ห้องโถงใหญ่ที่พักในที่พักของหอการค้าหมื่นธาราตอนนี้มีคนสามกลุ่มนั่งอยู่ .กลุ่มแรกย่อมเป็นกลุ่มของเทียนอี้ กลุ่มที่สองเป็เจ้าเมืองและทหารที่ติดตามเข้ามาอีกสองคน และแน่นอนว่าอีกกลุ่มคือกู่หมิงหลงพวก
บรรยากาศค่อนข้างตึงเคลียดเล็กน้อย กู่หมิงหลงที่ใบหน้าดำมืดได้จ้องมองมาที่เทียนอี้ด้วยสายตาที่เย็นเหยียบ ดูจากที่นั่งของเทียนอี้เห็นชัดว่าเทียนอี้มีสถานะที่ไม่ธรรมดาในหอการค้าหมื่นธารา แต่ไม่ว่ายังงัยเขาต้องถามหาควาทเป็นธรรมให้บุตรชายให้จงได้
"ผู้ดูแลหอบุตรชายของข้าได้ถูกเด็กหนุ่มผู้นั้นฆ่าตายเมื่ออช่วงกลางวันที่ผ่านมาข้ามาทวงความยุติธรรมให้บุตรชายของข้า" กูหมิงหลงได้กัดฟันและพูดด้วยน้ำเสียงที่เคียดแค้นชิงชังพร้อมทั้งชี้นิ้วไปที่เทียนอี้ และพยายามที่จะสะกดข่มจิตรสังหารที่มีต่อเทียนอี้เอาไว้อย่างยากรำบาก
เมื่อมีคนมาชี้นิ้วใส่นายน้อยของตนมีหรือที่ผู้อาวุธโสหลิวจะยอมรับได้ ผู้อาวุธโสหลินจองมองกู่หมิงหลงด้วยสายตาเรียบเฉยและเย็นชาเป็นที่สุด "กู่หมิงหลงเจ้าคงหลงลืมมารยาทไปแล้วสิน่ะถึงไม่รู้ว่าไม่ควรชี้หน้าผู้อื่นเช่นนี้" น้ำเสียงของผู้อาวุธโสหลินทั้งเย็นเหยียบและเสียดแทงทำให้เห็นชัดถึงความไม่พอใจ
ถึงแม้จะรู้ถึงความไม่พอใจของผู้อาวุธโสหลิน แต่มีหรือกู่หมิ่งหลงจะยอมเลิกลา "ก็เป็นสารเลวน้อยนี้ที่ฆ่าบุตรชายของข้ายังไงข้อก็ต้องได้ตัวมันมาลงโทษ" "ท่านคงไม่ลืมว่าหอการค้าหมื่นธาราที่ยึดถือความเป็นธรรมมาตลอด คงไม่ยอมเสียชื่อเสียงเพราะสารเลวน้อยคนหนึ่งหรอกน่ะ"
เมื่อได้ยินกู่หมิงหลงเรียกนายน้อยของพวกตนว่าสารเลวน้อยผู้อาวุธโสหลินถึงกับเผลอปล่อยแรงกดดันออกมาด้วยความไม่พอใจ เมื่อสัมผัสถึงแรงกดดันของผู้อาวุธโสหลิวทั้งกู่หมิงหลง และเจ้าเมืองต่างใบหน้าเปลี่ยนสีแรงกดดันนี่เห็นชัดๆว่าเป็นของขอบเขตราชันย์
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จางหลินก้าวไปถึงขอบเขตราชันย์ ความจริงผู้อาวุธโสหลินก็พึ่งทะลวงมาถึงขอบเขตราชันย์ในเช้าวันนี้เองเช่นกัน เมื่อเห็นท่าว่าจะไม่ดีท่านเจ้าเมืองจึงเริ่มออกหน้าไกล่เกลี่ย "ผู้อาวุธโสหลินโปรดใจเย็นก่อนเห็นแก่หน้าข้าให้ข้าเป็นผู้จัดการเอง" ไม่ว่าเช่นไรผู้อาวุธโสหลินก็ต้องไว้หน้าเจ้าเมือง 3 ส่วนเพราะเจ้าเมืองคือคนของราชสำนัก
จึงยกเลิกแรงกดดันของตนไป เจ้าเมืองทำได้เพียงรอบปาดเหงื่อของตนเอง ถึงขอบเขตนภาขั้น9 กับขอบเขตราชันย์ขั้นหนึ่งจะห่างกันแล่หนึ่งขั้นแต่พลังนั้นแตกต่างกันมากเกินไป ถ้าเมือสักครู่ผู้อาวุธโสหลินลงมือขึ้นมาจริงๆต่อให้มีเจ้าเมืองอีกสิบคาก็คงต้านเอาไว้ไม่ได้
กู่หมิงหลงรู้แล้วว่าตัวเองประเมินพลาดไปจึงได้แต่นั่งเงียบไป "จากที่ข้าทราบมาคนที่เริ่มก่อเรื่องคือผู้ติดตามของนายน้อยกู่ที่พยายามจะทำร้ายนายน้อยเทียอี้ก่อน จึงถูกนายน้อยเทียนอี้ตบสวนกลับไปจนหมดสติใช่หรือไม่" เจ้าเมืองพูดขึ้นมาพร้อมมองไปที่ผู้ติดตามของกู่เทียนเฟยที่ตอนนี้ยืนสันเป็นเจ้าเข้า
ไม่มีคำตอบจากผู้ติดตามคนนั้น เจ้าเมืองจึงกล่าวต่อไป ."เมื่อนายน้อยกู่เห็นว่าคนของตนถูกทำร้ายจึงบันดาลโทสะออกมา บังเกิดจิตสังหารต่อนายน้อยเทียนอี้ หมายจะใช้หอกสั้นในมือพุ่งเข้าสังหารนายน้อยเทียนอี้แทน ยังดีที่นายน้อยเทียนอี้มีฝีมืออยู่มาก จึงรับการโจมตีเอาไว้ได้ไม่เช่นนั้นผู้ที่ต้องตายในวันนี้เกรงว่าจะไม่ใช่นายน้อยกู่"
พอพูดมาถึงตรงนี้เจ้าเมืองก็ไม่พูดต่อไปอีก กู่หมิงหลงใบหน้าเขียวคล้ำ ผู้อาวุธโสในตระกูลต่างมีสีหน้มไม่ต่างกัน เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เริ่มก่อนคือฝ่ายของตนเองและยังหมายลงมือสังหารในทันททีอีกด้วย "ถ้าในเมื่อรับการโจมตีนั้นได้แล้วทำไมต้องลงมือสังหารบุตรชายของข้าด้วย" กู่หมิงหลงพูดขึ้นอย่างไม่ยินยอม
"ในโลกนี้ถ้าคิดจะฆ่าผู้อื่นก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกฆ่าเช่นกัน" ครั้งนี้เทียนอี้กล่าวออกมาอย่าเฉยชา ประโยคนี้บอกชัดถึงทุกสิ่งใครล่ะจะยอมปล่อยให้คนที่คิดจะมาฆ่าตนเองเดินกลับไปเฉยๆ กู่หมิ่งหลงทำได้เพียงกลืนความอัปยศในครั้งนี้ลงกระเพาะไปเท่านั้น
"ดี ในเมื่อในครั้งนี้พวกข้าเป็นคนเริ่มก่อนและคนที่เป็นต้นเหตุก็ยังเป็นคนของข้าเอง เช่นนั้นเจ้าก็ต้องรับโทษที่ไม่สามารถดูแลนายน้อยได้" ปัง! โพล่ะ! กู่หมิงหลงพูดขึ้นพร้อมกับฟาดฝ่ามือไปยังหัวของผู้ติดตามคนนั้นจนะโหลกแตกกระจาย มันสมองกระจายเต็มพื้น
กู่หมิงหลงทำได้เพียง จัดการกับผู้ติดตามผู้โชคร้ายคนนั้นเพื่อเป็นการระบายอารม "ถ้าเช่นนั้นพวกข้าขอตัวกลับก่อน" จากนั้นพวกของกู่หมิงหลงก็เดินออกไปจากห้องโถงอย่ารวดเร็ว การที่กู่หมิงหลงกล้าลงมือสังหารคนในห้องโถงนี้เห็นชัดว่าความสำพันธ์ของตระกูลกู่กับหอการค้าได้แตกหักกันไปแล้ว
ผู้อาวุธโสหลินเพียงสั่งใหคนมาเก็บศพและทำความสะอาดเท่านั้น จากนั้นก็คุยกับเจ้าเมืองอีกเล็กน้อยก่อนที่เจ้าเมืองจะขอตัวกลับ "นายน้อยท่านควรระวังตัวไว้หน่อย ข้าคิดว่ากู่หมิงหลงมันไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่นอน" ผู้อาวุธโสหลินกล่าวออกมาด้วยท่าทางเป็นห่วง
หลังจากกลับมาถึงบ้านตระกูลกู่ เมื่อเห็นว่าพวกของกู่หมิงหลงกลับมามือเปล่า ทุกคนได้แต่ทำหน้าตาเศร้าสลด หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่กู่หมิงหลงจึงสั่งการออกไปว่า "ให้คนไปคอยสังเกตุการณ์ไว้ ถ้าสารเเลวน้อยนั้นออกจากเมืองเมื่อไหร่เราจะตามออกไปแก้แค้นมัน" ผู้อาวุธโสตระกูลกู่ต่างทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพวกเขาไม่สามารถทนรับความอัปยศครั้งนี้ได้
รุ่งเช้าวันต่อมาเป็นวันที่เทียนอี้จะต้องออกเดินทางเนื่องจากเทียนอี้ยังไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ผู้อาวุธโสหลินจึงได้เตรียมอาชาวาโยไว้ให้ อาชาวาโยเป็นสัตว์อสูรขั้นสูง สามารถวิ่งได้เร็วกว่าม้าธรรมดานับ 10 เท่าแต่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเหมือนขี่อยูบนสายลม
ขณะที่เทียนอี้กำลังเตรียมข้าวของจะออกเดินทางไปจากเมือง .ผู้ที่แอบสังเกตุการณ์เทียนอี้อยู่ก็รีบกลับไปรายงานกู่หมิงหลง ที่ตะกูลกู่ทันทีเพื่อจะได้ไปดักรอเทียนอี้ระหว่างทางให้ทัน