คนข้างหลังก็รีบร้อนจากไปเหมือนไฟลนก้น
นายหญิงใหญ่จนปัญญา ทำได้เพียงคลึงขมับที่ปวดจนเต้นตุบๆของตนเอง และคิดว่าจะไปรวบรวมเงินสองพันตำลึงทองมาจากที่ใด?
สมัยที่ตนแต่งเข้ามา สินสมรสยังไม่ถึงสองพันตำลึงทองเลย!
นางโลมอะไรมีค่าถึงสองพันสองตำลึงทอง?
แค่คิดนายหญิงใหญ่ก็รู้สึกแน่นหน้าอก จนแม้แต่หายใจยังเจ็บปวด
เกิดเรื่องเช่นนี้ เกรงว่านายหญิงผู้เฒ่าคงด่านางสาดเสียเทเสีย
แม้สกุลหยวนจะมีทรัพย์สินมากมายไม่ขาดเงิน แต่สองพันตำลึงทองก็ใช่ว่าจะรวบรวมมาได้ในชั่วข้ามคืนเงินจำนวนนี้หากลงรายการในบัญชีส่วนรวมคาดว่าคนขี้เหนียวอย่างนายหญิงผู้เฒ่าอาจโกรธจนยึดอำนาจคุมห้องเครื่องและการดูแลเรือนของนางคืน
อีกนัยหนึ่ง นางชอบบุตรชายของตนแค่ไหน ย่อมรู้ว่าหยวนหยางฮุยเดิมเป็นคนเสเพลชื่อเสียงกระฉ่อนในเมืองซูโจวและไม่มีใครชื่นชอบนัก
ทว่าจะเสเพลอย่างไรก็ไม่ควรเจ้าสำราญถึงขั้นไปนั่งเคล้าสุรานารีและลงบัญชีหนี้ไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย!
นี่ไม่เพียงเหยียบย่ำเกียรติของจวนสกุลหยวนจนจมดินเท่านั้น ยังขว้างชื่อเสียงและอนาคตของตัวหยวนหยางฮุยเองลงมาบดขยี้ด้วย!
ช่างน่าปวดหัวไปทุกเรื่องจริงๆ
โชคดีเพียงเรื่องเดียวในตอนนี้เกรงว่าจะเป็นสามีของนางนายท่านใหญ่หยวนซึ่งรับตำแหน่งนายอำเภอไกลถึงหมิ่นหนาน [1] เพราะหากเขารู้เข้า หลังคาบ้านใหญ่สกุลหยวนคงโดนเขารื้อออก
หน้าประตูจวนสกุลหยวนวุ่นวายถึงเพียงนี้ ฝั่งหยวนหยางฮุยไม่รู้เรื่องรู้ราวแม้แต่น้อย
เขายังนอนหลับอยู่ในดินแดนสาวงามของตนเอง ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น
หยวนหยางฮุยรู้สึกว่าร่างกายไม่เจ็บปวดตรงไหนแต่ในหัวยังนึกถึงความรู้สึกสนุกเคลิบเคลิ้มเมื่อวาน
เพียงหันข้างเห็นร่างแน่งน้อยอยู่ในอ้อมแขนปรนนิบัติเขาอย่างกระตือรือร้นเอาใจใส่ จิตใจก็ล่องลอยอีกครั้งจนเกือบลืมว่าตนเองเป็นใคร
เขาอายุยังน้อย เมื่อวานโดนยั่วยุหลอกล่อจากสหายเลวจดจ่อแต่จะไปหอโคมแดงท่าเดียว และก็ไปหอเฟิ่งไหลที่เยี่ยนเจาเจากล่าวเข้าจริงๆ
หนานหมิงเหอรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาต้องการขุดหลุมพรางให้เขาจึงเรียกคนไป “กำชับ” กุ้ยกงเป็นพิเศษว่าต้องปรนนิบัตินายน้อยท่านนี้ของพวกเราให้ดีๆ
หยวนหยางฮุยดื่มสุราขึ้นชื่อในหอนางโลมสองสามจอกก็คึกคะนองประกาศก้องว่าต้องการครอบครองแม่นางเฉินเซียงอันดับต้นตามคาด
คนรอบข้างส่วนใหญ่ล้วนโห่ร้องยุยงไปทั่วบางคนก็แข่งประมูลราคากับคนโง่ที่อาจหาญที่สุดตามธรรมเนียม คุณชายใจกล้าผู้นี้เดือดดาลหัวร้อนจึงวางเงินนับพันตำลึงอย่างโอหัง
มีคนรอบๆ ถามฐานะของเขาอย่างอิจฉา น้ำเสียงริษยาในคำพูดนั้นยิ่งเพิ่มความหยิ่งทระนงจอมปลอมในใจของเขา
เขาทำตามความปรารถนาของกุ้ยกงซ้ายขวาจริงๆ หลังจากโดนประจบประแจงก็เขียนชื่อลงนามยอมรับอย่างภาคภูมิใจและเขียน “วางเงินนับพันตำลึง” เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนออกมา
นายหญิงใหญ่ตอบรับคำขอร้องของเขาเสมอ ปกติเขาจึงสนใจเพียงใช้จ่ายเงินทั้งยังคิดว่าครอบครัวร่ำรวยอู้ฟู่ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าสองพันตำลึงทองคือเท่าไร
วันนี้เขาคิดเพียงว่า “วางเงินนับพันตำลึง” ที่ตนเคยอ่านจากในบทละครไม่ได้วิเศษวิโสตรงไหนถึงจะมันทำให้เขาตัวลอยสบายไปทั้งร่างก็ตาม
หยวนหยางฮุยไม่สนใจเด็กรับใช้ที่คอยห้ามปรามยกฐานะต้าเกอเอ๋อร์สกุลหยวนของตนเองออกมาและเขียนโคลงตลกขบขันหน้าไม่อายบทหนึ่งกลางโถง แม่นางเฉินเซียงอันดับต้นคนนั้นแสดงความเห็นอย่างเหนียมอายว่าคุณชายท่านนี้เป็นเอกบุรุษอายุน้อย กลอนในมือยิ่งล้ำเลิศโดดเด่นจนหัวใจเต้นระรัว
แท้จริงแล้วนางใจเต้นกับตำลึงทองหรือใจเต้นกับกลอนลายมือยึกยือไม่กี่บรรทัด ที่เรียกมันว่าโคลงตลกยังออกจะเป็นการยกยอเกินไปทุกคนก็สุดจะรู้
แต่สุดท้ายหยวนหยางฮุยก็โอบสาวงามกลับไปได้สำเร็จ
เรื่องราวเช่นนี้ย่อมไม่แพร่กระจายในทันทีเพราะอย่างไรเสียเป็ดต้มสุกย่อมบินหนีไม่พ้น [2]
ดังนั้นทุกคนในหอนางโลมจึงต่างหยอกล้อส่งหยวนหยางฮุยกับแม่นางเฉินเซียงที่แสร้งขวยเขินเข้าห้องหอไป
แต่ต้องรอข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก ฝังตะปูไว้บนกระดาน [3] บิดพลิ้วไม่ได้แล้วเสียก่อน ค่อยถึงตาให้พวกเขาลงมือ
คนของหอเฟิ่งไหลก็ช่างสรรหาไปเอะอะอย่างที่ทำกันในคืนส่งตัวเข้าหอราวกับว่าหยวนหยางฮุยกับแม่นางเฉินเซียงเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวกันจริงๆ ทำให้หยวนหยางฮุยรู้สึกแปลกใหม่พลันถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างรำพึงรำพัน ชีวิตคนเรามีความสุขสามอย่างจริงๆ ด้วย!
“ตอนมีชื่ออยู่บนกระดานทองคำ [4]” วันนี้ตนประพันธ์กวีบทหนึ่งดึงดูดหญิงงามให้ใจเต้นมิใช่นี่คือสอบผ่านจอหงวนแล้วหรอกหรือ?
“ห่างบ้านพบสหายรู้ใจ” ไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก แม้จะยังอยู่ในเมืองซูโจวก็ตามเมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าคนในหอนางโลมล้วนไร้ค่า ไม่สำคัญ แต่วันนี้พลันคิดว่าช่างพูดจาได้น่าฟังพาจิตใจเขาเบิกบานชื่นมื่น แทบอยากจะร่วมสาบานเป็นพี่น้องกันทันทีพอจะนับว่าเป็นสหายรู้ใจได้แล้วกระมัง
“คืนแรกที่ส่งตัวเข้าหอ” เขากับแม่นางเฉินเซียงร่วมเริงรัก พบขนบธรรมเนียมมากมายคงนับว่าเข้าหอแล้ว
ไม่รู้ว่าหยวนหยางฮุยได้สังเกตหรือไม่ว่า ห้องข้างในของหอนางโลมยังจุดเทียนแกะสลักหงส์มังกรคู่ผ้าห่มไหมที่ใช้บนเตียงยังเป็นผ้าห่มยวนยางคลอคู่สีแดงสด
การล้อเลียนนี้ มิใช่เป็นฝีมือของพวกปากว่าตาขยิบ คลั่งไคล้หญิงงามแต่แสร้งเล่นบทคนสง่าผ่าเผยหรอกหรือ?
น่าเสียดายที่เรื่องราวในหอนางโลมนี้ ยังโดนบัณฑิตที่มีวาทศิลป์บางคนเรียกว่ารสนิยมส่วนตัวอย่างหนึ่งจนคนหัวเราะแทบฟันร่วงกันทั้งบาง
ช่างบังเอิญเสียจริง ตอนแรกนายหญิงใหญ่ต้องการใช้วิธีนี้ดูถูกหนานหมิงเหอไฉนจะคาดคิดว่าวันนี้บุตรชายสุดที่รักของตนก็โดนดูหมิ่นเช่นนี้ด้วย?
หยวนหยางฮุยอายุยังน้อย ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างจึงไปไกลถึงร่วมเสพสังวาสบนผ้าห่มไหมลายยวนยางคลอคู่กับนางโลมชั้นต่ำคนหนึ่งโดยไม่รู้หลักศีลธรรมจรรยาตามประเพณีในสังคมว่าเป็นเช่นไร ช่างน่าขันที่สุดในโลกจริงๆ
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่านายหญิงใหญ่คิดอย่างไรนางรู้เพียงว่าตอนตนทราบเรื่องนั้นหัวเราะจนเกือบขาดอากาศหายใจ
ผ้าห่มไหมลายยวนยางคลอคู่เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอไม่ใช่คนจัดการ นับเป็นความบังเอิญที่ยอดเยี่ยมที่สุดกระทั่งสวรรค์ยังคิดว่าการกระทำของนายหญิงใหญ่และหยวนหยางฮุยช่างน่าขัน จึงตบหน้าพวกเขาอย่างจัง
ดังนั้นเรื่องของหยวนหยางฮุยที่ทั้งสองทำเพียงชักจูงเขาไปที่หอเฟิ่งไหลและใช้ฐานะคนในครอบครัวกำชับกุ้ยกงว่า ต้องปรนเปรอต้าเกอเอ๋อร์ให้มีความสุข ส่วนเงินไม่ใช่ปัญหาก็เท่านั้น
หนึ่งในสถานที่ผลาญเงินมากที่สุดในโลกก็คือแดนมายาของหญิงงาม
สุราชั้นดีสตรีงามล้ำเลิศ อีกทั้งในแดนแสงสียังเตรียมคู่ต่อสู้ที่คอยแย่งชิงไว้พร้อมสรรพขอเพียงหยวนหยางฮุยเหยียบย่างเข้าไป หากเขาไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมันก็คงจะหลงทางทันที
คนกะล่อนปลิ้นปล้อนเหล่านี้เป็นมือเก๋ามานาน ย่อมจดจำทุกขั้นตอนได้ขึ้นใจ
ค่อยๆ วางกับดักทีละนิดจนหยวนหยางฮุยโดนมัดตรึงแน่นหนาทั้งตัวสุดท้ายก็ได้แอบกระหยิ่มยิ้มย่อง และรู้สึกอิ่มเอมใจสุดๆ ในวันนี้
นี่คือหอนางโลมที่หยวนหยางฮุยอยากไปหาประสบการณ์สักหน่อยไม่ใช่หรือเช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาได้ไปเปิดหูเปิดตาก็แล้วกัน
แต่เยี่ยนเจาเจารู้อย่างหนึ่ง อายุของหยวนหยางฮุยเด็กเกินไปสำหรับการมีเพศสัมพันธ์เขาสูญเสียหยางดั้งเดิมในไต [5] ตั้งแต่เด็กเช่นนี้วันข้างหน้าอาจป่วยเป็นโรคที่ไม่อาจแพร่งพรายได้
จุดนี้เยี่ยนเจาเจานั้นคำนวณตรงเผง
เช้าวันนั้น นายหญิงใหญ่โกรธจนให้คนไป “เชิญ” หยวนหยางฮุยกลับมาจากหอเฟิ่งไหล
กลุ่มบ่าวที่ไป “เชิญ” คน อาจเป็นเพราะไปหอนางโลมครั้งแรกไม่รู้ว่าเช้าตรู่ขนาดนี้ยังมีแขกพักค้างคืนอยู่ไม่น้อยมิหนำซ้ำในนั้นยังเต็มไปด้วยขุนนางชนชั้นสูง การที่โหวกเหวกเอ็ดตะโรขัด“อารมณ์สุนทรีย์” ของผู้คน ได้นำความแค้นเคืองมาสู่สกุลหยวนไม่รู้ตั้งเท่าไร
และบ่าวกลุ่มนั้นเคยอาศัยว่าตนเองเป็นบ่าวเรืองอำนาจเดินไปข้างนอกก็มักจะหยิ่งทะนง ไม่แยแสกระทั่งประชาชนทั่วไป วันนี้กลับต้องไปถึงหอนางโลมจึงรู้สึกอับอายจนเงยหน้าไม่ขึ้น อดผุดความอาฆาตที่มีต่อหยวนหยางฮุยขึ้นมาในใจไม่ได้
พวกเขาตามหาตัวแม่เล้ากันอย่างวุ่นวาย พอมาถึงหน้าประตูห้องของหยวนหยางฮุยก็ไม่สนใจการยักคิ้วหลิ่วตาของแม่เล้า พังประตูผลัวะเข้าไปทันที
คาดไม่ถึงว่าเวลานั้นหยวนหยางฮุยเผอิญตื่นตัวตอนเช้า กำลังโรมรันกับนางโลมคนนั้นอย่างคึกคักพอดี
ด้วยความตื่นตระหนก จึงทำให้เขาตัวแข็งทื่อน้ำลายพลันฟูมปาก ราวกับจะขาดใจตายระหว่างกิจกามทำให้บ่าวของสกุลหยวนตกใจแทบเสียสติ
โชคดีที่ไม่รู้ว่าเป็นพรหรือไม่ หยวนหยางฮุยไม่ได้ตายกะทันหันขณะมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างไรเขาก็ยังตกใจกับเหตุการณ์นี้
เดิมทีเขาอายุยังน้อย เมื่อคืนวานก็ “เหนื่อยเจียนตาย”สูญเสียจิงไต [6] ไปมาก คราวนี้ยังมาทำให้เขาตกใจระหว่างเข้าถ้ำเกรงว่าคงทิ้งเงามืดไว้ในใจจนอาจเสื่อมสมรรถภาพทางเพศไประยะหนึ่ง
เรื่องนี้ทำเอานายหญิงใหญ่กัดฟันกรอด แต่พูดออกไปไม่ได้ ว่าแล้วนั้นหยวนหยางฮุยกระทั่งแต่งงานก็คงยากเย็นแถมยังต้องใส่ซองแดงหนาเตอะ เพื่อไม่ให้ท่านหมอที่มาตรวจหยวนหยางฮุยนำไปพูดต่อ
ความรู้สึกคับแค้นของนายหญิงใหญ่อัดแน่นไม่มีที่ระบายได้แต่ทุบตีกลุ่มบ่าวไพร่ที่ไปหอเฟิ่งไหลเพื่อหาตัวหยวนหยางฮุยตอนนั้นจนตาย แล้วกลับมาร้องห่มร้องไห้กับนายหญิงรอง
นายหญิงรองรู้ เจินเจินกับอ้ายอ้ายย่อมรู้ด้วยวันถัดมาเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอก็ได้ยินเข้าหัวเราะแทบเป็นแทบตายกันในเรือนของตนเอง
เยี่ยนเจาเจาคิดเพียงว่าแรกเริ่มตนเองให้ความสำคัญกับแผนการในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์มากเพราะนึกว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก ไฉนได้ศัตรูกลับโง่งมพอกันทั้งคู่
คนหนึ่งคิดว่าตนเองนั่งบนตำแหน่งได้อย่างมั่นคงไร้เหตุกังวลใจ
ส่วนอีกคนโง่งมเกินเยียวยา เดินเข้าไปยังกับดักของคนอื่นทีละก้าวๆยังคิดว่าตนเองหน้าใหญ่ใจโตเป็นคุณชายใหญ่สกุลหยวนที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากคนทั้งเมือง
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเยี่ยนเจาเจาควรชมว่านายหญิงใหญ่มั่นใจในตนเองหรือเยาะหยันว่านางโอหังเกินไปดี เพียงได้ยินว่านางไม่กลับมาทางประตูหลักก็คิดว่านางไม่กลับมาแล้วจริงๆ หรือ?
ช่างน่าขันนัก
เหตุการณ์ในหอเฟิ่งไหลใหญ่โตจนรู้กันไปทั่วเมืองซูโจวกลายเป็นเรื่องตลกก่อนเวลาน้ำชาและหลังอาหารของคนซูโจวไปแล้ว
ทุกคนล้วนทราบว่าสกุลหยวนมีคุณชายไม่เอาไหนโผล่มา ทั้งที่ตนเองยังเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกลับวิ่งแจ้นไปยังสถานเริงรมย์เพื่อเที่ยวผู้หญิงและค้างคืนกับนางโลม
ไม่มีเงินติดตัวกลับร้องตะโกนบอกฐานะตนเองและเขียนใบเรียกเก็บเงิน ทั้งประทับลายนิ้วมือด้วยตนเองอย่างว่าง่าย
แม่เล้าจึงไปทวงเงินที่สกุลหยวนตั้งแต่เช้าตรู่เอะอะวุ่นวายจนคนรอบข้างขำกันยกใหญ่
--------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หมิ่นหนาน หมายถึง ตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยนซึ่งได้แก่จังหวัดจางโจว เซี่ยเหมิน และฉวนโจว ซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวฮกเกี้ยน
[2] เป็ดต้มสุกย่อมบินหนีไม่พ้น หมายถึงมีความมั่นใจว่าจะได้สิ่งนั้นมา และอยู่ในกำมือเรียบร้อยแล้ว
[3] ฝังตะปูไว้บนกระดาน หมายถึงเรื่องราวแน่นอนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
[4] ชื่ออยู่บนกระดานทองคำ หมายถึงสอบผ่านอันดับหนึ่งในการสอบเคอจวี่ จะมีป้ายประกาศชื่อผู้ที่ผ่านการสอบจอหงวน
[5] หยางดั้งเดิมในไต หมายถึงรากทุนของหยางทั่วร่างกาย และใช้ถ่วงดุลกับอินของไตถ้าหยางของไตพร่องจะมีอาการอ่อนเพลีย กลัวหนาว ปลายแขนและขาเย็น ปวดเอว สมรรถภาพทางเพศลดลง
[6] จิงไต หมายถึง สารจำเป็นแห่งชีวิตที่เก็บไว้ในไตมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูก สมอง และการเจริญทางเพศซึ่งได้รับมาแต่กำเนิดจากพ่อแม่