ถูกจับตัวมาที่นี่ก็โชคร้ายมากแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะถูกจับมาที่นี่พร้อมกับสามีคนที่สามของตัวเอง
หากเป็นเซียวสิงเยี่ยนหรือหยูยวนคนใดคนหนึ่ง ไม่แน่ตอนนี้อาจหนีออกไปได้แล้ว แต่นี่กลับเป็นกู่หยางคนนี้ กู่หยางซึ่งไม่เป็นทั้งวิชาต่อสู้ ทั้งใช้ยาพิษไม่เป็น นี่มันน่าอายชะมัด
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ช่วยอะไรก็ไม่ได้ หุบปากไปซะ”
เดิมที อันเยว่ไม่อยากอารมณ์เสีย แต่ในเวลานี้ ความตกใจและสถานการณ์รอบตัว ทำให้นางไม่สามารถห้ามมือและเท้าของนางได้จริง ๆ
หลังจากตะโกนหนึ่งครั้ง แม้จะไม่มีคนขานรับ แต่อันเยว่ยังคงตะโกนออกไปข้างนอก
“ข้าเป็นตัวประกันให้พวกเจ้าได้นะ จะทำให้พวกเจ้าได้เงินเยอะเลย หรือว่าพวกเจ้าไม่อยากได้เงิน?”
แต่ละคนแต่งตัวซอมซ่อ เห็นได้ชัดว่าโจรเหล่านี้ยากจนแค่ไหน
ตราบใดที่เป็นเรื่องเงิน พวกเขาต้องรู้สึกหวั่นไหวแน่ ๆ
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ผ่านไปไม่นานมีคนสองสามคนมาที่ห้องขัง เมื่อเห็นอันเยว่ที่กำลังแหกปากก็ตะเพิดหนึ่งคำ “หากเจ้าเสียงดังอีกข้าจะดึงลิ้นเจ้าออกมา”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่อันเยว่ก็ถูกพาตัวไปตามที่คาดการณ์ไว้ นางหันกลับไปมองกู่หยาง เดิมทีนางจะบอกเขาว่าอย่าเพิ่งร้อนใจ ขอแค่รอนางกลับมา
แต่เมื่ออันเยว่หันกลับไป กลับเห็นกู่หยางพิงกำแพงด้วยท่าทางสบาย ๆ สีหน้าไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อันเยว่ก็ถอนหายใจแล้วเดินตามพวกเขาออกไป
ครั้งนี้คนที่ต้อนรับนางไม่ใช่หลิวหลาน แต่เป็นสตรีที่ดูเหมือนจะมีความรู้อยู่บ้างคนนั้น
อากัปกิริยาและการพูดของนางไม่ธรรมดา ตามหลักแล้ว สตรีประเภทนี้จะไม่กลายเป็นโจรง่าย ๆ นอกจากว่ามีความลำบากใจบางอย่าง
ถึงแม้จะอยู่ในอาณาจักรที่สตรีได้รับการเคารพนับถือในราชวงศ์โจว ทว่าสตรีที่เคยเรียนหนังสือมาก่อน ภูมิหลังครอบครัวย่อมไม่ธรรมดา
มิเช่นนั้น แค่รู้อักษรเพียงสองสามตัวก็เพียงพอแล้ว
อันเยว่เป็นฝ่ายเดินไปนั่งที่โต๊ะ เมื่อเห็นว่ามีกาน้ำชากับถ้วยชาวางอยู่บนโต๊ะ นางก็รินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย ไม่ได้ดื่มน้ำเลยทั้งวัน นางรู้สึกกระหายน้ำจนคอแทบจะพ่นควันได้อยู่แล้ว
สิ่งนี้ทำให้คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตกตะลึงอย่างมาก นี่มันตัวประกันแบบไหนกัน ทำเหมือนว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองเสียมากกว่า
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะวางยาพิษในน้ำชาหรือ?”
“ตามสบาย ถึงอย่างไร พวกเจ้าก็ตัดสินให้ข้าร่วมเป็นร่วมตายกับหัวหน้าของพวกเจ้าแล้วนี่ ข้ายังต้องกลัวอะไรอีก?”
อันเยว่พยายามทำตัวผ่อนคลาย นางเอนกายบนเก้าอี้และมองสตรีตรงหน้า
หากอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรนางจริง ๆ แน่นอนว่าย่อมไม่ให้นางนั่งสบาย ๆ อยู่ที่นี่ ฉะนั้น แผนการของนางได้ผลแล้ว
“ไม่มีใครที่ยังใจเย็นอยู่ได้ขนาดนี้เมื่อมาที่หมู่บ้านบนภูเขาของเรา เจ้า เป็นใครกันแน่?”
“เดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนแซ่ ข้าอันเยว่”
“อัน…”
ในเมืองฮวาตูมีผู้คนไม่มากที่แซ่อัน มีเพียงครอบครัวของอันเยว่เท่านั้น เมื่อตรวจสอบจากจำนวนก็เป็นเรื่องง่ายมาก
“เด็ก ๆ”
นางเรียกลูกน้องมาหา หลังจากกระซิบข้างหูก็โบกมือให้ลูกน้องออกไป ก่อนจะมองมาที่อันเยว่
“ไม่ทราบว่าเจ้ามีนามว่าอะไร”
หลักการที่ว่ามือที่ยื่นออกมาย่อมไม่ตบคนที่ส่งยิ้มให้ ไม่ว่าไปที่ไหนก็ใช้ได้ทั้งสิ้น เพียงสามารถให้โอกาสตัวเองได้พูด ต้องสำเร็จแน่นอน
“เจ้าเรียกข้าว่าหานอิงก็ได้”
หานอิง ชื่อค่อนข้างน่าสนใจดี
อันเยว่เผยรอยยิ้ม นางเคาะโต๊ะเบา ๆ แล้วพูดทีละคำ “ถ้าอย่างนั้น เรามาคุยธุระกันอย่างตรงไปตรงมาเถอะ”
“ธุระ?”
“ใช่ ที่เจ้าพาข้ามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อต้องการเงินหรอกหรือ?”
ท่าทีตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้หานอิงตกใจมาก นี่หรือตัวประกัน?
“ในเมื่อเจ้าตั้งใจจะร่วมมือกับเรา ก็ยิ่งสะดวก เจ้าเขียนจดหมายส่งกลับไปหนึ่งฉบับ เพื่อให้คนในครอบครัวของเจ้าเตรียมเงินไว้ห้าพันตำลึง”
ห้าพันตำลึง?
อันเยว่มองสตรีตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เป็นเรื่องธรรมดากับการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่หากต้องการเงินห้าพันตำลึงนั้นคงจะยาก
อย่าว่าแต่คนในบ้านจะไม่มี ต่อให้นำเงินของนางมารวมกัน เกรงว่าในตอนนี้ก็คงมีไม่ถึงห้าพันตำลึง
ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่แค่ต้องหาเงิน ยังต้องใช้เงินไปกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย รวมถึงวัตถุดิบและเรื่องต่าง ๆ เมล็ดละหุ่งในทุ่งนาก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ต่อให้นางประหยัดวัตถุดิบก็ยังยาก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อันเยว่ก็ยิ้มน้อย ๆ แล้วตอบกลับไป “ไม่มีปัญหา เงินแค่ห้าพันตำลึงเองไม่ใช่หรือ? ออกจะน้อยไปด้วยซ้ำ เอาอย่างนี้ ครอบครัวของข้าสามารถจ่ายได้มากถึงหนึ่งหมื่นตำลึง แค่ข้าเขียนจดหมายกลับไปเพื่อให้พวกเขาเตรียมเงิน แล้วนำไปส่งยังสถานที่เจ้ากำหนด”
อันเยว่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจนหานอิงรู้สึกแปลกใจมาก มันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?
อันเยว่มองผ่านหานอิงไปยังคนข้าง ๆ แล้วตะโกนขึ้นหนึ่งคำ “ยังจะรออะไรอีก? ยังไม่ไปเตรียมพู่กันกับหมึกให้ข้า?”
หากไม่มีพู่กันกับหมึกแล้วจะใช้อะไรเขียนจดหมาย นับประสาอะไรกับการขอให้คนในครอบครัวเตรียมเงิน
หานอิงโบกมือ จากนั้นพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึกก็ถูกนำเข้ามา
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ของอะไร ๆ ก็เพียบพร้อม หมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้ก็ไม่ได้ดูโกโรโกโสเท่าไร หานอิงผู้นี้เป็นใครกันแน่ ดูท่าแล้วควรรอบคอบเสียหน่อย
เมื่อหยิบกระดาษและกำลังจะเริ่มเขียน จู่ ๆ หานอิงก็กดมืออันเยว่ด้วยสีหน้าที่ไม่สามารถเข้าใจได้
เมื่อโจรคนหนึ่งเจอกับตัวประกัน สิ่งแรกคือต้องรีดตัวประกันจนแห้งถึงจะถูกต้อง แล้วไยนางถึงยังดูลังเลเช่นนี้ล่ะ?
เกรงว่านางคงไม่เคยเจอใครที่เหมือนอันเยว่มาก่อน ที่เป็นฝ่ายเสนอเงินให้ แม้กระทั่งเป็นตัวประกัน
“มีอะไรหรือ?”
“เจ้าคิดดี ๆ นะ เงินหนึ่งหมื่นตำลึงไม่ใช่น้อย ๆ อีกอย่าง หากครอบครัวของเจ้าไม่สามารถหาเงินจำนวนนี้มาได้ เกรงว่าเจ้ากับสามีของเจ้าคนนั้นจะไม่มีชีวิตรอดกลับไป”
ในขณะที่นางพูด อันเยว่เห็นความกังวลในดวงตาของนาง สตรีที่ชื่อหานอิงผู้นี้ยังมีคุณธรรมอยู่บ้าง ไม่เหมือนคนชั่วช้าสามานย์เหล่านั้น ที่คิดแค่ว่าทำอย่างไรถึงจะได้เงินมากขึ้น
“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้ารู้จักความพอดี หรือว่าข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออย่างนั้น?”
“เอาอย่างนี้ เขียนห้าพันตำลึงเถอะ เราเองก็ไม่ได้ต้องการเงินมากมายขนาดนั้น”
หานอิงผู้นี้แปลกจริง ๆ อย่าว่าแต่คนสมัยก่อนเลย ต่อให้เป็นคนในอนาคต ใครกันจะไม่ชอบเงินเยอะ ๆ?
ท่าทีของนางมีสิ่งผิดปกติแน่นอน แต่อันเยว่มองไม่ออกว่ามันผิดปกติตรงไหนกันแน่
“ได้ เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า”
อันเยว่ก็ไม่อยากโต้เถียงกับนางเช่นกัน ในเมื่อนางบอกก็ทำตามไปเถอะ
จากนั้นอันเยว่ก็เขียนจดหมายอย่างชัดแจ้ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอันใด และไม่ได้เปิดเผยตำแหน่งของที่นี่ แม้กระทั่งไม่ได้ใช้ถ้อยคำมากเกินความจำเป็น
เมื่อส่งมอบจดหมายให้หานอิงแล้ว หานอิงก็อ่านอย่างตั้งใจหลายครั้ง จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหา นางถึงได้เรียกอีกสองคนให้นำจดหมายไปส่งยังที่อยู่ตามที่อันเยว่บอก