ทางด้านจ้าวลู่เสียนกับคนงานกำลังต้อนแพะเข้าคอก ลูกแพะสามสิบตัวถูกซื้อมาจากหมู่บ้านใกล้เคียงในราคาตัวละหนึ่งร้อยเหวิน
ความวุ่นวายได้บังเกิดกับบุรุษที่ยืนอยู่บนเส้นทางบัณฑิตตั้งแต่รู้ความ แพะฝูงนี้ไม่ได้เชื่อง มันวิ่งพุ่งพล่านเข้าไปในบริเวณที่มีหญ้าเขียวขจี คนงานจำต้องวิ่งดักหน้าดักหลังกลัวว่าพวกมันจะวิ่งเข้าไปในสวนผลไม้ที่กำลังใกล้เก็บเกี่ยว
“ท่านอา พวกเราอุ้มมันทีละตัวเข้าคอกจะดีกว่าไหม?” จ้าวลู่เสียนปรึกษากับผู้ดูแลสวนผลไม้
“ดี อุ้มมันทีละตัว” จ้าวหนิงเอ๋อเห็นด้วยกับคำกล่าวของจ้าวลู่เสียน
เมื่อได้ยินดังนั้นคนงานแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งดักไม่ให้แพะเข้าไปในสวนผลไม้ อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาอุ้มลูกแพะที่กำลังเล็มหญ้าเข้าคอก
จ้าวลู่เสียนพุ่งเข้าอุ้มลูกแพะอย่างทุลักทุเล หากสหายที่เคยศึกษาตำราร่วมกันมาเห็นเข้าต้องหัวเราะเยาะอย่างแน่นอน
แพะตัวแล้วตัวเล่าถูกอุ้มเข้ามาในคอกจนครบ วันนี้เริ่มต้นด้วยการซื้อแพะมาเลี้ยง วันต่อไปคงเป็น เป็ด ไก่ และกระต่าย
“เสี่ยวเสียน พรุ่งนี้พวกเราไปรับซื้อเป็ด ไก่ จากคนในหมู่บ้านดีหรือไม่” จ้าวหนิงเอ๋อตื่นเต้น สวนผลไม้กำลังจะมีโรงเลี้ยงสัตว์เพิ่มเข้ามา หมายความว่าสิ้นปีพวกเขาจะได้เงินพิเศษมากขึ้นตามที่เสี่ยวชิงเคยบอกเอาไว้
“ถ้าอย่างนั้น ข้ารบกวนให้ท่านอาช่วยเป็นธุระให้หน่อยนะขอรับ เพราะพรุ่งนี้ข้าต้องเข้าไปทำธุระที่ตำบล” พรุ่งนี้น้องสาวเชิญเขาไปร่วมงานเปิดภัตตาตาร
“เจ้าวางใจได้ ข้าจะทำงานที่เจ้ามอบหมายให้สำเร็จ” แค่รับซื้อไก่กับเป็ดไม่เหนือบ่ากว่าแรง
“ท่านอา ท่านหาคนงานสำหรับประจำคอกสัตว์ให้ข้าสักสี่คนได้หรือไม่ ข้าต้องการให้พวกเขาคอยเกี่ยวหญ้า ให้อาหารและดูแลสัตว์พวกนี้”
“เจ้าวางใจได้ ข้าจะคัดเลือกคนขยันทำงาน ไม่ทำให้พวกเจ้าผิดหวัง” จ้าวหนิงเอ๋อตบหน้าอกรับปาก ทุกวันนี้เขาเดินไปไหนมาไหนผู้คนในหมู่บ้านต่างให้ความเคารพ
“ห้ามเอาคนในครอบครัวเดียวกับคนงานประจำสวนผลไม้นะขอรับ” จ้าวลู่เสียนจำที่น้องสาวบอกได้ดีว่าเป็นการกระจายรายได้ไม่ให้กระจุกอยู่ครอบครัวเดียว ชาวบ้านล้วนลำบาก อันใดที่พอช่วยได้ก็ช่วยเหลือกันไป ดีกว่าเห็นคนอดตายไปต่อหน้าต่อตาถึงอย่างไรก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน
จ้าวลู่เสียนคอยดูแลสวนผลไม้บนเขาจนมืดก่อนจะขี่ม้ากลับบ้าน บ่าวรับใช้อย่างหลิวเล่อที่เขาให้ทำงานช่วยที่บ้านรีบเข้ามารับม้าไปเก็บในคอก กลับมาถึงน้องสาวก็เพิ่งลงจากรถม้าพอดี ทั้งสองต่างยืนคุยกันประมาณหนึ่งถ้วยชาแล้วแยกกัน
-------------------------
เสียงจุดประทัดดังสนั่นหวั่นไหวดึงดูดความสนใจจากชาวเมืองได้เป็นอย่างดี คณะสิงโตเริ่มทำการแสดง หน้าภัตตาคารหย่งเล่อดูครึกครื้นมีชีวิตชีวา จนภัตตาคารฝั่งตรงข้ามยืนมองว่าเกิดอันใดขึ้น
จ้าวลู่ชิงอยู่ในชุดบุรุษเช่นเดิมยืนเคียงคู่กับฮ่าวหลงจู๊ มองความครึกครื้นหน้าภัตตาคาร
“ภัตตาคารหย่งเล่อโฉมใหม่ เปิดให้บริการทุกท่านแล้วขอรับ เชิญชวนทุกท่านเข้ามาลิ้มลองอาหารเลิศรสที่สุดในใต้หล้า ขนาดเง็กเซียนฮ่องเต้ลิ้มลองแล้วยังต้องกล่าวชมมิขาดปาก”
เสี่ยวเอ้อยืนตะโกนเสียงดังอยู่หน้าภัตตาคาร คุณหนูบอกให้เขาร้องตะโกนเรียกแขกอย่างไรก็ได้ คำที่ตะโกนออกไปต้องโอ้อวดให้มากที่สุดเพื่อดึงดูดลูกค้า
“ความพิเศษของวันนี้ ทุกโต๊ะจะได้รับอาหารที่ทางภัตตาคารหย่งเล่อใช้เวลาหลายปีในการคิดค้นสูตรเป็นของแถมจำนวนสองรายการ คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม หากใครพลาดโอกาสเช่นนี้ ข้าน้อยต้องขอแสดงความเสียใจด้วย”
เสี่ยวเอ้อแต่ละคนมิยอมน้อยหน้ากัน ป่าวประกาศเชิญชวนลูกค้าด้วยประโยคโอ้อวดจนลูกค้าเกิดความหมั่นไส้ ทว่าได้ผลดีเกินคาดชาวเมืองต่างมามุงอยู่เต็มหน้าภัตตาคาร
“เจ้ามิโอ้อวดเกินไปหน่อยหรือ เจ้าเคยเห็นเง็กเซียนฮ่องเต้หรืออย่างไร” ชาวเมืองผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“คุณชายขอรับ ข้าน้อยมิได้โอ้อวดและโป้ปดแต่อย่างใด หากว่าคุณชายไม่เชื่อถือที่ข้าน้อยกล่าว เรียนเชิญคุณชายเข้าไปลิ้มลองอาหารที่ภัตตาคารของเราได้”
“หากข้าเข้าไปลิ้มลองแล้วมันไม่อร่อยเท่าอาหารของภัตตาคารเฟิ่งไหลเล่า ข้าจะมิสูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ”
“คุณชายไม่ทันลิ้มลองก็กล่าวเช่นนี้แล้ว หัวใจข้ารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก หากคุณชายกลัวว่าอาหารจะไม่ถูกปาก ข้าน้อยขอเชิญท่านไปยลโฉมภาพวาดอาหารแต่ละชนิดของทางร้านพวกเราด้วยเถิด”
“ภัตตาคารหย่งเล่อมีภาพวาดด้วยหรือ”
“มีขอรับ ภาพวาดพวกนี้มีต้นแบบมาจากอาหารที่ทางภัตตาคารหย่งเล่อรังสรรค์ขึ้น ภาพวาดกับอาหารเหมือนกันราวกับถอดแบบออกมาเลยขอรับ”
“ข้าขอยลภาพที่เจ้าว่าเสียหน่อย”
“เชิญคุณชายทุกท่านเลยขอรับ” เสี่ยวเอ้อนำทางคุณชายกลุ่มใหญ่ไปยังภาพวาดที่แขวนอยู่บนฝาผนัง
ภาพวาดเสมือนจริงแขวนอยู่บนฝาผนังทำให้เหล่าคุณชายที่เป็นบัณฑิตต่างอ้าปากค้าง สีสีนของภาพช่างโดดเด่น ฝีมือเช่นนี้ผู้ที่วาดต้องเป็นปรมาจารย์ด้านการวาดภาพสั่งสมประสบการณ์มาหลายสิบปีถึงได้วาดออกมาได้งดงามจนผู้ที่พานพบกลืนน้ำลาย
“ภัตตาคารหย่งเล่อให้ผู้ใดวาดภาพพวกนี้ให้”
“ข้าน้อยต้องขออภัยที่ไม่สามารถปริปากบอกได้ ปรมาจารย์ท่านนี้ละทางโลกใช้ชีวิตเงียบสงบอยู่ท่ามกลางหุบเขา มิอยากเปิดเผยตัวตนให้ผู้ใดรับรู้ขอรับ” โค้งกายเล็กน้อยเผยรอยยิ้มซื่อ ๆ ส่งให้บรรดาคุณชาย
ลูกค้าเริ่มเข้ามามุงยลโฉมภาพวาดที่แขวนอยู่บนฝาผนังจนภัตตาคารขนาดใหญ่ดูแออัด เสียงดนตรีเงียบลงมีเพียงสนทนาของผู้คนที่มุงอยู่หน้าภาพวาด
กลิ่นหอมลอยตลบอบอวล ผู้คนต่างหันมองหาต้นตอของกลิ่น อาหารถูกทยอยยกออกมาบริการลูกค้าโต๊ะเดียวที่นั่งอยู่กลางโถงกว้างใหญ่
จ้าวลู่เสียนแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี นั่งโดดเด่นอยู่กลางโถงพร้อมกับโม่เอินที่แต่งกายแปลกตากว่าทุกวัน ทั้งสองราวกับคุณชายบุตรหลานสกุลใหญ่
อาหารเกือบสิบอย่างวางจนเต็มโต๊ะ ลูกค้าที่ยังลังเลตาเบิกกว้างกับสีสันและกลิ่นหอม เป็นอาหารแปลกใหม่ที่พวกตนไม่เคยพบเห็นมาก่อน
จ้าวลู่เสียนคีบซี่โครงหมูน้ำแดงเข้าปาก ผู้ที่ยืนจดจ้องต่างรอลุ้นว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
โม่เอินคีบปลาราดซอสเปรี้ยวหวานเข้าปาก ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นประหลาดใจกับความอร่อย
“อร่อยมาก ข้ามิเคยทานอาหารที่อร่อยเท่านี้มาก่อน” เป็นความจริงจากใจของโม่เอิน หากคุณหนูไม่บังคับให้เขามาเป็นหน้าม้าคงทำเพียงพยักหน้าชื่นชมความอร่อย
“เจ้าลองชิมเต้าหู้นี่สิ รสชาติจัดจ้าน อร่อยจนแทบกลืนลิ้น เหตุใดชีวิตข้าเพิ่งรู้จักอาหารอร่อยเช่นนี้”
“นี่คืออันใด พวกเราไม่ได้สั่ง” จ้าวลู่เสียนแสร้งถามเสี่ยวเอ้อ
“นี่คือของแถมจากทางภัตตาคารหย่งเล่อขอรับ ในเข่งเรียกว่าก้วนทังเปา ส่วนในถ้วยนี้คือหมูตุ๋นน้ำแดงขอรับ”
“เจ้าเอาเนื้อหมูมาทำอาหารรึ”
“ใช่ขอรับ ภัตตาคารเราใช้เวลาหลายปีในการคิดค้นสูตรอาหารที่ทำจากเนื้อหมู กว่าจะออกมาเป็นอาหารล้ำค่าเช่นนี้ ภัตตาคารหย่งเล่อทุ่มเททั้งเงินทั้งแรงกายไปไม่น้อย รับรองได้ว่าอาหารทุกอย่างอร่อยถูกปากคุณชายแน่นอนขอรับ”
“ข้าจะลองชิมดู หากไม่อร่อยข้าจะไม่จ่ายเงิน” จ้าวลู่เสียนทำเสียงขึ้นจมูกวางท่าใหญ่โต
“ไม่อร่อยพวกเราไม่คิดเงินขอรับ หากอร่อยขอเพียงท่านมาอุดหนุนพวกเราอีกครั้งก็เพียงพอแล้ว”
จ้าวลู่เสียนคีบหมูตุ๋นน้ำแดงเข้าปาก ใบหน้าฉายชัดว่าตกตลึงกับความอร่อยจนผู้ที่มุงดูต่างกลืนน้ำลายไปตามกัน
“อร่อยหรือไม่” เสียงหนึ่งในบรรดาจีนมุงเอ่ยถาม
“สวรรค์! นี่มันคืออาหารสวรรค์หรืออย่างไรถึงได้อร่อยเพียงนี้” คีบเนื้อหมูเข้าปากจนเหลือหมูเพียงชิ้นเดียว ทั้งสองต่างใช้ตะเกียบต่อสู้เพื่อแย่งชิ้นหมูที่เหลือมาเป็นของตน
“ข้ายอมแพ้ เจ้าทานชิ้นนี้เถิด” จ้าวลู่เสียนขอยอมแพ้ หันไปคีบก้วนทังเปาในเข่ง
เพียงคำแรกความอร่อยของน้ำซุปที่อยู่ด้านในก็แตกในปาก
“อร่อยจนยากที่หาคำมาบรรยาย”
โม่เอินรีบคีบก้วนทังเปาที่อยู่ในเข่งมาชิม “อร่อยอย่างที่เจ้าบอกจริง ๆ”
ทั้งสองกินกันอย่างมูมมาม ราวกับผีอดยาก ผู้คนที่มุงดูต่างกลืนน้ำลาย บางคนทนไม่ไหวรีบเข้ามานั่งโต๊ะแล้วสั่งอาหาร พร้อมย้ำว่าทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เจี่ยวจือชิ้นสุดท้ายถูกตะเกียบของจ้าวลู่เสียนกับโม่เอินต่อสู้เพื่อแย่งชิงมัน ทั้งสองต่างไม่มีใครยอมใคร จากการแย่งชิงเล็กน้อยลุกลามเป็นเรื่องราวใหญ่เพราะทั้งสองกำลังออกหมัดต่อยกันเพื่อแย่งชิงอาหาร ร่างของทั้งสองต่อยตีกันเป็นพัลวัลอยู่บนพื้น
เสี่ยวเอ้อรีบเข้ามาห้ามไม่ให้ทั้งสองต่อสู้กัน จากนั้นก็รีบเข้าไปในห้องครัวนำเจี่ยวจืออีกเข่งมาให้ทั้งสองเพื่อยุติปัญหา
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชาวเมืองต่างโจษจันออกไปเป็นวงกว้างว่าภัตตาคารหย่งเล่อมีอาหารเลิศรสจนทำให้บุรุษที่เป็นสหายรักทะเลาะวิวาทแย่งชิงอาหารชิ้นสุดท้าย
“นี่พวกเจ้า รู้หรือไม่ว่าที่ภัตตาคารหย่งเล่อมีอาหารเลิศรสจนบุรุษสองคนที่เป็นสหายรักต่อยแย่งชิงอาหารชิ้นสุดท้ายจนหน้าปูดบวม”
“เจ้าหลอกข้าหรือไม่ อาหารที่ภัตตาคารหย่งเล่อจะเทียบกับเฟิ่งไหลได้อย่างไร เฟิ่งไหลมีพ่อครัวชื่อดังมาจากเมืองใหญ่เชียวนะ”
“เจ้าไม่เชื่อข้าก็ไปดูที่ภัตตาคารได้ ยามนี้ภัตตาคารหย่งเล่อเต็มไปด้วยลูกค้า”
ชาวเมืองที่อยู่บริเวณนั้นต่างยืนมุงฟังคำบอกเล่า แล้วนำไปเล่าต่อเป็นที่โจษจันทั่วตัวเมืองเพียงเวลาหนึ่งชั่วยาม
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ ภัตตาคารหย่งเล่อปิดปรับปรุงไปหนึ่งอาทิตย์ ยามนี้เปิดให้บริการแล้ว ข้าได้ยินคนฝั่งตะวันออกบอกว่าภัตตาคารหย่งเล่อมีอาหารเทพเซียนขาย”
“อาหารเทพเซียนเป็นเช่นไร”
“ข้าก็มิทราบ เห็นสหายข้าเล่าให้ฟังว่าอาหารที่นั่นอร่อยราวกับอาหารเทพเซียน อร่อยถึงขนาดที่ว่าสองบุรุษที่เป็นสหายรักต่อยตีกันเพราะเจี่ยวจือชิ้นสุดท้าย ตอนนี้ทั้งสองต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอ เห็นว่าขาหัก ซี่โครงร้าว”
“อร่อยเพียงนั้นเชียวรึ แล้วเจี่ยวจือมันคืออันใด”
“ข้าก็มิทราบ สหายข้าเป็นคนเล่าให้ฟัง”
“ข้าจะไปดูอาหารเทพเซียนเสียหน่อย”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องโจษจันทุกตรอกซอกซอย เรื่องราวถูกบอกต่อจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเรื่องเดิม
จ้าวลู่ชิงยืนกอดอกจากชั้นสามมองลูกค้าที่นั่งอยู่เต็มทั้งสองชั้น บรรยากาศภัตตาคารกลับมาคึกคักอีกครั้ง บรรดาคนงานต่างมีสีหน้าเบิกบาน ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง
“ท่านพี่ กับโม่เอิน ช่างเก่งการแสดงยิ่งนัก”
“ข้าอับอายแทบแย่ หากคนรู้จักมาเห็นเข้าข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด” จ้าวลู่เสียนยกมือขึ้นปิดหน้า การแสดงเมื่อสักครู่เขาถูกน้องสาวบังคับให้ทำ
“ท่านพี่เห็นผลลัพธ์หรือยังเจ้าคะ” ผายมือไปทางด้านล่าง
ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมีหลายกลุ่มก้อน บางกลุ่มนั่งคีบอาหารใส่ปากพร้อมกับมองภาพวาดที่แขวนอยู่บนฝาผนัง บางกลุ่มตั้งหน้าตั้งตาคีบอาหารเข้าปากโดยไม่สนใจผู้ใด
เสียงโหวกเหวกโวยวายเรียกหาอาหารของลูกค้าทำให้จ้าวลู่ชิงปวดหัวไม่น้อย ห้องรับรองจำนวนห้าสิบห้องถูกจองจนเต็ม โต๊ะไม่มีว่างสักที่ หน้าภัตตาคารมีลูกค้าต่อแถวเพื่อรอลิ้มลองอาหารยาวเหยียด
“พวกเจ้ารีบทานรีบลุกหน่อยเถิด ข้าอยากลองอาหารเทพเซียน”
เสียงหน้าภัตตาคารตะโกนเข้ามาบอกคนด้านใน
“นายท่านโปรดรอสักครู่นะขอรับ” เสี่ยวเอ้อรีบปลอบประโลม
“ข้าต้องรอถึงเมื่อไหร่ ข้ามารอเป็นชั่วยามแล้วยังไม่ได้ลิ้มลองอาหารเทพเซียนเลย”
“นายท่านอย่าเพิ่งใจร้อนนะขอรับ อาหารของภัตตาคารเราต้องค่อยลิ้มลองถึงจะคุ้มค่า”
“ข้าได้ข่าวว่าอาหารแต่ละอย่างของภัตตาคารหย่งเล่อใช้เวลาคิดค้นหลายปีเลยรึ”
“ใช่แล้วขอรับ อาหารแต่ละอย่างใช้เวลาหลายปีในการคิดค้น ผู้ที่คิดค้นต้องปลีกวิเวกไปอยู่ในหุบเขาลึกเพื่อคิดค้นสูตรอาหารนานหลายปีจากผมดำแปรเปลี่ยนเป็นผมขาว ท่านลองคิดดูว่านานเพียงใด”
“ข้าว่าต้องมีเทพเซียนสงสารคนผู้นั้นแล้วแปลงกายลงมาบอกสูตรอาหารอย่างแน่นอน” เสียงสตรีที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังแทรกออกมา ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
เสี่ยวเอ้อทำได้เพียงพยักหน้ายิ้มรับ ทั้งที่ภายในใจกลั้นขำจนรู้สึกปวดท้อง วิธีการของคุณหนูช่างเยี่ยมยอด หากย้อนประโยคเริ่มแรกที่มีคนไปปล่อยข่าวกับความเข้าใจของชาวเมืองในเวลานี้มันช่างห่างไกลกันลิบลับ