำแสงสว่างมาสู่สำนักเรา”
    มีเสียงปรบมือดังลั่นสำนัก เหล่าผู้คนต่างร้องยินดีกับชายหนุ่ม
    “ข้าจะงดการฝึกหนึ่งอาทิตย์ , เราจะกินจะดื่มตลอดหนึ่งอาทิตย์นี้เป็นการฉลอง , อะไรหมดข้าจะออกเงินส่วนของข้า..ซื้อมันมาเพิ่มมิให้ขาด , เริ่มงานได้!!”
    หลังจากสิ้นเสียงของชายชรา เสียงเฮก็กระหึ่มลั่นสำนัก เสียงที่ร้องออกมาคือ “จิ้นว่าง จิ้นว่าง จิ้นว่าง” ทั่วสำนัก
    ซีว่างได้แต่ยกจอกเหล้าขึ้น ก่อนที่จะเชิญชวนให้เหล่าศิษย์ในสำนัก ดื่ม
    ภายในงานมีหลายผู้ที่เดินเข้าไปคุยกับซีว่าง ซึ่งมันก็มิได้ทำตัวหยิ่งผยอง มันเป็นมิตรสำหรับทุกคน งานนี้จัดต่อเนื่องไป 1 อาทิตย์เต็ม ๆ ใครเมาก็หลับบนโต๊ะตื่นมาก็ดื่มต่อ ตลอดหนึ่งอาทิตย์มีหลายสำนักส่งตัวแทนสำนักมาร่วมยินดีมากมายทั้งสำนักระบำบุปผา สำนักวายุคำราม สำนักเล็กน้อยใหญ่ ต่างส่งคนมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคลั่ง ยกเว้นเพียง สำนักเพลิงสวรรค์ และตระกูลกระบี่ ที่มิได้ส่งคนมา
    หลังจากจบงานเลี้ยงเยว่ชิงก็เชิญซีว่างเข้าไปในห้องของมันเอง เพื่อคุยเป็นการส่วนตัว และสิ่งที่เกิดขึ้นภายในงาน
    ได้ข้อสรุปว่า ตอนนี้สำนักเพลิงสวรรค์ ถูกเจ้าเมืองควบคุมไว้ ทำให้ไม่สามารถมาก่อกวนสำนักภพจันทราได้ หรือแม้แต่จะลอบสังหารซีว่าง ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากนัก ส่วนตระกูลกระบี่นั้น มันได้ทำตามคำสั่งของเจ้าเมืองเป็นอย่างดี เพราะมันเห็นซีว่างสนิทชิดเชื้อกับรองเจ้าตำหนักประจิม ทำให้มันมิกล้าจะมิทำตาม ส่วนเรื่องเงินที่จ่ายชดเชย มันตกลงจ่ายปีละ 100 ศิลาทองรวดเดียวต่อปี
    “แล้วข้าจะได้ไปฝึกในบึงนาคาสวรรค์เมื่อใด?” ชายหนุ่มกล่าวถามเรื่องนี้ในทันที
    “วันนี้หากเจ้าพร้อม..ข้าจะพาเจ้าไปในทันที”
    “เช่นนั้นโปรดท่านนำทาง” ซีว่างกล่าวจบ ชายชราก็ได้เดินนำทางไป
    ตัวบึงนาคาสวรรค์นั้น ตั้งอยู่ในป่าทางตอนใต้ของตำหนักของท่านเจ้าเมือง เมื่อมันมาถึงเจ้าเมืองกู้ว่านก็ยืนต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว
    เมื่อเห็นชายหนุ่ม เจ้าเมืองจึงรีบเดินเข้าไปหาก่อนจะกล่าวกับชายหนุ่มว่า
    “ข้ารอเจ้ามาหลายวัน , กว่าเจ้าจะฉลองกันเสร็จก็นานพอดู..แต่ข้าเข้าใจ” ก่อนที่จะมองไปที่เยว่ชิง “จิ้นว่างสามารถไปได้ผู้เดียว..เจ้ามีเรื่องอะไรฝากฝัง..ก็เชิญหาลือกันให้เรียบร้อย , ข้าจะไปรอเจ้าอยู่ที่ปากทางเข้า” กู้ว่างพยักหน้าให้เยว่ชิงครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเดินถอยออกมา
    เยว่ชิงมองซีว่างแล้วกล่าวกับชายหนุ่มเล็กน้อย “เมื่อเจ้าเข้าไป..เจ้ามิต้องฝึกวิชาอันใด , เพียงเจ้านั่งขัดสมาธิคอยซึมซับไอปราณภายในนั้น..ก็เพียงพอแล้ว” ชายแก่พูดไปพร้อมมองหน้าชายหนุ่ม ปรานมันผู้นี้คือบุตรในไส้ของมัน
    “หลังจากครบหนึ่งเดือน..ข้าคาดเดาคร่าว ๆ..จากระดับพลังของเจ้า , เจ้าคงจะสามารถไปถึงระดับจิตโลกาขั้นที่ 8 ภายในเวลาหนึ่งเดือน” ชายแก่ยิ้มเล็กน้อยจนตีนกาขึ้นบนหน้าจนน่าเกลียด แต่แฝงด้วยความอบอุ่น
    “เมื่อถึงเวลากำหนด , ข้าจะมารับเจ้าที่นี่ด้วยตัวข้าเอง , ส่วนเรื่องสัญญาที่ข้ารับปากเจ้า..เมื่อเจ้ากลับมาถึง..ตึกรวมก็ควรจะบูรณะเรียบร้อยตามเจ้าร้องขอ..เจ้ามิต้องเป็นห่วง , เพียงเจ้าทำจิตใจให้นิ่ง..ซึมซับกำไลครั้งนี้..ก็เพียงพอแล้ว” ก่อนที่ชายชราจะตบไหล่ซีว่างเบา ๆ
    ก่อนที่ซีว่างจะกุมมือแล้วโค้งให้ชายชราหนึ่งที
    “ขอบคุณที่ท่านคอยส่งเสริมและมิลืมสิ่งที่ท่านสัญญาไว้ , ขอเพียงข้าเติบใหญ่เมื่อใด..สำนักภพจันทรา..ไม่ว่าจะสาขาหลักหรือสาขารองของเมืองไหน , ข้าจะทำให้มันกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นในอดีต” มันกล่าวด้วยสายตามุ่งมั่น ก่อนจะเดินตามท่านเจ้าเมืองไป
    เยว่ชิงเฝ้ามองซีว่างเดินออกไป เหมือนดูบุตรที่กำลังไปโรงเรียนในวันแรก คอยอยู่รั้งรอสักพักจนซีว่างหายไปจากกรอบสายตาของมัน มันจึงเดินทางกลับสำนัก
    ชายชราผู้นี้ตอนนี้ทั้งรักและเอ็นดูซีว่างยิ่งนัก ไม่ใช่เพราะความสามารถของมันเพียงอย่างเดียว แต่เพราะนิสัยที่เป็นคนอ่อนน้อมต่อผู้อื่น มีจิตใจเมตตา แต่หากมีใครมาทำให้สหายหรือคนที่มันรักเดือดร้อน มันจะเป็นผู้แรกที่ออกหน้า มันจึงทำให้ชายแก่รู้สึกว่า ต้องคอยปกป้องและส่งเสริมคนเช่นนี้ต่อไป เพราะหากภายภาคหน้า ถ้าคนแบบนี้สามารถเติบใหญ่คนเป็นเจ้าคนนายคน มันจะทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างพลอยสบายไปด้วย
    ทางด้านซีว่างเมื่อเดินตามเจ้าเมืองมา เจ้าเมืองมิได้พูดอะไรกับมัน เพียงเดินนำมันมาเพียงอย่างเดียว ทางที่เดินไปคือป่าไม้หนา แสงส่องลงมาได้เพียงเล็กน้อย ตลอดทางภายในป่า ต่างมีสัตว์อสูรค่อยโผ่หน้ามาให้เห็นบ้างเล็กน้อย แต่สัตว์อสูรเหล่านั้น มิได้มีพลังสูงเท่าใด ซีว่างจึงไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่
    จนเดินมาได้สักพักก็เห็นปลายทางออก ข้างหน้าเป็นแสงสีเขียวส่องขึ้นมาจากพื้น พอเข้าไปใกล้ ๆ ก็ยิ่งทำให้ตื่นตาเล็กน้อย แสงที่ส่องออกมาคือ แหล่งน้ำชนิดหนึ่ง สีของมันเป็นสีเขียวมรกต ไอปราณที่นี่บริสุทธิ์อย่างมาก แค่เพียงเดินออกจากชายป่ามา ไอปราณเหล่านั้นก็พุ่งเข้าไปตามร่างกายของซีว่าง นี่คือพลังของบึงราคาสวรรค์
    พอมาถึงขอบบึง กู้ว่านจึงหยุดก้าวเท้า ก่อนจะหันมาสบตากับซีว่าง แล้วกล่าวกับชายหนุ่มสั้น ๆ
    “ที่นี่จะไม่มีสัตว์อสูรออกมากวนเจ้า..เจ้าสามารถฝึกพลังของเจ้าภายในนี้ได้อย่างมิต้องเป็นกังวล , หลังจากครบ 1 เดือนข้าจะมานำเจ้ากลับ , อาหารการกิน..เจ้าสามารถหาเอาเองได้ภายในป่าแห่งนี้” ก่อนที่เจ้าเมืองจะเดินออกไปทางที่เข้ามา
    “รักษาตัวเองด้วย.. , อ้อเจ้าอย่าได้พยายามลงไปในบึงเด็จขาด , พลังในนั้นรุนแรงนัก..ระดับพลังแบบเจ้า..คงจะจมหายไปในทันที” กู้ว่านกล่าวโดยมิได้หันมามองซีว่างเลย มันเพียงเดินออกไปเลยก็เท่านั้น
    < เจ้าไปทำอันใดระหว่างที่ข้าไม่อยู่หรือ..ตอนแรกข้าเห็นมันออกหน้าช่วยเจ้าเป็นการใหญ่ , เหตุใดตอนนี้มันจึงทำตัวหมางเมินต่อเจ้านัก ? > หยางน่าสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านัก จึงกล่าวถามต่อชายหนุ่ม
    < เรื่องนั้นข้าก็มิอาจทราบได้..ข้ารู้เพียงมันมิได้ประสงค์ร้ายต่อตัวข้าเป็นพอ >
    < อากาศที่นี่ดีนัก..เสี่ยวฮุ๋ย , เจ้าอยากออกมาสูดอากาศหรือไม่? > ซีว่างกล่าวถามอสูรน้อยของมัน
    เมื่อได้ยินนายตัวเองถาม เจ้าอสูรน้อยรีบขานรับอย่างเร็วไว มันตื่นเต้นที่จะได้ออกมาโลกภายนอก < ฮูม ฮูม ฮูม ฮูม ฮูม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ >
    < รู้แล้ว ๆ เจ้ามิต้องเร่งข้า > ก่อนที่ซีว่างจะนำฝ่ามือขวา ทราบลงไปบนพื้นหญ้าก่อนจะเร่งพลังปราณตนเอง มีแสงสีเหลืองทองขึ้นที่ใต้ฝ่ามือของมัน ก่อนที่จะปรากฏ เจ้าม้าผสมช้าตัวนี้ออกมา
    เมื่อได้ออกมา เจ้าอสูรก็ได้วิ่งเล่นภายในรอบสระน้ำแห่งนี้อย่างร่าเริง ตอนนี้ระดับพลังของเสี่ยวฮุ่ยเท่ากับซีว่าคือ จิตโลกาขั้นที่ 4 แต่มันเป็นสัตว์อสูรที่ฉลาดมาก ถึงจะไม่เคยลอง แต่ซีว่างคาดเดาได้ว่า มันสามารถที่จะชนะสัตว์อสูรที่อยู่ระดับ จิตโลกาขั้นที่ 9 ได้เลย
    < หากเจ้ามิมีอะไรคุยกับข้า..ข้าขอตัวฝึกก่อน > ซีว่างกล่าวเรียบ ๆ ก่อนที่มันจะกล่าววาจาหยอกล้อหญิงสาวออกมา < หากคิดถึงข้า , เพียงเรียกข้า..ข้าจะไปหาเจ้าในทันที >
    < เดี๋ยวนี้หัดพูดจาแบบนี้กับข้า , คราหน้าที่เจ้าเข้ามาหาข้า..คงต้องสั่งสอนให้หลาบจำเสียหน่อย > หญิงสาวพูดด้วยเสียร่าเริงแต่แฝงด้วยจิตสังหาร ซีว่างสามารถรู้สึกได้ทันที
    หลังจากนั้นซีว่างจึงหลับตาแล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งสมาธิรวบรวมพลังปราณบริสุทธิ์ให้ซึมซับเข้าร่างของตนเอง
    เวลาผ่านไป 4 ชั่วยามตอนนี้ซีว่าง ระดับพลังยังเท่าเดิม แต่ความหนาแน่นของลมปราณอีกนิดเดียวก็สามารถข้ามไปขั้นต่อไปได้แล้ว
    ขณะที่ซีว่างก็นั่งสมาธินั้น ก็เกิดเสียงร้องดังลั่นมาจากบึงนาคาสวรรค์
    “ฮูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม” ซีว่างรีบเบิ่งตาขึ้นมา ก็เห็นเจ้าอสูรของมันกำลังจะจมน้ำ
    “เจ้าบ้าเอ๊ยยย” ซีว่างรีบวิ่งไปที่ขอบสระน้ำ พยายามหาวิธีช่วยมัน
    < เจ้ารีบเรียกมันกลับมาที่นี่เร็วเข้า!! > หยางน่าตื่นตระหนกอย่างมาก รีบสั่งให้ซีว่างทำในสิ่งที่ตนบอก
    ซีว่างรีบใช้มือทราบลงไปบนพื้นหญ้าแล้วพยายามเรียกเจ้าอสูรน้อยของตนเองกลับมา
    แต่สิ่งที่ทำกลับไม่เกิดผล เจ้าอสูรยังคงอยู่ที่เดิม
    < พลังที่นี่มันมีมากเกินไป..มันก่อกวนคลื่นพลังของข้า > ซีว่างพูดอย่างร้อนรน
    < เจ้าต้องช่วยมันให้ได้ , ข้าไม่ยอมให้มันตายเด็ดขาด!! > หยางน่ากล่าวกดดันต่อชายหนุ่ม
    “บ้าเอ้ย!!” ซีว่างกัดฟันถอยหลังแล้ววิ่งด้วยความเร็วสูงใช้ท่าร่ายขั้น 3 ทำให้ตัวเองลอยจากน้ำ ทะยานร่างไปจนถึงเจ้าอสูรน้อย ก่อนจะใช้มือแตะไปบนหน้าผากของเสี่ยวฮุ๋ย
    มันได้ผลเจ้าอสูรน้อยกลับเข้าไปในโลกวิญญาณของชายหนุ่ม หญิงสาวรีบวิ่งไปดูมันด้วยความเป็นห่วง
    แต่ภายในโลกภายนอก ระดับพลังของซีว่างอ่อนเกินไปทำให้ไม่สามารถต้านทานพลังของบึงได้นาน ตอนนี้มันล่วงลงไปในน้ำไม่สามารถขึ้นมาได้
    < ซีว่าง!! > หญิงสาวร้องออกมาด้วยความตกใจ----------------------------------* เริ่มบทใหม่แล้ว บทที่ 2 ทวีปเอเบล