หลินหานฉีกลับถึงจวนได้ไม่นานก็ได้รับรายงานว่าไป๋เซี่ย้าพบเวลานั้นเขาอยู่ที่เรือนรับรองพร้อมกับมู่หวังจง หรือใต้เท้าเ้ากรมผู้ตรวจการมู่
เดิมทีหลินหานฉีไม่ได้เอ่ยอนุญาตให้ไป๋เซี่ยเข้าพบกลับกันเป็ใต้เท้ามู่ที่พอได้ยินว่าไป๋เซี่ยจากสำนักลั่วซานพักอยู่ในจวนสกุลหลินก็ดีใจจนออกนอกหน้าเอ่ยเชิญไป๋เซี่ยเข้ามาเสียหน้าตาเฉย
มู่หวังจงผู้นี้พูดจาหว่านล้อมกลับกลอกได้ช่ำชองนักแม้แต่ฮ่องเต้ยังเอ่ยชมทว่าขุนนางน้อยใหญ่ในท้องพระโรงมีใครไม่รู้ว่านั่นคือคำตักเตือนมีแต่มู่หวังจงที่รู้แต่ทำหูทวนลม ลอยหน้าลอยตาในราชสำนักอย่างสบายใจเฉิบวันนี้มาเยือนถึงเจียงซูสถานที่อันไกลโพ้น คงไม่ต้องเท้าความหาต้นสายปลายเหตุ
อาศัยว่ามีอำนาจจากหลานชายที่เป็ถึงแม่ทัพผู้รับผิดชอบกองกำลังทหารรักษาเมืองหนึ่งในหกกองของฮ่องเต้ อีกทั้งญาติทางฝั่งภรรยายังรั้งตำแหน่งพระสนมเอกเพียงเท่านี้มู่หวังจงยังต้องกลัวสิ่งใดอีก
"คารวะใต้เท้าหลินที่ข้าขอพบท่านวันนี้เพื่อมากล่าวลา ขอใต้เท้าอนุญาต"ไป๋เซี่ยเอ่ยอย่างนอบน้อม เข้าประเด็นตรงไปตรงมาจนคนฟังฉงน
มู่หวังจงนั่งฝั่งตรงข้ามได้ยินเข้ากลับยิ้มแก้มปริ
หลินหานฉีชะงักเล็กน้อย"ท่านอาจารย์ไป๋ ท่านให้เกียรติข้าเกินไปแล้วมีสิ่งใดในจวนทำให้ท่านไม่สะดวกใจหรือไม่ ข้าจะรีบให้คนไปจัดการ"
"รบกวนใต้เท้าแล้วหลายเดือนมานี้ข้าได้อาศัยในจวนสกุลหลิน เื่ความเป็อยู่ไม่ติดขัดสิ่งใดมีแต่จะยิ่งพอใจ"
"เช่นนั้นเรียนถามเหตุใดจึง้ากล่าวลาข้าวันนี้หรือท่าน้าสิ่งใดข้าจะให้คนออกไปหามาให้" หลินหานฉีซักไซ้ไล่เลียงหวังรั้งไป๋เซี่ยให้อยู่ต่อ
"กล่าวใต้เท้าตามตรงข้าสอนวิชาหมัดมวยให้คุณชายทั้งสองมาครึ่งปี แต่คุณชายร่ำเรียนได้ช้ามากเห็นได้ชัดว่าวิชาหมัดมวยของสำนักลั่วซานไม่เหมาะกับพวกเขาฝืนฝึกต่อไปย่อมไม่ส่งผลดี คนเราเมื่อไร้พร์ ทำสิ่งใดล้วนยากยิ่งข้าจึงเห็นว่าไม่ควรให้พวกเขาฝึกวิชาหมัดมวยต่อเมื่อเป็เช่นนี้แล้วให้ข้าอยู่ต่อจะมีประโยชน์อันใด รบกวนใต้เท้าหลินเสียเปล่า"
หลินหานฉีหนักใจกว่าจะเชิญไป๋เซี่ยมาได้ไม่ใช่เื่ง่ายเขาลงทุนไปมากขนาดนี้สุดท้ายกลับไม่เกิดผลใด มิเท่ากับขาดทุนหรือ
ทว่าในใจไป๋เซี่ยไม่มีความคิดจะอยู่ต่ออยู่แล้วไม่ว่าหลินหานฉีจะเอ่ยสิ่งใดล้วนไร้ผล"เดิมทีวิชาของข้าใช้เวลาฝึกไม่นานก็กระจ่างแจ้งได้แล้วแต่พวกเขาทั้งสองเรียนมาตั้งนานยังจดจำท่าหมัดมวยได้ไม่ครบท่านไม่รู้หรือว่ามันหมายความว่าอย่างไร"
หมายความว่าอย่างไร? ก็บุตรชายของหลินหานฉีโง่เขลาอย่างไรเล่าว่าบุตรกระทบบุพการี บุตรเป็เช่นไรขึ้นอยู่กับการสั่งสอนของบิดามารดาบุตรไร้ความสามารถ บุพการีไม่เลวร้ายยิ่งกว่าหรือ หลินหานฉีอยากโต้เถียงเป็เพราะไป๋เซี่ยที่ไร้ความสามารถแต่มีใต้เท้ามู่นั่งยิ้มเป็พยานบุคคลเช่นนี้เขาไม่อาจพูดสิ่งใดให้เสียเกียรติตน
ไป๋เซี่ยยังเอ่ยต่อ"ข้าไม่รบกวนใต้เท้าหลิน ที่มาวันนี้ก็เพื่อมากล่าวลาเมื่อเช้าข้าก็ได้พบคุณชายทั้งสองแล้วก่อนจากไปอยากขอให้ใต้เท้าช่วยกำชับบุตรชายเื่วิชาหมัดมวย หากยังฝึกได้ครึ่งๆกลางๆ เช่นนี้ก็ไม่ควรนำไปใช้ข้างนอก วิชาสำนักลั่วซานมีกฎหากฝึกไม่สำเร็จก็ไม่ถือเป็วิชา ไม่ถือเป็วิชาก็ไม่นับว่าเป็ศิษย์เจอข้าวันหน้าก็ไม่ต้องให้พวกเขามาคารวะเรียกข้าว่าอาจารย์แล้ว"
เช่นนี้ไม่เท่ากับตัดขาดศิษย์อาจารย์หรือหลินหานฉีสองมือกำหมัด ฝืนเอ่ยกับไป๋เซี่ยอย่างนอบน้อม"ท่านพูดถึงขนาดนี้แล้ว หากข้ายังไม่เข้าใจรั้งท่านไว้ในจวนต่อมีแต่จะทำให้ท่านลำบากใจเช่นนั้นข้าต้องขอบใจท่านที่หลายเดือนมานี้ช่วยดูแลบุตรชายแทนข้า"
หลินหานฉีอยากพูดว่า 'ช่วยสอนบุตรชายแทนข้า' แต่ไป๋เซี่ยตัดขาดศิษย์อาจารย์แล้วหากเอ่ยออกไปอีกก็มีแต่จะโต้เถียงกันไม่จบไม่สิ้นสุดท้ายแล้วที่เรียนมาทั้งหมดก็ถือว่าไม่ได้เรียนที่เคยรู้จักก็ถือว่าไม่เคยพบเจอเถอะ
มู่หวังจงเห็นโอกาสเหมาะจึงแทรก"ดี! ดียิ่งนัก พวกท่านตกลงกันได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว"
เดิมทีเื่นี้ควรจะจบลงตั้งนานใต้เท้าหลินเองก็ดื้อดึงเกิน
มู่หวังจงเห็นว่าหากไป๋เซี่ยเดินออกจากจวนสกุลหลินไปแล้วจะมองหน้ากันลำบากแต่หากจะดึงตัวคนมาจากสกุลหลินจำเป็ต้องทำให้ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย
ดังนั้นมู่หวังจงจึงไม่หยุดพูด"ใต้เท้าหลิน ท่านอาจารย์ไป๋มีความสามารถเป็ที่เลื่องลือกันไปทั่วแคว้นไหนเลยจะไม่รู้ว่าผู้ใดเหมาะหรือไม่เหมาะอะไร บุตรชายท่านไม่ถนัดท่าหมัดมวยให้ท่านอาจารย์อยู่ต่อ มีแต่จะทำให้พวกเขาไม่ก้าวหน้าในเมื่อเรียนไปก็ได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่ควรนำท่านั้นมาใช้ให้อายผู้อื่นจริงหรือไม่
เช่นนี้ดีหรือไม่หากใต้เท้าหลินยังคิดไม่ตกว่าจะให้ท่านอาจารย์จากไปเมื่อไรดีให้ท่านอาจารย์มาอยู่ที่จวนของข้าก่อน อย่างนี้แล้วท่านอยากไปหาเมื่อไรย่อมได้ส่วนท่านอาจารย์ไป๋หากท่านคิดว่าไม่เหมาะ เช่นนั้นท่านจะสอนบุตรชายข้าที่จวนเป็การชั่วคราวก็ไม่มีปัญหาข้ายินดีรับเป็สิ่งตอบแทนจากท่าน"
กล่าวไปกล่าวมาไป๋เซี่ยเริ่มขมวดคิ้วเหตุใดเขากลายเป็หมู่ที่กำลังถูกต้อนกระนั้นเื่ที่มู่หวังจงกล่าวเขากลับไม่มีปัญหาแม้ว่าสุดท้ายแล้วใต้เท้ามู่ผู้นี้จะหาประโยชน์ใส่ตัวเองทั้งสิ้นก็ตาม
แต่กับหลินหานฉีแล้วจะกล่าวอะไรได้แม้เหตุการณ์นี้จะเหมือนการชิงตัวคนต่อหน้าทว่ามู่หวังจงกลับรู้ดีว่าหลินหานฉีมีคำว่า 'ตำแหน่ง' ค้ำคออยู่ มิหนำซ้ำมู่หวังจงยังใจกว้าง 'อยากไปหาไป๋เซี่ยเมื่อไรก็ได้' …บัดซบ! จะไปหาห่ามันทำไม
บุตรไม่มีอาจารย์สกุลหลินเป็สกุลใหญ่เื่ศิษย์อาจารย์ถือเป็เื่สำคัญอาจารย์ดีศิษย์จึงน่าเชื่อถือ ศิษย์ดีอาจารย์จึงมีหน้ามีตา อาจารย์นั้นสำคัญนักคุณชายสกุลหลินนอกจากมีวิชาแค่ครึ่งๆ กลางๆ ยังถูกอาจารย์ผู้เดียวตัดขาดอีกสงสัยว่าความฉลาดของพวกเขาคงถูกหลินหลานหรูแย่งไปจนหมดแล้วกระมัง
ในเมื่อทุกอย่างจบลงเช่นนี้ก็ถือว่ามู่หวังจงเป็ฝ่ายได้ชัย
ต้นยามหนึ่ง[1] หลินหลานหรูเดินมาถึงหน้าประตูเรือนใหญ่เวลานั้นเสียงหลินหานฉีกำลังตำหนิบุตรชายทั้งสองดังหยุดฝีเท้าของนาง
ด้วยเื่ของไป๋เซี่ยเดิมทีก็ไม่ใช่เื่ง่ายการที่พี่ชายของนางถูกตำหนินับว่ายังอยู่ในความคาดหมายของนางแต่แรก"แขกคืนนี้ของท่านพ่อคือผู้ใด"
"เป็ใต้เท้ามู่หวังจงเ้าค่ะ"เสี่ยวจิงเอ่ยตอบ กลับเห็นหลินหลานหรูขมวดคิ้ว ใบหน้าคุณหนูเ็าขึ้นมาจนนางใ
ในบรรดาบ่าวรับใช้นอกจากเฉิงอิ้นก็มีนางที่ใกล้ชิดคุณหนูมานานที่สุด แต่นางกลับไม่เคยรู้ว่าในใจของคุณหนูคิดสิ่งใดอยู่ยามนี้จึงใกลัว เกรงว่าตนเองจะเผลอปากมากเอ่ยสิ่งใดผิดไป
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป[2] ที่หลินหลานหรูยืนนิ่งไม่ขยับ
ข้างนอกอากาศหนาว เสี่ยวจิงร้อนใจสองขาจึงเริ่มอยู่ไม่สุข มือที่ถือตะเกียงน้ำมันยกขึ้นยกลงด้วยความกังวลแก้มสองข้างของหลินหลานหรูเริ่มแดงเพราะอากาศที่เย็นตัวขึ้นเรื่อยๆหากเกิดคืนนี้คุณหนูป่วยขึ้นมา นางจะไม่ถูกฮูหยินหักเงินรายเดือนหรือไร"คุณหนู เวลานี้อากาศหนาว อย่ายืนอยู่ข้างนอกนานเลยเ้าคะ"
ขณะที่เสี่ยวจิงเอ่ยหลินหานฉีก็ตำหนิบุตรชายเสร็จเรียบร้อย หลินหลานหรูจึงปรายตามองสาวใช้แวบหนึ่งไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใดก็เดินตรงเข้าไปในเรือนทันที
เสี่ยวจิงถึงกับยกมือทาบอกนึกว่าจะถูกคุณหนูตำหนิเสียแล้ว
จางหรงสาวใช้ข้างกายจิวซื่อมองเห็นคุณหนูเล็กมาถึงจึงเดินกลับเข้าไปรายงานฮูหยินและนายท่านให้ทราบซึ่งเรือนใหญ่ทางปีกขวามีห้องโถงไว้ใช้สำหรับรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับแขกผู้มาเยือนตรงกลางห้องมีโต๊ะกลมขาดใหญ่ รับรองคนได้มากถึงแปดคน โดยจิวซื่อนั่งถัดจากหลินหานฉีทางฝั่งซ้ายส่วนหลินหลงอู่กับหลินหลงอวี้นั่งถัดจากจิวซื่อมาตามลำดับ
หลินหลานหรูมาถึงก็ย่อกายคารวะท่านพ่อท่านแม่และแขกผู้หนึ่งซึ่งนั่งถัดไปทางฝั่งขวาขณะเดียวกันก็พินิจความเป็มาของคนผู้นี้ไปด้วยแล้วก็ให้รู้สึกว่าเฉิงอิ้นกำลังทำงานพลาดอย่างมหันต์
หลินหลานหรูนั่งถัดมาทางด้านข้างของหลินหลงอวี้...สีหน้าคนที่เพิ่งถูกตำหนิมา ดูดีกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก
อาหารเลิศรสกว่ายี่สิบอย่างทั้งของคาวหวานถูกจัดเรียงขึ้นโต๊ะ จัดวางตำแหน่งตกแต่งชามอย่างประณีตคัดสรรผักและเนื้อให้รสชาติเข้ากันทุกชนิด กระทั่งกลิ่นยังชวนหลงใหลแต่ช่างฟุ่มเฟือยโดยไร้ประโยชน์จำเป็อย่างที่สุด
"อาหารมื้อนี้รสเลิศนักใต้เท้าหลินคนครัวของท่านช่างมีฝีมือ"
"เชิญใต้เท้ามู่ตามสบายหากไม่พอข้าจะสั่งให้คนไปทำมาเพิ่ม"
ก่อนหน้านั้นมู่หวังจงเอ่ยชวนไป๋เซี่ยให้อยู่ทานข้าวด้วยกัน ทำมากยิ่งกว่าหลินหานฉีที่เป็เ้าบ้านเพิ่งเกิดเื่ย่อมไม่สะดวกใจกันทั้งสองฝ่าย ยังดีที่ไป๋เซี่ยไม่รั้งอยู่ต่อหลินหานฉีจึงไม่ต้องทนเอ่ยวาจาเอาใจใดๆ อีก
"ใต้เท้าหลินเกรงใจท่านแล้ววันนี้ข้ามาก็เพื่อร่วมฉลองที่คดีทุจริตภาษีปิดลงได้และแสดงความยินดีกับใต้เท้าที่ได้เลื่อนตำแหน่ง อีกทั้งยังได้ย้ายกลับไปเมืองหลวงเช่นนี้แล้วอนาคตของท่านมีแต่จะยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆเทียบกับข้าที่เพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งผู้ตรวจการจะได้กลับเมืองหลวงหรือไม่ยังต้องดูพระทัยของฮ่องเต้"
หลินหลานหรูชะงักเล็กน้อย
"ท่านพ่อได้เลื่อนตำแหน่งหรือขอรับ"หลินหลงอู่มีสีหน้าประหลาดใจแกมยินดี แม้แต่หลินหลงอวี้เองก็ด้วย
จิวซื่อนั้นนางเพิ่งทราบเื่เมื่อต้นชั่วยามก่อนเวลานี้จึงเพียงยิ้มบางรอแค่หนังสือแต่งตั้งอย่างเป็ทางการมาถึงจวนก็ถือว่าทุกอย่างแน่นอนแล้ว
หลินหลานหรูกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มนั่งฟังไปอย่างเงียบเชียบ แม้ในใจกำลังเดือดดาลอย่างไรหากแต่ฉากหน้านางจำเป็ต้องเอ่ยยินดี และต้องยินดีกว่าใครด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนหลินหลานหรูวางแผนปิดรอยรั่วจากคดีทุจริตภาษี เนื่องจากผู้ที่อยู่เื้ัคดีนี้ไม่ใช่คนที่หลินหานฉีจะเอาผิดได้ง่ายเพียงหลักฐานไม่กี่ชิ้น ทว่าเวลานี้การปรากฏตัวของมู่หวังจงที่มาพร้อมกับข่าวการปิดคดีทั้งที่ยังไม่ควรปิดทำให้ทุกอย่างพังจากนี้ก็นับวันรอผลกระทบที่จะตามมาได้เลย
"ลูกดีใจมากเ้าค่ะท่านพ่อ"เสียงของนางกังวานใสดุจสายน้ำ ดวงตารูปเมล็ดซิงเป็ประกายงดงามช่างน่ารักน่าเอ็นดูเป็ที่สุด "เช่นนั้นครอบครัวเราอีกไม่นานคงได้กลับเมืองหลวงแล้วลูกได้ยินจากท่านอาจารย์เย็บปักเล่าให้ฟังว่าบ้านเรือนที่เมืองหลวงใหญ่โตโอ่อ่านักเป็เช่นนั้นจริงหรือไม่เ้าคะ"
หลินหานฉีได้ยินบุตรสาวเอ่ยด้วยความกระตือรือร้นก็ยิ้มตาม"เอาไว้เ้าไปดูเองกับตาดีหรือไม่ หลานหลันของพ่อต้องชอบแน่"
รอบโต๊ะกลมจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความยินดี
"ครอบครัวข้าได้กลับเมืองหลวงครั้งนี้เป็เพราะได้ใต้เท้ามู่ช่วยไว้ยิ่งไม่คิดว่าท่านจะรู้จักกับบิดาข้า"
"ข้ากับท่านเสนาบดีหลินเคยรู้จักกันเรียกได้ว่าสนิทสนมกันดี หากนับแล้วก็เหมือนพี่น้อง ล้วนพึ่งพาอาศัยกันใต้เท้าหลินท่านว่าจริงหรือไม่" มู่หวังจงอิ่มจนสะอึก"ครั้งนี้พอรู้ว่าต้องมารับราชการที่นี่ ก็ได้ท่านเสนาบดีหลินแนะนำมาบอกว่าบุตรชายคนโตดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ที่หนานจิง ช่างเป็เื่น่ายินดีนักอย่างน้อยยังพอมีคนรู้จักคอยช่วยเหลือ ท่านว่าจริงหรือไม่"
"ใต้เท้ามู่ ขอกล่าวตามตรงคดีเกี่ยวกับการทุจริตภาษีครั้งนี้ ผ่านไปหลายเดือนข้ายังหาทางแก้ไม่ได้กระทั่งได้ท่านมาช่วยถือเป็บุญคุณยิ่งนอกจากวันนี้จะคลี่คลายคดีลงได้ยังพบตัวผู้บงการข้าเองก็พลอยได้รับความดีความชอบไปด้วย หากนับกันจริงๆ แล้วความดีความชอบนี้ไม่ต้องกล่าวถึงเห็นได้ชัดว่าเป็ผลงานของท่านทั้งนั้น ครั้งนี้ถ้าไม่ได้ท่านมีหรือข้าจะได้ย้ายกลับไปเมืองหลวง"
"ฮะฮ่า ดี ดียิ่งนักใต้เท้าหลินท่านช่างเป็คนตรงไปตรงมาจริงๆ กล่าวได้ดีๆ "
"ใต้เท้ามู่เชิญดื่มสุราจอกนี้ข้าดื่มให้ท่าน"
จิวซื่อยกสุราจอกหนึ่งแสดงความนับถือเช่นกัน"ข้าขอดื่มให้ใต้เท้ามู่เช่นกันเ้าค่ะ"
"เชิญๆ เชิญใต้เท้าหลิน"มู่หวังจงก็ยกสุราดื่มไปหลายจอกเช่นกัน
ดื่มกันไปหลายจอกแล้วหลินหลานหรูเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย นางใช้ตะเกียบคีบขนมเปี๊ยะหน้างาขึ้นมากัดไปคำเล็กๆ คำหนึ่ง พลันรู้สึกว่าใต้เท้ามู่ผู้นี้ช่างอ้วนนักอยู่ที่จวนคงกินดีอยู่ดีไม่น้อย นอกจากนั้นแล้วสายตายังดีอีกด้วยไล่กวาดมองไปทั้งแต่ท่านแม่ของนางที่หน้าตางดงามมีเสน่ห์และนิสัยเย่อหยิ่งอย่างมีศักดิ์ศรีกระทั่งมองข้ามพี่ชายทั้งสองมายังนาง
สายตามู่หวังจงโลมเลียน่าหยาบคายยิ่งกระนั้นยังไม่เว้นแม้แต่สาวใช้ด้านข้างเห็นทีว่าสายตาเช่นนี้คงแต่งภรรยามานับไม่ถ้วน
นับว่าในสมองของหลินหลานหรูไม่เคยคิดเื่ดีแม้แต่เวลานี้นางยังคิดหาหญิงงามสักคนมาล่อตามู่หวังจงให้ติดกับซึ่งจะเป็หญิงงามสกุลใดที่บิดามีอำนาจมากล้นรักบุตรสาวถึงขั้นกล้าปฏิเสธมู่หวังจงได้ หากเวลานั้นมาถึงไปขัดใจมู่หวังจงเข้าผลจะออกมาเช่นไร
เป้าหมายของหลินหลานหรูคือ้าประเมินความโเี้ของคนผู้นี้เขาจะถึงขั้นฆ่าล้างทั้งครอบครัวเพื่อหญิงงามนางหนึ่งได้หรือไม่
"น้องเล็ก เ้าคิดอะไรอยู่ขนมเปี๊ยะหลุดจากตะเกียบเ้าแล้ว" หลินหลงอวี้เอ่ยเสียงเบาคีบขนมดอกเหมยให้นางชิ้นหนึ่ง "ให้เ้า กินเยอะๆ "
หลินหลานหรูยิ้มก่อนขยับปากขอบคุณเสียงเบา
จางหรงสาวใช้คนสนิทของจิวซื่อยกกาสุราลายครามชั้นดีขึ้นมาเป็สุราร้อยบุปผาจากเจ้อเจียง ว่ากันว่าฤทธิ์แรงนักนางรินให้นายท่านสกุลหลินและใต้เท้ามู่อีกครั้ง พลางส่งสายตาให้มู่หวังจงไปด้วย
มู่หวังจงกวาดสายตามองจางหรงเป็ประกายทั้งยังมองตามหลังนางไป กว่าจะหันกลับมาได้หลินหานฉีต้องเรียกอยู่หลายครั้งเกรงว่าใต้เท้ามู่จะเริ่มเมาแล้ว
ใช่ว่าหลินหลานหรูไม่เคยสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างจางหรงกับหลินหานฉีเพียงแต่นางเห็นว่าท่านพ่อไม่เคยสนใจสาวใช้ผู้นี้นางจึงปล่อยผ่านไปเวลานี้จางหรงแสดงออกชัดเจนนัก นางจำต้องวางตะเกียบในมือลงเกรงว่าจะทนไม่ไหวแล้วลงมือควักลูกตาผู้อื่นเข้า
ถึงอย่างนั้นเบื้องหน้านางก็ยังคงยิ้มแล้วเอ่ยชมแทน"ใต้เท้ามู่ช่างเก่งกาจนักเ้าค่ะ"
มู่หวังจงเป็คนชอบให้ผู้อื่นประจบประแจงชื่นชมตนเห็นเด็กน้อยงดงามเช่นนางกล่าวชม ในใจพลันปีติยินดี ยังดีที่หลินหลานหรูไม่ได้นั่งใกล้ใต้เท้ามู่มิเช่นนั้นนางคงถูกมู่หวังจงเ้าหมูสกปรกคว้าตัวเข้าไปกอด
"คุณหนูผู้นี้คือบุตรสาวคนเล็กท่านหรือหน้าตางดงามยิ่งนัก เสียดายที่ข้าอายุมากแล้ว ไม่สามารถเอ็นดูนางได้หากข้าเกิดช้าอีกสักยี่สิบปี จะรับคุณหนูหลินกลับจวนด้วยอย่างแน่นอน"
จิวซื่อหน้าตึงคำของคนเมาช่างน่ากลัวนัก
แม้แต่หลินหลานหรูยังคิด เ้าหมูอ้วนสกปรกแม้แต่เด็กเ้าก็ยังไม่เว้น ข้าจะตอนเ้าไม่ช้าก็เร็ว!
หลินหานฉีกำจอกสุราแน่นขึ้นทว่าเพียงชั่วอึดใจก็ปล่อยมือก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มขื่นการกลับเมืองหลวงครั้งนี้ยังไม่แน่นอน จำเป็ต้องอาศัยอำนาจบารมีจากมู่หวังจงขืนต่อต้านเวลานี้คงเกิดผลเสียมากกว่าดี "เป็วาสนาครอบครัวข้ามีน้อยใต้เท้ามู่เพิ่งมาถึง ไม่นานครอบครัวข้าก็ต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว หากมีโอกาสภายภาคหน้าบุตรชายทั้งสองของข้าคงได้รับใช้ท่าน"
"ดี! ดีมาก"มู่หวังจงตบหน้าขาดังฉาด "ข้าเองก็แต่งภรรยามีบุตรชายและบุตรสาวหลายคนทว่าพวกเขาต่างรั้งอยู่ที่เมืองหลวงมีเพียงเจาเอ๋อร์ที่ไม่ว่าอย่างไรจะขอติดตามมาให้ได้อายุเองก็ไล่เลี่ยกับบุตรชายท่าน อยู่หนานจิงคนรู้จักน้อยเช่นนั้นใต้เท้าหลินให้บุตรชายบุตรสาวท่านเล่นเป็เพื่อนบุตรชายข้าเป็ไร ท่านว่าดีหรือไม่"
หลินหานฉียิ้มฝืดเฝื่อน"เช่นนั้นยิ่งดี เชิญใต้เท้ามู่พาบุตรชายท่านมาเยี่ยมเยียนได้ทุกเมื่อ"
ฝั่งผู้ใหญ่เอ่ยกันไปได้หลายประโยคทว่าอีกฝั่งหลินหลงอวี้สะกิดแขนหลินหลานหรูเบาๆ ก่อนเอนตัวมากระซิบกับนาง"ใต้เท้าผู้นี้น่ารังเกียจนัก พาตัวเองมากินดื่มที่จวนเรายังไม่พอคิดพาลูกชายมาช่วยกินอีก"
"พี่รองท่านวางใจคุณชายผู้นั้นไม่กล้ามาเหยียบจวนเราเป็ครั้งที่สองแน่เ้าค่ะ"
หลินหลงอวี้และหลินหลานหรูรับรู้ร่วมกันต่างฝ่ายต่างมีแผนการในใจ เกรงว่าคุณชายมู่ผู้นั้นจะพบกับความลำบากเข้าแล้วพอคิดเช่นนี้หลินหลงอวี้ก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว เผลอหลุดไปเล็กน้อย
ทว่าหลินหลานหรูกลับอยากรู้ว่าโทสะของคนเมาจะเป็เช่นไรจึงอาศัยจังหวะที่หลินหลงอวี้ยกมือขึ้นปิดเสียงหัวเราะนางเองก็ทำทีเผลอมือไปโดนตะเกียบตกพื้นจนเกิดเสียงคิดจะก้มลงเก็บแต่เป็จิวซื่อห้ามไว้ ทุกคนจึงมองมาที่นางกับหลินหลงอวี้
หลินหลานหรูมองรอบด้านอย่างรู้สึกผิดในใจกลับไม่คิดเช่นนั้น พี่รองเ้าคะก่อนจะถึงเวลาของคุณชายมู่ มาลองถูกแกล้งดูก่อนเป็อย่างไร
"ขออภัยเ้าค่ะ"
ไม่รู้ว่าเป็เพราะแสงตะเกียงในห้องหรือเพราะฤทธิ์สุราใบหน้าของมู่หวังจงถึงได้แดงก่ำเช่นนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยก็ฟังดูเข้มขึ้นมาหลายส่วน"คุณหนูหลิน คุณชายหลิน กระซิบกระซาบกันเช่นนั้น คงมีเื่สนุกให้พูดคุยกันเกรงว่าผู้ใหญ่อย่างข้ามาเยือนจวนใต้เท้าหลินวันนี้จะรบกวนเหล่าคุณหนูคุณชายเข้าแล้ว"
หลินหานฉีพลันหน้าเปลี่ยนสีหันมองภรรยาอย่างตำหนิที่ไม่ควบคุมบุตรทั้งสองให้ดี"ใต้เท้ามู่กล่าวหนักไปแล้ว เป็บุตรของข้าที่ไม่รู้ความพวกเขาทั้งสองยังเล็กนัก ทั้งยังซุกซนจึงไม่รู้มารยาทใดควรมิควร"
"ข้าเห็นด้วย!พวกเขาควรได้รับการสั่งสอนที่เข้มงวดกว่านี้ เมื่อต้นชั่วยามก่อนท่านเห็นหรือไม่อาจารย์ไป๋เซี่ยก็เพิ่งมากล่าวลาไปไม่ใช่หรือ ไม่มีเหตุย่อมหาผลไม่เจอบุตรท่านประพฤติตนเช่นนี้ไม่เหมาะสมนัก" มู่หวังจงเมาแล้วพูดจาเลอะเลือนถึงอย่างนั้นก็ยังมีสติอยู่ ทุกคำที่เอ่ยจึงล้วนมุ่งเป้าไปที่หลินหลงอู่หลินหลงอวี้และหลินหลานหรู ไม่วายกระทบไปถึงบุพการีผู้อบรมสั่งสอน
ใบหน้าหลินหลงอู่แดงก่ำไม่ต่างจากไฟที่กำลังลุกไหม้กล่าวหากันเช่นนี้ได้อย่างไร คนเมาเป็เช่นนี้หรือ ยิ่งไปกว่านั้นจิวซื่อนางยังโดนสามีตำหนิ ภายในใจยิ่งคุกรุ่นไปด้วยไฟโทสะส่วนหลินหานฉีโดนกระทบเข้าเช่นนี้ แม้ปากไม่พูดอะไร สีหน้าก็ดูไม่ดีเท่าไรนักกระทั่งวางจอกสุรายังลงน้ำหนักไปตั้งหลายส่วน
อืม...ที่แท้โทสะของคนเมาเป็เช่นนี้เอง เอาละ เกมนี้นางเริ่ม นางก็เป็คนปิดเองถึงอย่างไรมู่หวังจงก็ชอบคนประจบประแจง แค่นางพูดเสียงหวานหน่อยก็ใช้ได้แล้ว
"ขออภัยใต้เท้ามู่เ้าค่ะหรูเอ๋อร์ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก ยิ่งเป็แขกมาเยือนถึงจวนยิ่งไม่เคยมีมาก่อนเห็นใต้เท้ามู่ให้เกียรติมาเยือนถึงที่จึงตื่นเต้นจนเผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสมทั้งเมื่อครู่ใต้เท้ายังกล่าวถึงบุตรชายพอข้าทราบว่าคุณชายมู่จะมาเล่นเป็เพื่อนที่จวนจึงพลั้งปากเอ่ยเล่นกับพี่ชายไปไม่คิดว่าจะเป็การไม่รักษามารยาทเ้าค่ะ" ท้ายประโยคนางปรับเสียงให้เบาลงฟังแล้วดูเหมือนสำนึกผิดและน่าสงสารยิ่ง
แต่แรกมู่หวังจงก็ไม่ใช่คนไร้หัวคิดไม่มีทางต่อว่านางที่กล่าวแสดงความรู้สึกเช่นนี้ออกมา
"ใต้เท้าหลินท่านดู ท่านดูบุตรสาวท่านช่างพูดจาได้น่าฟังนัก เป็เช่นนี้แล้วมีหรือที่ข้าจะไม่เอ็นดูนางถ้าข้าพอจะช่วยเหลืออะไรท่านได้... เอ๊ะ เอาเช่นนี้ข้าพอรู้จักอาจารย์ผู้หนึ่งชื่อเฉาอัน อดีตเคยสอนในสำนักศึกษาหลวง ได้ยินว่าเขาลาออกมานานหลายปีเมื่อสองวันก่อนพอทราบข่าวว่าอาจารย์เฉาอันผู้นี้พักอยู่ในหนานจิง ช่างบังเอิญนักข้าเองยังต้องหาวันไปเยี่ยมเยียนสักครั้ง ให้เหล่าเด็กๆได้เล่าเรียนศึกษาตำรากับท่านอาจารย์ที่ดี ไปที่ไหนมีใครไม่พูดถึงท่านว่าดีหรือไม่"
"ดีนัก! ถือเป็ข่าวดีจริง"หลินหานฉียิ้มเต็มใบหน้า ไม่รู้ว่าโทสะที่อัดเต็มในอกเมื่อครู่วิ่งหนีไปที่ใดหมด"เช่นนั้นบุตรชายของข้าทั้งสองคงต้องพึ่งใต้เท้ามู่ช่วยส่งเสริม"
แม้แต่จิวซื่อก็ยังเห็นดีเห็นงามไปด้วย"คงต้องรบกวนใต้เท้าช่วยเป็ธุระให้แล้วเ้าค่ะ"
ทว่าสีหน้าหลินหลงอู่กับหลินหลงอวี้เวลานี้ดูย่ำแย่ยิ่งนักหากพิจารณาดูดีๆ แล้ว เป็หลินหลงอู่มากกว่าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเดิมทีหลินหลงอู่ก็ไม่ชอบเรียนตำราเป็นิสัย สิ่งที่เขาถนัดคือการจับมีดถือดาบต่อสู้หากเป็หลินหลงอวี้ก็พอไหว ถึงเ้าตัวจะชอบการต่อสู้ เื่ตำราก็ไม่ด้อยพูดได้ว่าเก่งทั้งบุ๋นทั้งบู๊
เพียงแต่มู่หวังจงชอบใจหลินหลานหรูนัก"จะแค่บุตรชายทั้งสองได้อย่างไร คุณหนูหลินก็ควรได้เล่าเรียนด้วยเป็ถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ไม่รู้หนังสือได้อย่างไร อนาคตยังอีกยาวไกลไม่แน่ว่าครอบครัวเราทั้งสองตระกูลอาจได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น"
กล่าวเช่นนี้เจตนามิเท่ากับว่าคิดจับจองหลินหลานหรูให้บุตรชายตนหรือใต้เท้ามู่ไม่รู้ว่าในใจหลินหลานหรูกำลังวางแผนสิ่งใด
แววตานางอำมหิตยิ่ง ใครจะรู้ว่าผู้ใดทำหากใต้เท้ามู่และบุตรชายเกิดตายขณะนอนหลับไปเช่นนั้น
หลินหลานหรูยิ้มแต่เป็ยิ้มที่ชวนคนขนหัวลุก
_________________________________
[1] ยามหนึ่ง หรือ ยามซวี คือ ่เวลา 19.00 น. ถึง 21.00 น.
[2] หนึ่งก้านธูปเป็การบอกเวลาโดยประมาณของจีนโบราณ ประมาณครึ่งชั่วโมง