###ตอนนี้อาจจะขัดใจพี่หย่งซื่อนิดหน่อย แต่อิพี่ไม่ทำร้ายผู้หญิงเนอะ##
นายกองไห่มองภาพคู่รัก ที่เขาไม่เคยทราบถึงเรื่องนี้นอกจากข่าวลือที่ว่าคุณหนูสกุลต้วนเข้านอกออกในจวนผู้ว่า เช่นนั้นแล้วคงเดาได้ไม่ยากว่าคุณหนูสกุลต้วนนั้นคงแอบมีใจให้จางหย่งเล่อ ‘หรือที่นางลงมือสั่งการให้คนไปจับตัวเอี้ยะหลิ่ง นั่นเป็นเพราะนางเห็นทั้งสองคนนี้อยู่ด้วยกัน!’ “สรุปว่าผู้บงการตัวจริงคือต้วนชิงหลานใช่หรือไม่” ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้มีสูงมาก ถ้าหากต้วนชิงหลานกระทำไปเพราะหึงหวงบุรุษ
“ข้าได้ยินคนร้ายสนทานากันเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงจ้างบุรุษให้มาลักพาตัวข้าทั้งๆ ที่ข้าและนางมิเคยมีเรื่องบาดหมางต่อกันสักครั้ง” การพบกันในยามที่นางไปส่งผัก ล้วนเป็นฝ่ายของต้วนชิงหลานที่มักจะพูดจากระทบกระเทียบนางโดยที่นางไม่เคยต่อปากต่อคำให้เกิดเรื่อง สาเหตุเพราะนางมิมีคนหนุนหลังหรือตัวนางมีฐานะร่ำรวย การทะเลาะกับผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่นางหลีกเลี่ยงมาตลอดตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้
นายกองไห่ลงบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย โดยไม่ลืมที่จะสอบถามอีก “อาจเป็นเพราะต้วนชิงหลานหึงหวงเจ้ากับท่านผู้ว่าจาง” มองหน้าบุรุษที่นั่งกอดเอวสตรีตัวน้อยไม่ยอมปล่อย หนำซ้ำยังทำหน้าเมินเฉยกับคำถาม “มีส่วนหรือไม่”
เอี้ยะหลิ่งเฟิงก็มองตามสายตาของนายกองไห่ เป็นปลายคางสากของบุรุษข้างกาย จำได้ว่าในตอนที่พี่หย่งซื่อไปช่วยนางทำสวน มิเคยเห็นผู้ใดในจวนสกุลต้วนจะเข้ามาสอดแนมหรือพบปะกับพวกนางเลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะในยามที่พี่หย่งซื่อมาหา เขาและบ่าวชายจะหมกตัวกันอยู่แต่ในสวนกับแปลงผัก ห่างจากรั้วบ้านของนาง เช่นนี้แล้วจะมีผู้ใดเห็นได้! “มิใช่แน่เจ้าค่ะ ข้าว่านางคงอยากจะจับข้าไปเป็นอนุของนายท่านต้วนมากกว่า ใช่หรือไม่เจ้าคะพี่หย่งซื่อ”
“อืม คงจะเป็นเช่นนั้น” เขาละไว้เกี่ยวกับเรื่องที่เขาต่อว่าต้วนชิงหลานในวันก่อนหน้า ที่อาจจะเป็นหนึ่งในชนวนเหตุของเรื่องลักพาตัว “เอาเป็นว่าอาเฟิงของข้ามิเป็นไร แต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่อง ท่านก็ตัดสินไปตามนั้นเถิด”
“อืม เช่นนั้นรออีกสักครู่” นายกองไห่เดินออกจากห้องสอบปากคำของผู้เสียหายเข้าไปยังห้องอีกห้องหนึ่งที่มีสตรีสกุลต้วนและบิดาของนางรออยู่ในฐานะผู้ต้องหา ได้ยินว่าต้วนชิงหลานเอะอะโวยวายเสียงดังลั่น ราวกับนางมิใช่ผู้กระทำผิดทั้งๆ ที่ผู้ลงมือต่างยืนยันว่านางคือผู้จ้างวาน
“พวกมันใส่ความข้า คอยดูเถิดข้าจะทำให้พวกมันมิได้ออกมาจากห้องขังเลยคอยดู!!”
ต้วนซานหลี่ดึงแขนบุตรสาวผู้ถูกซัดทอดว่าเป็นผู้จ้างวานลักพาตัวสตรีส่งผักนามเอี้ยะหลิ่งเฟิง ให้นั่งลงกับที่ หางตาเหลือบไปเห็นนายกองไห่เดินเข้ามาร่วมรับฟังพร้อมกับจับผิด นานมาแล้วนายกองผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในบุรุษที่ตนหมายตาให้เป็นลูกเขย แต่เพราะอีกฝ่ายมีอนุติดตามมาจากเมืองหลวงอยู่ก่อนแล้วหนึ่งคนจึงคาดเดาได้ว่านายกองไห่ย่อมต้องมีฮูหยินแน่นอน “ชิงหลาน”
“เจ้าคะ!!!” ยื้อชายแขนเสื้อออกจากการดึงรั้ง จนพบบุรุษร่างใหญ่จ้องอยู่นางจึงจ้องอีกฝ่ายกลับไป “คนพวกนั้นกล่าวหาข้า ทั้งๆ ที่ข้าไม่รู้จักพวกเขา อีกอย่างคือข้าและเอี้ยะหลิ่งเฟิงมิได้มีเรื่องผิดใจกันเพียงนิด แล้วข้าจะสั่งคนไปจับนางทำไมเจ้าคะ”
นายกองไห่ย้อนถามเข้าไปตรงจุด “นั่นเพราะเจ้าหึงหวงท่านผู้ว่าจาง เจ้ารู้ว่าทั้งสองคนเป็นคู่รักกันจึงวางแผนจับตัวเอี้ยะหลิ่งเฟิงอย่างไรเล่า อย่าคิดว่าข้าจะตามเล่ห์เหลี่ยมเจ้ามิทัน คุณหนูต้วน”
“ท่านว่าผู้ใดเป็นคู่รักกันนะเจ้าคะ!!” ใบหน้าสตรีที่ตกเป็นผู้ต้องหาเริ่มบิดเบี้ยว คำว่าคู่รักนั้นช่างห่างไกลกับความจริงที่นางรู้ เอี้ยะหลิ่งเฟิงเป็นเพียงสตรีชาวสวนยากจนและมีสามีเป็นบ่าวในจวนท่านผู้ว่า!!
“ก็ท่านผู้ว่าจางหย่งซื่อกับเอี้ยะหลิ่งเฟิงอย่างไรเล่า อย่าแสร้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนความผิดของตนเองทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ยอมรับมาเถิดว่าเจ้าสั่งการคนพวกนั้นเพราะหึงหวง”
“ไม่จริง!!” ร่างบางในชุดสีฟ้าหุนหันวิ่งออกไปนอกห้อง นางจำได้ว่ายามนี้เอี้ยะหลิ่งเฟิงก็ต้องมาให้ปากคำในฐานะผู้เสียหาย แสดงว่าอีกฝ่ายต้องอยู่แถวๆ นี้ “เอี้ยะหลิ่งเฟิง สตรีไร้ยางอายเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้นะ!!” นางกระโดดเต้นเร่าๆ ไร้กิริยาที่ดีของสตรีในห้องหอ ความเอาแต่ใจและเกรี้ยวกราดกำลังเปิดเผยออกมาทีละนิด สองมือกำแน่นอย่างหมายมาด ‘ถ้าหากนางพบเอี้ยะหลิงเฟิง นางจะจัดการจนอีกฝ่ายเลือดกบปาก’ “ออกมาเดี๋ยวนี้สตรีน่าชัง”
เจ้าของนามในชุดสีขาวปักลายดอกเหมยเดินออกไปจากห้องที่นางเพิ่งให้ปากคำเสร็จเมื่อครู่ ในความไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้วนชิงหลานจึงต่อว่านางเช่นนี้ จนกระทั่งนางพบอีกฝ่ายตรงหน้าประตู “แม่นางต้วน”
“หน็อย เจ้า!! สตรีโสมม มารยา อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องที่เจ้าไปแอบมีสัมพันธ์ลับกับบ่าวชายในจวนของท่านผู้ว่านะ ข้ารู้ทุกอย่างแต่ยังจะช่วยเจ้าให้สมหวังกับท่านพ่อ ข้าส่งคนไปเจรจากับเจ้าเพื่อให้ยอมเพราะอยากให้เจ้าตกลงไปเป็นอนุทั้งๆ ที่เจ้ามีมลทิน ไม่เพียงขอบคุณ แต่เจ้ายังกล้าโป้ปดแจ้งความเท็จแล้วจับข้า” เงื้อมือขึ้นสูงหมายจะฟาดใบหน้าแสนงามที่วันนี้สวมชุดราคาแพง ราวกับเป็นสตรีชั้นสูง ‘มิใช่ว่านางไปหลอกลวงบุรุษมาอีกหรอกรึ?”
เอี้ยะหลิ่งเฟิงทำหน้าไม่เข้าใจ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าตีนาง เรื่องอะไรนางจะยอม “ถ้าอยากโดนก็เข้ามาสิ” นางก้าวเท้าเข้าหาพร้อมกับถลกแขนเสื้อ มือชูกำปั้นในท่า ชก “เรื่องปะทะ อย่าหาว่าข้าไม่กล้า หากข้าไม่ผิดใครหน้าไหนก็อย่ามาตีข้า” ยิ่งยามนี้นางมิใช่สตรีขายผักธรรมดา แต่นางเป็นถึงว่าที่ฮูหยินของท่านผู้ว่าจางหย่งซื่อเชียวนะ ‘เรื่องทะเลาะต่อยตีครานี้ มีสิ่งใดให้ต้องกลัวอีกเล่า’
“นี่เจ้ากล้า!!”
“ก็มาสิ!!!” ยิ่งเอี้ยะหลิ่งเฟิงเดินเข้าหา อีกฝ่ายกลับยิ่งถอยหลัง
ก่อนเรื่องราวจะบานปลายเสียงของเจ้าหน้าที่อย่างนายกองไห่ พร้อมกับร่างกายสูงใหญ่ของเจ้าตัว เดินออกมายืนกั้นกลาง เขามองท่านผู้ว่าที่ยืนกอดอกแต่มุมปากแย้มยิ้ม อยากให้สตรีปะทะกันก็ว่าไม่ได้ เพราะเขาเชื่อว่าถ้าหากเอี้ยะหลิ่งเฟิงเพลี่ยงพล้ำผู้ที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือย่อมเป็นจางหย่งซื่อแน่ๆ “เอาล่ะๆ สรุปคือเจ้ากำลังกล่าวอ้างว่า ที่จับตัวแม่นางเอี้ยะไปเพราะเรียกไปเจรจารึแม่นางต้วน”
“ใช่!!”
“อย่าโกหก เจ้าสั่งให้คนไปจับข้านั่นเรียกว่าเจรจาได้รึ หากเมื่อวานนี้พี่หย่งซื่อไม่ไปช่วยข้าไว้ได้ เจ้าคงส่งข้าให้บิดาเจ้าไปแล้วใช่หรือไม่”
‘ท่านผู้ว่าจางไปช่วยเอาไว้งั้นรึ?’ ต้วนชิงหลานมองเห็นท่านผู้ว่าที่ยืนอยู่ไม่ไกล นางจึงเริ่มบีบน้ำตา “นี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะท่านผู้ว่า เมื่อวันก่อนที่ท่านเรียกข้าไปสนทนาเรื่องที่หลิ่งเฟิงมีความสัมพันธ์กับบ่าวในจวนของท่าน นอกจากท่านไม่เชื่อคำข้า ท่านยังหลงกลนางจนถึงขั้นช่วยเหลือ ออกหน้าปกป้อง ทั้งๆ หลิ่งเฟิงไร้ยางอายเช่นนี้ ท่านยังเข้าข้างนางได้”