พอเริ่มฝึกเคล็ดลับวิชา ก็ราวกับได้กินลูกอมกลิ่นมิ้นท์ความเข้มข้นสูงพลังไอเย็นภายในช่องปากค่อยๆ ไหลเวียนไปสู่ทั่วทั้งร่างกาย ราวกับเซลล์ทุกเซลล์ได้รับสารอาหารกันถ้วนหน้าสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
อีกอย่างที่ฉินลู่สัมผัสได้คือ พลังชี่ภายในร่างที่มีเพียงน้อยนิดค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น
“แม่เจ้า ผลลัพธ์ดีเกินคาดเป็นตัวช่วยขั้นเทพสำหรับการฝึกเคล็ดลับวิชาเลยนะเนี่ย! รู้สึกเหมือนจะได้จุติเป็นเทพแล้ว...”
พยายามห้ามใจไม่ให้ดีใจจนออกนอกหน้าฉินลู่ใช้วิธีสะกดจิตตัวเอง แล้วค่อยๆ หลับไป...
และตอนนี้เองชายหัวโล้นคนหนึ่งเดินเข้ามายังชุมชนที่ฉินลู่พักอาศัยอยู่เขาจ้องมองหน้าต่างห้องนอนฉินลู่ไม่วางตาจากนั้นก็หัวเราะอย่างเย็นชาแล้วเดินจากไป
ฉินลู่ตื่นมาก็เกือบเที่ยงวันแล้ว
เขายืดตัวบิดขี้เกียจจากนั้นก็คายหินหยกในปากออกมา ฉินลู่รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากร่างกายเหมือนมีแรงอันล้นเหลือ เขาลุกจากเตียงไปส่องกระจกดูแม้กระทั่งใบหน้าที่ซีดขาวเพราะร่างกายผอมบางและอ่อนแอตอนนี้ดูมีเลือดฝาดขึ้นบ้างแล้ว
“ไม่น่าเชื่อเลยแฮะแค่โคจรมหาจักรวาลเพียง 9 รอบก็เทียบเท่าการโคจรมหาจักรวาลเมื่อก่อนถึง 90 รอบ”ฉินลู่จับหินหยกในมือเล่นอย่างใจจดใจจ่อ จากนั้นก็เก็บกลับไปอย่างระมัดระวัง
เพราะหินหยกพลังวิญญาณเป็นของล้ำค่าที่สุดของเขาในตอนนี้
วันนี้ไม่ต้องไปทำงานฉินลู่จึงคิดจะไปทำอะไรที่มีความหมายสักหน่อย
นั่นก็คือไปหาเรื่องหม่าเสี่ยวเวย
ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าหม่าเสี่ยวเวยมีเจตนาอยากทำร้ายฉินลู่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะมานั่งรอคอยความตาย เพราะแบบนั้น ฉินลู่จึงจะไปจัดการหม่าเสี่ยวเวยให้ราบคาบรวมถึงครอบครัวของเขาด้วย
ครอบครัวของหม่าเสี่ยวเวยเป็นครอบครัวราชการและดูจากลักษณะนิสัยของหม่าเสี่ยวเวยแล้ว ที่เขาได้ขึ้นเป็นรองหัวหน้าแผนกแผนกหนึ่งในโรงพยาบาลอันดับสองเมืองจิงเฉิงได้ทั้งที่อายุยังน้อยมากแบบนี้ฉินลู่จึงทำใจเชื่อได้ยากว่าพ่อของเขาจะเป็นข้าราชการที่ดีคนหนึ่งในเมื่อไม่ใช่ข้าราชการที่ดี หากฉินลู่หาหลักฐานได้ เขาจะแฉบนโลกออนไลน์ทันทีหรือไม่ก็แจ้งโดยปกปิดชื่อตัวเองไว้ แค่นั้นตระกูลหม่าก็จะไม่เหลือแล้ว
และแน่นอนเมื่อตระกูลหม่าจบเห่ หม่าเสี่ยวเวยก็จะอยู่ไม่ได้ หรือแม้กระทั่งจบเห่ไปพร้อมๆกับตระกูลหม่าด้วย พอถึงตอนนั้นฉินลู่ก็จะหมดปัญหาไปอีกหนึ่งอย่าง
ฉินลู่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกจากห้องไป
และตอนที่ฉินลู่กลับเข้าบ้านมาในมือก็ถือแฟ้มเอกสารมาด้วย ในนั้นเป็นหลักฐานการกระทำความผิดของพ่อหม่าเสี่ยวเวย
ซึ่งขั้นตอนการเก็บหลักฐานนี้ง่ายดายกว่าที่พวกเราคิดไว้เยอะฉินลู่ไปกรมอนามัยเพื่อไปหาพ่อหม่าเสี่ยวเวย พอหาห้องทำงานเจอแล้วเขาก็ใช้เนตรวงแหวนสะกดจิตพ่อของหม่าเสี่ยวเวย จากนั้นก็ค่อยๆหาเอกสารที่มีข้อมูลการกระทำความผิดทุกอย่างของเขาจนเจอ
ฉินลู่โยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกาแฟอย่างไม่ตั้งใจก่อนเดินเข้าห้องครัวไปตุ๋นยาจีน แช่ในอ่างยา ฝึกเคล็ดลับวิชา และนอนหลับไป
วันพักผ่อนหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้นฉินลู่เรียกรถนั่งไปมหาวิทยาลัย ทำงานทั้งวัน พอเลิกงานก็กลับบ้าน
เมื่อฉินลู่เดินเข้าบ้านมาสายตาก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
เพราะมีคนเข้ามาในบ้าน!
ฉินลู่ตรวจเช็กกลอนประตูแต่ก็ไม่มีร่องรอยการแงะใดๆ เขาจึงไปตรวจดูบริเวณรอบๆ พบว่ามีรอยเท้าจางๆอยู่รอยหนึ่งบนขอบหน้าต่าง!
“รอยเท้าเหรอ!” ฉินลู่ขมวดคิ้ว
ทรัพย์สินภายในบ้านไม่มีอะไรหายไปสักอย่างแต่ว่ามีคนมาที่นี่จริงๆ แถมยังเข้ามาจากทางนอกหน้าต่างด้วย
ฉินลู่อยู่ชั้น 4คนทั่วไปไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ต่อให้เป็นขโมยแอบเข้ามาจริงก็ต้องมีของหายไปบ้างสิ อย่างคำโบราณที่ว่า โจรย่อมไม่มีทางยอมกลับบ้านมือเปล่า
เมื่อเป็นแบบนี้ก็หมายความว่าไอ้คนที่แอบเข้ามาจะต้องกำลังมองหาอะไรสักอย่างอยู่
“คนๆ นี้ต้องการอะไร”ฉินลู่ก้มหน้าใช้ความคิด เขานิ่งเงียบคิดอยู่นาน กว่าจะนึกถึงเรื่องๆ หนึ่งได้เขาล้วงเอาหินหยกพลังวิญญาณของตัวเองออกมา เข้าใจทันที “ที่แท้คนที่แอบเข้ามาอยากได้สิ่งนี้สินะ? งั้นเขาก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนเหมือนที่คิดไว้”
ภาพของชายหัวโล้นผุดขึ้นมาในหัวฉินลู่ทันที
“ต้องใช่เขาแน่ๆหากเขาเป็นผู้ฝึกตนเหมือนกันก็คงไม่แปลกที่จะปีนขึ้นมาถึงชั้น4 ได้อย่างง่ายดายแบบนี้ เขาน่าจะดูออกว่าหินหยกที่ฉันถืออยู่เป็นหินหยกพลังวิญญาณก็เลยอยากมาขโมยมัน แต่ว่าฉันพกหินหยกออกไปด้วย ทำให้เขาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ...”
ฉินลู่พยายามจัดเรียงไทม์ไลน์เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากนั้นก็หัวเราะอย่างเย็นชาและพูดว่า “ถือว่าเยี่ยมไม่เบากล้าคิดที่จะมาลงมือขโมยของของฉัน”