ผมรีบวิ่งออกมาจากบ้านโดยที่ยังไม่ได้กินอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวตอนนี้ท้องเลยเริ่มส่งเสียงแปลก ๆ ซะแล้วสิ
จุดหมายปลายทางในการวิ่งคือร้านหนังสือที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายร้านตั้งอยู่ในป่าใกล้กับหมู่บ้าน มันชวนให้สงสัยว่าทำไมถึงมีร้านหนังสืออยู่ในที่แบบนี้ได้? ................ก็นั่นน่ะสิ ผมก็อยากรู้เหมือนกัน
หน้าร้านเป็ทะเลสาบเล็ก ๆ ที่น้ำใสจนมองเห็นใต้น้ำได้อย่างชัดเจนผมมักจะถูกทะเลสาบแห่งนี้ดึงดูดสายตาทุกครั้งที่ผ่าน
ผมวิ่งมาจนถึงหน้าประตู
“เอ๊ะ! กุญแจล่ะ!”
เปิดประตูไม่ได้...........ถ้าจะให้ผมวิ่งกลับไปอีกก็ไม่ไหวแล้วนะ
ขณะที่ผมนั่งอยู่หน้าประตูอย่างสิ้นหวังก็มีเสียงใครบางคนดังมาจากข้างหลังของผม
“ขี้ลืมจังเลยนะ”
ผมรีบหันกลับไปอย่างรวดเร็ว มีกลิ่นหอมโชยมาตามสายลมผมสีฟ้าพริ้วไหวไปกับสายลม ผิวที่ดูบอบบางราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ข้างหลังผมมีเด็กหญิงคนหนึ่งยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีเธอสวยเหมือนเทพธิดาเลยล่ะ ผมรู้สึกเหมือนเห็นภาพหลอนว่ามีแสงออกมากจากหลังของเธอ
แต่ผมรู้จักเธอดีอยู่แล้วแหละนะ
“มาไวเหมือนเคยเลยนะฉันไม่เคยจะมาทันเลยแฮะ”
ผมตอบเธออย่างรวดเร็ว
“นายก็หัดตื่นให้มันไวขึ้นซะบ้างสิ!”
เธอบ่นผมด้วยรอยยิ้มอันสดใส
“ค้าบค้าบเ้าหญิงตื่นไว”
ใช่แล้วครับเธอคือเ้าหญิงนั่นเอง
เธอยิ้มอย่างเอือมระยาพร้อมกับบ่นเบา ๆว่า เลิกแซะฉันซะทีจะได้มั้ย
เธอหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุมที่ดูหรูหราแล้วยื่นมาให้ผมผมแอบสงสัยตัวเองอยู่นิดหน่อยว่าทำไมถึงได้ให้กุญแจสำรองกับคนอื่นได้ล่ะ? ผมทำท่าทางรับกุญแจแบบเล่นใหญ่เกินตัว อ๊ะ!เธอแอบขำด้วย
ประตูร้านเปิดออกเผยให้เห็นภายในหลังคาทำจากกระจกใสมีลักษณะคล้ายโดมชั้นหนังสือตั้งอยู่ชิดกับกำแพงทั้งซ้ายและขวาเป็ทางยาวทั้งแต่หน้าประตูไปจนถึงหลังร้านมีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางร้าน
ผมลงไปนอนกับโต๊ะทันทีแล้วท้องของผมส่งเสียงอีกรอบ
เ้าหญิงทักขึ้นมา
“ไม่ได้กินอะไรมาอีกแล้วสินะ?”
“เธอรู้ดีจังเลยน้า”
เธอทำหน้าเอือมระอาที่แค่ดูก็รู้แล้วว่าคงกำลังคิดว่าก็นายเป็แบบนี้ประจำนี่นา
เธอวางกล่องที่ส่งกลิ่นหอมสุด ๆ ลงบนโต๊ะ
“มากินพร้อมกันเลยก็แล้วกันฉันก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกันน่ะ”
เธอพูดพลางยิ้ม
“งั้นไม่เกรงใจแล้วนะค้าบบ”
ผมลงมือกินมื้อเช้าของวันนี้อย่างไม่รีรอ
“วันนี้เธอก็จะอยู่ที่นี่อีกแล้วหรอ”
“ก็ที่นี่เป็ที่เดียวที่ฉันอยู่แล้วทำตัวสบายได้นี่นา”
“ชีวิตเธอดูลำบากจังเลยน น่าสงสาร----น่าสงสาร”
ผมส่ายหน้าให้กับเธอที่กำลังทำหน้าตาเศร้าแบบสุดๆ แต่เธอก็เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วกลับมายิ้มแย้มแล้วถามผมว่า
“แล้ววันนี้เราจะทำอะไรกันดีล่ะ”
คำถามประจำตัวของเธอใช่มั้ยเนี่ย? ก็เธอเล่นถามผมทุกวันเลย
ชื่อของเธอคือเอลเลน เธอบอกให้ผมเรียกเธอแบบนั้นผมไม่รู้จักชื่อจริงหรือชื่อเต็มของเธอหรอกนะ เธอเป็เ้าหญิงของประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้เราได้เจอกันเมื่อประมาณสองปีก่อน ผมเจอเธอเดินอยู่คนเดียวกลางป่าทันทีที่เห็นเธอผมก็แอบตะลึงไปชั่วขณะก็เธอคือเ้าหญิงนี่นา ทำไมมาเดินกลางป่าล่ะ ที่ผมรู้ว่าเธอคือเ้าหญิงนั่นก็เพราะเคยเห็นมาหลายรอบแล้วล่ะนะเธอมักจะเข้าร่วมพิธีต่าง ๆ ในเมืองหลวงเป็ประจำ ผมยังนึกสงสัยอยู่ว่าทั้ง ๆ ที่เธอเป็เ้าหญิงของประเทศที่นายอาศัยอยู่นะโบนาเลียนายไม่รู้จักชื่อเธอได้ยังไงกัน!! คงเป็เพราะผมไม่ค่อยสนใจเื่รอบตัวเท่าไหร่นั่นแหละ(น่าจะใช่) เราก็เลยได้รู้จักกันที่ป่าแห่งนี้ โลกช่างน่าพิศวงจริงๆ
หลังจากนั้นเ้าหญิงก็มักจะมาที่ร้านหนังสือแห่งนี้เป็ประจำเธอเคยเล่าให้ผมฟังว่าเธอจำเป็ต้องแต่งงานกับเ้าชายจากต่างแดนเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศนี้เอาไว้เลยอยากจะใช้เวลาก่อนจะต้องโดนผูกมัดอย่างมีอิสระเสรีและขอให้ผมเก็บเื่ที่เธอแอบมาที่นี่ไว้เป็ความลับเราค่อย ๆ ทำความรู้จักกันและสนิทสนมกันมากขึ้นใน่เวลาที่ผ่านมา
ผมจ้องเธออยู่พักหนึ่งแล้วเธอก็พูดขึ้นมาอย่างเขินอาย
“เลิกจ้องฉันเถอะน่าฉันทำตัวไม่ถูกนะ”
ผมรู้สึกตัวจากภวังค์ความคิดและรีบหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
เราทำตัวไม่ถูกกันอยู่พักหนึ่งแล้วเธอเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาเป็เล่มโปรดที่เธอมักจะอ่านเป็ประจำ
“เธออ่านเล่มนั้นอีกแล้วหรอ”
“อ่านกี่รอบก็ไม่เบื่อเลยล่ะ”
หนังสือที่เธอหยิบมาคือ ‘าศักสิทธิ์’
“อ่านกี่รอบเนื้อหามันก็ไม่เปลี่ยนหรอกน่า”
“ฉันก็จะอ่านอยู่ดีแหละนะ แล้วทำไมนายถึงต้องทำหน้าเศร้าแบบนั้นทุกครั้งที่ฉันอ่านเื่นี่ด้วยล่ะ?”
เ้าหญิงถามผมเพราะเห็นผมมองหนังสือเล่มนั้นด้วยสายตาที่เศร้าอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันคงเบื่อที่เธอหยิบมันออกมาบ่อยล่ะมั้ง”
มีเสียงพึมพำด้วยความสงสัยว่าอย่างนั้นเองหรอ
“นายไม่สนใจมันบ้างหรอเื่นี้ดังมากเลยนะาที่เกิดบนโลกของเราเมื่อ 500 ปีก่อนน่ะน่าตื่นเต้นสุด ๆ เลย! เื่ราวของเหล่าผู้กล้าที่พยามยามกันเพื่อโลกของเรามันสุดยอดที่สุดแล้ว!! ”
เธออธิบายอย่างร่าเริงเกินเหตุ
ผมได้แต่แอบคิดในใจ(เธออ่านมันเกิน100รอบแล้วมั้งเนี่ยยังจะมาชวนฉันอีก) แต่ถ้าพูดไปผมโดนสันหนังสือพิฆาตแน่
“ฉันอยากเป็ได้เหมือนเหล่าผู้กล้าจังมีพลังที่จะปกป้องทุกสิ่งทุกอย่าง ทำตัวได้อย่างอิสระตามแบบของตน”
เ้าหญิงเข้าภวังค์ของตัวเองไปซะแล้วสิ
“ฉันจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นมาเอง!”
เพ้อไปไกลแล้วเ้าหญิง.......
“แต่ว่าบางทีฉันก็สงสารตัวร้ายเหมือนกันนะ”
ผมทำหน้าสงสัยกับคำพูดของเธอ
“ก็ถ้าลองคิดดูดี ๆ พวกเขาก็แค่ทำตามความ้าของตัวเองเหมือนกันนี่น่าฉันคิดว่าทุกคนคงมีเหตุผลให้กับสิ่งที่ตัวเองทำนั่นแหละก็แค่เพียงแต่....นั่นคงเป็อุดมการณ์ที่ขัดกับผู้กล้าเท่านั้น แล้ว.... เหล่าผู้กล้าที่ยึดถือในความถูกต้องก็เลยไม่สามารถหลีกทางให้ได้น่ะสิ”
ผมตอบเธอเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้เธอได้ยินว่า“นั่นสินะ”
“โถ่!!นายเนี่ยทำหน้าเศร้าอีกแล้วนะ สงสารตัวร้ายถึงขนาดนั้นเลยหรอ”
“ฉันไม่ได้บ้าเื่นั้นแบบเธอซะหน่อย!!!อย่ามาเหมารวมกันสิ”
เราเถียงกันต่ออย่างสนุกสนานราวกับว่า่เวลานี้จะคงอยู่ตลอดไป
.......แต่ไม่หรอก.......ทุกเื่ราวย่อมมีวันจบนะผมกระซิบบอกเธออยู่ในใจ