คะแนนที่ 3-2
ว่านอนสอนง่าย
ขวัญสุดาปั่นจักรยานอย่างคล่องแคล่วไปตามถนนลาดยาง โชคดีที่โรงเรียนประถมที่เธอสมัครไว้อยู่ถัดไปจากบ้านพนาฤกษ์ไม่กี่กิโลเมตร หากผ่านสวนของพ่อเลี้ยงไปได้ก็อยู่ใกล้กันแล้ว ใช้เวลายี่สิบนาทีก็สามารถปั่นจักรยานไปทันเคารพธงชาติได้
“อากาศดีจัง”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เมื่อลมพัดผ่านหน้า วันนี้ไม่มีแดดเลยเหมาะสำหรับปั่นจักรยานมาก พลันภาพผู้ชายใจดีที่สอนเธอปั่นจักรยานก็ลอยเข้ามาในหัว อย่างที่เขาเคยบอกว่าหัดปั่นจักรยานไว้มีประโยชน์จริงๆ อย่างน้อยก็ปั่นไปทำงานเองได้ไม่ต้องพึ่งใคร
กึก!
“เฮ้ย! มาตายกลางทางไม่ได้นะ”
จู่ๆ ยานพาหนะคู่ใจก็หยุดนิ่ง ส่งเสียงกึกกักเหมือนอะไรหลุดออกมา หญิงสาวก้มลงมองดูเห็นว่าโซ่ที่พันรอบเฟืองหลุดออกมาเกือบทั้งเส้น เธอทิ้งตัวจากจักรยานแล้วเอามันมาพิงไว้ใต้ต้นไม้ ลองพยายามใส่โซ่ให้กลับเป็เหมือนเดิมอยู่หลายครั้งก็ถอดใจ
“รู้งี้น่าจะให้พี่ตุลสอนซ่อมมันด้วยเลย” ในเมื่อจนปัญญาจะซ่อมเธอเลยเข็นมันไปด้วยกันแทน จักรยานคันใหญ่กับผู้หญิงตัวเล็กดูน่าสงสารเสียจนคนที่ขับตามมาต้องแสดงตัว
ปรื้นๆ
“จักรยานเขาให้ปั่นนะ ไม่ใช่ให้เข็น”
“...”
พ่อเลี้ยงคณาธิปยิ้มแป้นแล้นอวดฟันหน้า ร้องถามคนน่าสงสาร เขาขับกระบะมาเคียงข้างคนน่าบูด เปิดกระจกชะโงกดูตัวปัญหาจึงเห็นว่าโซ่มันหลุดออกมาลากพื้น
“อ้าว โซ่หลุดเหรอ แล้วทำไมไม่ใส่ให้เรียบร้อยแล้วปั่นไปล่ะ”
“...” คุณเธอไม่ตอบ คงอารมณ์เสียอยู่
“ใส่โซ่สิ เดี๋ยวไปไม่ทันนะ”
“...”
“ฉันพูดดีๆ นะยาหยี ไม่มีคำหยาบคายสักคำ” พอถูกเมินจากที่ยิ้มกว้างก็ปรับโหมดมาขรึม เพราะั้แ่แม่ตุ๊กตาบอกไปว่าไม่ชอบพูดกับคนหยาบคาย เขาก็พยายามลดความหยาบลงให้เธอแล้วนะ เธอก็น่าจะพูดกับเขาบ้าง ก่อนหน้านี้ยังโบกมือร่าเริงอยู่เลย ผู้หญิงนี่เดาอารมณ์ยากจัง
“ฉัน...ใส่ไม่เป็”
“แล้วเข็นมันไปแบบนี้จะไปทันเหรอ”
“...”
เห็นเธอเงียบไม่ยอมตอบเอาแต่เดินลากเ้าภาระไปด้วย พ่อเลี้ยงส่ายหน้ายอมแพ้ เขาจอดรถแล้วะโลงไปแย่งเ้าจักรยานมาจากเธอ แบกมันไปไว้กระบะท้ายแล้วกลับมาจูงคนที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ให้ขึ้นรถ
มีคนเคยบอกมั้ยว่าคุณเธอขี้แงเหมือนเด็ก
“อยู่โรงเรียนไหน ฉันไปส่งเอง”
“สอนรักวิทยา”
ยาหยีบอกชื่อโรงเรียนประถมให้เขาฟัง ชายหนุ่มร้องอ้อขึ้นมาเพราะรู้จักเป็อย่างดี โรงเรียนสอนรักวิทยาเป็โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ตั้งอยู่ถัดไปจากสวนของเขาไม่กี่กิโลเมตร เด็กๆ ที่นั่นเกือบครึ่งก็เป็ลูกหลานคนงานแถวนี้ทั้งนั้น เขาและเธอนั่งอยู่ในรถโดยไม่มีใครพูดอะไรกัน ยาหยีปรับอารมณ์เศร้าหมองของตัวเองมาตื่นตาตื่นใจกับวิวริมทางในยามเช้า มีบ้านคนตั้งอยู่ตลอดทาง หลังเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง กลางบ้าง เด็กนักเรียนหลายคนพากันปั่นจักรยานไปโรงเรียนด้วยท่าทีกระตือรือร้น พ่อเลี้ยงคณาธิปจอดแวะข้างทางเปิดกระจกคุยกับคนขับมอเตอร์ไซต์ที่บีบแตรเรียกอยู่
“พ่อเลี้ยงไม่เข้าสวนเหรอ ขับเลยมาแล้วนะครับ”
จ้อยเปิดกระจกหมวกกันน็อคออกมาทักด้วยความสงสัย ข้างหลังเขามีเด็กผู้หญิงถักผมเปียสองข้างเกาะอยู่ หนูน้อยหน่ายิ้มหวานให้เ้านายพ่ออย่างร่าเริง ยาหยีเห็นแล้วชะโงกหน้าไปโบกมือทักทายบ้าง เ้าจ้อยยิ้มแซวเมื่อเห็นว่าวันนี้นายมีตุ๊กตาหน้ารถมาด้วย ส่งสายตาเหมือนรู้กันว่าถ้ากลับไปสวนคงมีเื่ให้คุยกันยาว
“เข้าสิแต่จะเลยไปโรงเรียนก่อนน่ะ ส่งยาหยีไปเรียนหนังสือ”
“ไปสอนหนังสือ!” ตุ๊กตาหน้ารถตอบหน้ามุ่ย ในขณะที่อีกคนหัวเราะร่าโชว์ฟันขาวชอบใจที่ได้แกล้ง เห็นแล้วเธอยิ่งอยากจะดึงหูเขามาใกล้ๆ แล้วะโบอกให้ชัดๆ ว่าเป็ไปสอนหนังสือเด็กเว้ย ไม่ใช่ไปเรียน! เขานี่มันตัวขุดจิตใต้สำนึกฝั่งมารร้ายของเธอขึ้นมาจริง ๆ จากเป็คนไม่ชอบใช้กำลัง ตอนนี้กลายเป็ว่าอยากง้างมือขึ้นมาฟาดเขาให้หยุดหัวเราะสักที สองที
“ฮ่า ๆ ๆ สอนหนังสือก็สอนหนังสือ ไปก่อนเว้ยไอ้จ้อยเดี๋ยวเมียเข้าเรียนไม่ทัน”
“พ่อเลี้ยง!”
“ฮ่าๆ ๆ ”
ไอ้จ้อยได้แต่มองรถกระบะขับออกไป ฝั่งผัวก็ขี้แกล้ง ส่วนฝั่งเมียก็ยัวะขึ้น เป็แบบนี้มีหวังนายแม่ได้เลี้ยงหลานหัวปีท้ายปีแน่ ๆ
เวลา 7.50 นาฬิกา
คุณครูยาหยีถอนหายใจโล่งอกเมื่อสามีพามาส่งทันเวลา เธอหยิบกระเป๋ามาสะพายไหล่ ตรวจสอบว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ในรถแล้วจึงเปิดประตูจะลงไป พลันมือหนาของคนข้างตัวรั้งแขนไว้ได้ก่อน เธอมองเขาเป็คำถาม พ่อเลี้ยงจึงใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มตัวเอง
“อะไรคะ” เธอไม่เข้าใจสัญญาณของเขา
“หอมแก้ม”
“...”
“เร็ว ไม่งั้นไม่ให้ไปเรียน”
“บอกว่าไปสอนหนังสือไง”
“นั่นแหละ มาหอมแก้มขอบคุณก่อนไม่งั้นไม่ให้ไป”
แม่ตุ๊กตาตัวน้อยถอนหายใจแรงๆ หนึ่งทีแสดงให้รู้ว่าไม่พอใจก่อนจะฝืนใจประคองหน้าของชายหนุ่มที่มีหนวดเครามาใกล้แล้วกลั้นหายใจหอมแก้มสากไปหนึ่งฟอด
ฟอดด!
คนถูกหอมยิ้มจนปากฉีกถึงหู ยิ่งได้เห็นหน้ามุ่ยๆ ของอีกคนก็ยิ่งชอบ อยากแกล้งเธอไปทุกวัน
“ปล่อยได้ยังพ่อเลี้ยง ฉันจะไปทำงาน”
“พูดไม่เพราะเลย” เขาว่าเธอบ้าง “แทนตัวเองว่ายาหยีสิแล้วจะปล่อย”
“ยาหยี...จะสายแล้ว” หมดหนทางจะต่อต้าน ขืนไม่ยอมทำตามมีหวังได้ไปทำงานสายแน่ ทำงานวันแรกจะสายไม่ได้เด็ดขาดเลย
“พ่อเลี้ยงปล่อยยาหยีนะคะ” เพิ่มระดับความหวานขึ้นอีกนิด ส่งสายตาอ้อนอีกหน่อย
“อืม...ว่านอนสอนง่ายแบบนี้สิถึงจะน่ารัก” ชายหนุ่มบิดแก้มอย่างหมั่นเขี้ยว เขารู้หรอกว่าไอ้เสียงหวานๆ กับคำพูดอ้อนแบบนี้คืออาวุธร้ายของแม่ตัวดี ปากก็พูดเพราะยิ้มหวานแต่สายตาพร้อมเอาคืนได้ทุกเมื่อ แต่เห็นทีครั้งนี้จะต้องรับความพ่ายแพ้ไปก่อนนะ แม่ตุ๊กตาน้อย
“ตั้งใจทำงานนะ”
ฟอดด ฟอดด
เสียงทุ้มกระซิบบอกคำหวาน ขโมยหอมแก้มทั้งซ้ายและขวาไม่ให้เธอตั้งตัว เห็นท่าทางช็อคโลกของแม่ตุ๊กตาก็ยิ่งหมั่นเขี้ยวแต่ทำได้แค่เอื้อมไปเปิดประตูปล่อยเธอลงไป “ไปได้แล้วเดี๋ยวเคารพธงชาติไม่ทัน ตอนเย็นจะมารับ จุ๊บ”
จุ๊บปากจิ้มลิ้มไปหนึ่งที ขวัญสุดาถึงได้รู้สึกตัวหยิกเขาเป็การลงโทษ เสียดายที่เขามันเนื้อหนา กล้ามแน่น จึงไม่รู้สึกเ็ปอะไร มีแต่เธอที่ถูกเอาเปรียบจนต้องซวนเซลงมาจากรถ เสียงประกาศเรียกทุกคนไปรวมตัวหน้าเสาธงทำให้ไม่คิดที่จะหันกลับไปบอกลาคนในรถ ได้แต่เดินตึงตังเข้าไปโรงเรียนก่อนจะสาย
คณาธิปมองส่งจนตุ๊กตาของเขาเข้าโรงเรียนเรียบร้อย จึงหมุนพวงมาลัยกลับไปยังสวนสรวงพฤกษาตามกิจวัตรเดิมของตน แม้เสียงกระเพาะจะร้องประท้วงขออาหารดังตลอดทางก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์ยามเช้าของคนขับกรุ่นลง เขายังผิวปากฮัมเพลงเข้าสวนอย่างอารมณ์ดี แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่มาทำอะไรที่เคยไม่ชอบได้แบบนี้ เช้าวันนี้พ่อเลี้ยงหนุ่มได้เรียนรู้อีกข้อหนึ่งว่าการขับรถรับ-ส่งใครสักคนมันไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
“ขับรถส่งเมียไปเรียนก็สนุกดีเหมือนกันนะ ไม่สิ! เขาไปสอนหนังสือ ฮ่าๆๆ ”
.........................................................................
มีเมียแล้วมันกระชุ่มกระชวยหัวใจ
ขอสักเม้นท์นะคะที่รัก จุ๊บๆ