ทวิธราดล

    ตอนที่ 2 ล่วงแดน


    ตอนที่ 2 ล่วงแดน



    "คาบหน้ามีควิซนะครับ นักศึกษาอย่าลืมอ่านหนังสือมาด้วย" อาจารย์พูดใส่ไมโครโฟนหน้าชั้นเรียนพลางเก็บของบนโต๊ะ
    "ต่าย ๆ ฟ้าแชทมาบอกว่าอยู่หอสมุดน่ะ" หญิงสาวผมดำยาว ผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้าเรียวสวยได้รูปคล้ายสตรีสมัยก่อนหันไปพูดกับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ กัน
    "โอเคแป๋ว เดี๋ยวไปหามันที่นั่นแล้วกัน บอกเอด้วยว่าไปเจอกันที่หอสมุด" ต่ายหรือกระต่าย นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 2 ซึ่งมีใบหน้ากลมน่ารัก ยิ้มตลอดเวลา ผมสั้นสีน้ำตาลชวนมองพูดตอบเพื่อน
    นักศึกษาสาวสองคนเดินลงมาจากตึกเรียนรวม แดดในตอนเที่ยงส่องลงมาแผดเผา แป๋วยกหนังสือขึ้นบังแดด
    "ทำไมนัดแถวคณะไม่ได้ ต้องไปที่หอสมุด ไกลก็ไกล แดดก็ร้อน" แป๋วบ่น
    "ฟ้าบอกว่าจะคุยเรื่องทำรายงาน งานกลุ่มของอาจารย์สุวรรณไง"
    "หืม งานกลุ่ม? งานกลุ่มอะไร ทำไมเราไม่รู้" แป๋วหยุดเดินหันมามองหน้ากระต่าย
    "นี่แสดงว่าแกลืมน่ะสิแป๋ว อาจารย์สุวรรณสั่งงานกลุ่มเรามาตั้งสามเดือนแล้ว เรื่องทำสารคดีท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สำคัญในต่างจังหวัด นี่อีก 2 อาทิตย์จะถึงเดดไลน์ อย่าลืมสิ" กระต่ายชี้หน้าแป๋วล้อเลียนคนความจำสั้น
    "ตายจริง เราลืมไปสนิทเลยอะ ดีนะ ฟ้าจำได้ ไม่งั้นมีหวังติดเอฟ" แป๋วร้องออกมา
    "ได้ยินว่าฟ้าคิดออกแล้วว่าจะไปจังหวัดไหนน่ะ งานกลุ่มคงจะทำได้แล้วแหละ" กระต่ายบอกพลางก้มอ่านข้อความที่เด้งเตือนขึ้นมาในไลน์
    "มันจะไปจังหวัดไหนรู้ไหม" แป๋วถาม
    "เดี๋ยวก็รู้..."












    หอสมุดประจำมหาวิทยาลัย

    "เชียงใหม่น่ะ" ฟ้าตอบ เมื่อทุกคนมาพร้อมกันที่หอสมุด
    "ทำไมไปไกลจังเลยฟ้า" เอเพื่อนผู้ชายอีกคนในกลุ่มถามขึ้น
    "แหม ไม่อยากไปไกลล่ะสิ พ่อรูปหล่อ เดี๋ยวสาว ๆ ที่กรุงเทพฯ คิดถึงใช่ไหม" แป๋วแซวเพื่อนชาย ด้วยเพราะเอเป็นนักศึกษาหนุ่มใบหน้าคมสัน หุ่นนักกีฬา ผิวคล้ำ อีกทั้งยังสูงสมาร์ททำให้สาว ๆ มากมายต่างสนใจ
    "เราคิดว่าจะไปดอยอินทนนท์น่ะ คิดว่าไงบ้าง"
    คราวนี้ทั้งแป๋ว กระต่ายและเอ มองหน้ากัน
    "เราเห็นด้วยกับเอที่ว่ามันไกลไปนะ เดินทางลำบาก ค่าใช้จ่ายเยอะ เอาแบบไปเช้าเย็นกลับได้ไหม" แป๋วถาม
    "เราว่าดอยอินทนนท์น่าสนใจนะ ทำสารคดีทั้งที อีกอย่างเราก็มีรถยนต์ ขับไปให้ได้ แต่ทำไมฟ้าต้องไปไกลขนาดนั้นล่ะ รอบ ๆ กรุงเทพก็มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเยอะแยะ" กระต่ายถามฟ้า
    ฟ้าพยักหน้า เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนกังวลและสงสัย จึงอธิบาย
    "คือเราศึกษาเรื่องดอยอินทนนท์มาพอสมควรแล้วน่ะ วางแผนการเดินทาง ที่พัก ทริปท่องเที่ยว ที่ทำสารคดีเรียบร้อย อีกเหตุผลคือเราอยากไปที่นี่ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว พวกเราก็ถือว่าไปเที่ยวกันในตัวก็ได้นี่นา จุดสูงสุดในสยามเชียวนะ"
    "อืม ก็แล้วแต่ แต่ไปหน้าฝนแบบนี้จะดีเหรอ ไม่มีใครไปกันหรอกนะฟ้า" แป๋วเตือนอีกรอบ
    "ยิ่งดีใหญ่ คนไม่เยอะ ทำงานง่าย เราไปทำสารคดี คนยิ่งน้อยยิ่งดี" ฟ้าตอบเรียบ ๆ
    "เราไม่มีปัญหาหรอก ไปไหนไปกัน" ต่ายพูดอมยิ้ม
    "ไปก็ไป นาน ๆ ทีได้เดินทางไกล ๆ นี่เห็นแก่ฟ้านะที่วางแผนไปดอยอินทนนท์ไว้พร้อมแล้ว ไม่งั้นไม่ไปหรอก" เอตอบตกลงในที่สุด
    "ฟ้า! นั่นแกอ่านหนังสืออะไรน่ะ" แป๋วร้องออกมาดังลั่นจนนักศึกษาโต๊ะข้าง ๆ หันมามองด้วยความตกใจ
    ฟ้าพยายามจะปิดหนังสือเก็บแต่แป๋วไวกว่าเอื้อมมือมาคว้าหนังสือที่ฟ้าจะซ่อนออกมากางหน้าปกแล้วอ่านชื่อหนังสือให้เพื่อนคนอื่นฟัง
    "ป่าหิมพานต์กับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา หนังสืออะไรของแกเนี่ยฟ้า อ่านอะไรพวกนี้ด้วยเหรอ" แป๋วถามขำ ๆ
    "ฮ่า ๆ เราเห็นมันอ่านหนังสือประเภทนี้นานแล้ว สงสัยอยากไปป่าหิมพานต์" เอแซว
    "มีจริงด้วยเหรอ ป่าหิมพานต์อะไรเนี่ย" ต่ายถามด้วยความสงสัย
    "เราว่ามีจริงนะ" ฟ้าตอบเรียบ ๆ
    "เพ้อเจ้อน่าฟ้า มันเป็นแค่ป่าในนิยายของคนโบราณ ไม่มีจริงหรอก" แป๋วพูดยิ้ม ๆ
    ฟ้าเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร
    "ไปหาไรกินเถอะ หิวแล้ว" เอชวน











    เมื่อถึงวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ กระต่ายเป็นผู้รับผิดชอบขับรถยนต์ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยแวะพักระหว่างทางเสมอ ๆ
    เมื่อเข้าถึงจังหวัดเชียงใหม่ ฟ้า แป๋ว กระต่าย เอ แวะหาอะไรกินกลางเมืองเชียงใหม่ พอเที่ยงตรงทั้งหมดก็เดินทางมุ่งสู่อำเภอจอมทองทันที
    หลังจากจองโรงแรมที่พักเรียบร้อย ทั้งสี่คนก็ได้มาขึ้นรถสีฟ้าที่หน้าประตูเชียงใหม่ ไปลงที่หน้าวัดพระธาตุจอมทอง แล้วต่อรถสองแถวเพื่อเริ่มต้นขึ้นดอยอินทนนท์
    "ทำไมมันหนาวจังเลยล่ะ" กระต่ายพูดพลางย่นคอ
    "ต้องโทษฟ้าคนเดียวเลยเนี่ย" แป๋วบ่นกระปอดกระแปด แต่ฟ้าไม่ได้สนใจคำพูดของเพื่อนเลย ได้แต่มองไปรอบ ๆ อย่างสนใจในธรรมชาติ
    ผ่านไปหลายขั่วโมง
    "น้ำตกวชิรธาร แล้ว จุดสูงสุดแดนสยาม แล้ว กราบไหว้พระธาตุคู่ แล้ว ตลาดชาวเขา สถานีเกษตรโครงการหลวง แล้ว" เอพูดชื่อจุดท่องเที่ยวที่ผ่านมาแล้ว
    "เราไปทำสารคดีงานกลุ่มที่กิ่วแม่ปานดีไหม" แป๋วถามเพื่อนเสียงสดใส ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามรอบด้าน
    "ไม่ได้หรอก ตะกี้ถามเจ้าหน้าที่แล้วเขาบอกหน้าฝนกิ่วแม่ปานปิดน่ะ" กระต่ายตอบ
    "อ้าวเหรอ เสียดายจัง" แป๋วผิดหวัง
    "เราไปที่ชัวญ่าก็ได้นะ มีแปลงดอกไม้ วิวน้ำตกก็สวย" เอบอกเพื่อน ๆ
    "ก็ได้อยู่นะ ฟ้า ว่าไงล่ะ ฟ้ามองอะไรน่ะ" กระต่ายหันไปถามเพื่อน
    "อ้อ เปล่าน่ะ แค่มองไปเรื่อย ๆ ว่าจะถ่ายรูป" ฟ้าตอบ
    "ตั้งแต่มาฟ้าดูแปลก ๆ นะ เป็นอะไรรึเปล่า" แป๋วตั้งข้อสงสัย เพ่งมองหน้าฟ้าอย่างพินิจพิเคราะห์
    ฟ้าหลบตาแป๋ว
    "เปล่านี่ เราก็ปกติดี" ฟ้ากล่าวเบา ๆ
    "เราจะหาไรกินก่อนกลับโรงแรมดีไหม" กระต่ายถามมา
    "ไม่อยากไปถ้ำบริจินดากันก่อนเหรอ" ฟ้าชวน
    "ถ้ำอะไรนะ" แป๋วกับกระต่ายถามพร้อมกัน ส่วนเอหันมามอง
    "ถ้ำบริจินดา อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง น่าไปนะ"
    "ถ้ำอะไรไม่เคยได้ยิน" แป๋วขมวดคิ้ว
    "ไปเถอะน่า อุตส่าห์มาถึงดอยอินทนนท์แล้วนะ" ฟ้าเกลี้ยกล่อม
    "ไม่ล่ะ ขี้เกียจไปอะ" กระต่ายตัดบท

    แต่หลังจากที่ฟ้าประกาศว่าจะเลี้ยงข้าวเย็นคนที่จะไปถ้ำบริจินดากับเขา อีกสามคนก็รีบเปลี่ยนท่าทีจากที่ไม่อยากไปก็เป็นแย่งกันไปในทันที
    ไม่นานก็ล่วงเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1009 บริเวณใกล้เคียงกับน้ำตกแม่กลาง ทางแยกขวามือมีป้ายบอกทางไปถ้ำบริจินดา
    เมื่อถึงเวลาเดินเท้าก็ค่อนข้างลำบาก ผู้ชายอย่างฟ้าและเอไม่ค่อยเท่าไร แต่ผู้หญิงอย่างกระต่ายและแป๋วบ่นว่าฟ้ามาตลอดทาง ทำให้ทั้งฟ้าและเอหัวเราะกับสภาพสองสาว
    "นี่ผ้าอะไรอะ เห็นผูกไว้หลายจุดแล้ว" แป๋วถาม ชี้ไปที่ผ้าสี ๆ ที่ผูกไว้กับกิ่งไม้
    "ผูกเอาไว้กันหลงน่ะ" ฟ้าตอบ แป๋วสะดุ้งรีบเข้ามายืนใกล้ ๆ เพื่อนทันที หน้าตาเลิ่กลั่ก
    "เคยมีคนหลงป่าแถวนี้ด้วยเหรอ" แป๋วพูดเสียงเบา มองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดหวั่น
    "อย่ากลัวไปเลยน่า มากันตั้งสี่คน" เอปลอบ
    "นี่มันก็จะมืดแล้วนะ ตะวันใกล้ตกดินแล้ว ไม่รู้สิ เราว่ากลับก่อนดีไหม" กระต่ายมองดวงตะวันพลางพูดกับเพื่อน ๆ ด้วยความกังวล
    "อีกนิดเดียวก็ถึงแล้วต่าย มาดูไม่นานหรอก รับรองแสงตะวันยังไม่หมด" ฟ้ากล่าวกับต่าย
    "แถวนี้เขาว่ามีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยใช่ไหมฟ้า" เอถาม
    "ได้ยินมาเหมือนกัน แต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน"
    "ระวัง!!! " ฟ้าร้อง ดึงแขนแป๋วออกมา
    "ว้าย อะไรฟ้า ตัวอะไรเหรอ" แป๋วกระโดดโหยงออกมา ยืนอกสั่นขวัญแขวน มองไปตามพื้น
    "เปล่า ต้นสาวหลงน่ะระวังไปเหยียบ" ฟ้าบอกเบา ๆ ชี้ไปที่ต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ต้นหนึ่ง
    "ตาบ้า ตกใจหมด นึกว่างู ตะกี้ว่าต้นอะไรนะ"
    "ต้นสาวหลงน่ะ บ้างเรียกเถาวัลย์หลง อย่าไปเหยียบ เขาว่าเหยียบแล้วจะหลงป่า" ฟ้าเตือน
    "จริงเหรอ! " แป๋วอุทาน
    "แปลกจริง แถวนี้มีแต่เรื่องประหลาด ๆ " กระต่ายมองไปรอบ ๆ ห่อไหล่อย่างเสียวสันหลัง



    ไม่นาน
    "ถึงแล้ว" ฟ้าบอกอย่างยินดี ชี้มือไปที่ปากถ้ำเบื้องหน้า
    ถ้ำหินปูนปากทางค่อนข้างกว้างตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเด็กวัยรุ่นทั้งสี่ มองลอดเข้าไปในถ้ำสามารถเห็นทะลุออกไปได้ค่อนข้างไกล ราวกับในถ้ำจะกว้างและมีทางเดินมากมาย
    "นี่เหรอถ้ำบริจินดา ฟ้าแน่ใจนะว่าเข้าไปได้ เหมือนเขายังไม่ได้เปิดให้เข้าอย่างเป็นทางการรึเปล่า" แป๋วสงสัย
    "นี่ไงป้ายประวัติการค้นพบถ้ำ คงไม่ใช่ถ้ำลึกลับอะไรมากนักหรอก" กระต่ายชี้มือไปที่ป้ายขนาดใหญ่หน้าถ้ำ
    "ลองเข้าไปดูหน่อยไหม" ฟ้าชวน
    "ไม่ล่ะ" แป๋วกับกระต่ายปฏิเสธอย่างไม่ค่อยไว้ใจในสภาพแวดล้อม
    "นี่ก็ใกล้มืดนะฟ้า เข้าไปในถ้ำเวลานี้จะดีเหรอ" สองสาวกังวล
    "งั้นเดี๋ยวเรามา" ฝ่ายชายตอบ
    "รีบไปรีบมาล่ะ อยู่แถวนี้นาน ๆ แล้วขนลุกซู่" แป๋วพูด

    ฟ้ากับเอจึงลงเข้าไปในถ้ำด้วยกันแค่สองคน


    หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองหนุ่มก็ค่อย ๆ ออกมา
    "ข้างในสวยไหม" แป๋วที่นั่งอยู่คนเดียวบนก้อนหินขนาดใหญ่ร้องถามมา
    "ก็สวยดีนะ มีพระพุทธรูปให้กราบสักการะด้วย" ฟ้าตอบ
    "ข้างในไม่มืดเหรอ"
    "ไม่เลย มีอุโมงค์ให้แสงลอดผ่านเข้ามาสว่างเลยล่ะ แล้วถ้ำก็ทะลุถึงกันตลอด จริง ๆ มีทางให้เดินอีกไกลเลยนะ แต่เราออกมาก่อน กลัวมืดน่ะ"
    "แป๋วพลาดแล้วแหละเพราะข้างในสวยมาก มีธารหินสวยงาม พอเวลาโดนแสงแดดจะส่องประกายระยิบระยับเหมือนกากเพชรเชียว แล้วนี่เราเจอนมผาด้วย" เอพูดพลางหัวเราะคิกคัก
    "อะไรกันนมผา นมผาคืออะไรหรือ" แป๋วถาม
    "ชาวเหนือเขาเรียกกัน หมายถึงหินงอกหินย้อยน่ะ" ฟ้าตอบแทนเอที่ยังหัวเราะอยู่
    "อ๋อ" แป๋วพยักหน้าเข้าใจแล้วหันไปค้อนเอ
    "กระต่ายไปไหนล่ะแป๋ว" เอถามเมื่อหยุดขำได้ มองหากระต่าย
    "เดินไปดูถ้ำเล็ก ๆ ใกล้ ๆ นี่อีกถ้ำน่ะ" แป๋วตอบ
    "อะไรนะ แถวนี้มีถ้ำอีกเหรอ" ฟ้าสงสัย
    "ใช่ ๆ เราก็ไปดูกับกระต่ายมา อยู่ตรงนี้เอง ลงเนินสูงนั่นไปก็เจอแล้ว แต่ปากถ้ำเล็กนะ เข้าไปก็ต้องคอยก้ม แล้วข้างในนะ--" แป๋วพูดยังไม่ทันจบก็มีเสียงกรีดร้องดังลั่นป่า
    "กรี๊ด!!! "
    "ต่าย! " เสียงฟ้าและเอร้องขึ้นพร้อมกัน
    แป๋วผุดลุกขึ้นยืนและวิ่งไปตามเสียงร้องนั้นอย่างรวดเร็ว ฟ้ากับเอรีบตามไปทันที
    พ้นเนินที่สูงขึ้นไปไม่มาก ทั้งสามคนก็เห็นกระต่ายกำลังคลานถอยหลังออกจากปากถ้ำเล็ก ๆ เธอดูตระหนกตกใจจนกลิ้งล้มลุกคลุกคลาน ถูกกิ่งไม้พันตัวรุงรังยุ่งเหยิงแก้ออกมาไม่ได้
    ทั้งสามคนรีบถลันเข้าไปช่วยทันที กว่าจะแก้กิ่งไม้ที่พันอยู่ก็ตั้งนานเพราะกระต่ายดิ้นไปมา พอหลุดออกมาได้ กระต่ายก็รีบลุกขึ้น ผวาเข้าหาเพื่อน ๆ หน้าซีดตัวสั่น ปัดหูปัดหัวปัดตัวไปมา
    "ต่าย ๆ เป็นอะไร" แป๋วจับแขนเพื่อนเขย่าเรียกสติ
    "งู งูตัวใหญ่มาก จงอาง แผ่แม่เบี้ยอยู่หน้าปากถ้ำน่ะ" กระต่ายพูดเสียงสั่นเครือ ชี้มือไปหน้าปากถ้ำเล็ก ๆ
    ทั้งสามคนหันไปมองหน้าปากถ้ำแคบนั้น แต่ก็ไม่พบงูหรือสัตว์ชนิดใดอยู่ตรงนั้นเลย
    "งูอะไรกันต่าย ไม่เห็นมีเลย" เอพูด พยายามสอดส่ายสายตามองไปทั่ว ๆ
    "มีจริง ๆ นะ เราเห็นจริง ๆ งูตัวใหญ่มาก จงอางแน่ ๆ ชูคอทีสูงเท่าหัวเราเลย ถ้ามันฉกลงมาก็ถึงตัวเราแน่ แผ่แม่เบี้ยเกือบเท่ากระทะใบใหญ่ ๆ น่ะ" กระต่ายยืนยัน
    "บ้าแล้วต่าย ยืดตัวสูงเท่าหัว แผ่แม่เบี้ยเท่ากระทะเลยเหรอ ดูหนังมากไปมั้ง ถ้าตัวใหญ่ขนาดนั้นเราต้องเห็นบ้างสิ นี่เราไม่เห็นร่องรอยมันเลยนะ" แป๋วบอก มองกระต่ายอย่างไม่แน่ใจ
    "แล้วต่ายไปทำอะไรข้างในถ้ำเล็ก ๆ นั่นล่ะ" ฟ้าถาม
    "ไม่ได้จะเข้าไปหรอก คือเราเห็น เอ่อ..." กระต่ายอึกอัก
    "เห็นอะไรต่าย" เอถาม
    "คือเหมือนเราเห็นแสงสวย ๆ เหมือนพวกพลอยสี ๆ ติดตามผนังถ้ำด้านในน่ะ ส่องไฟฉายเข้าไปนี่ระยิบระยับมาก เรากะว่าจะเข้าไปถ่ายรูป ยังไม่ทันได้เข้าไปก็เจองูนั่นน่ะ" กระต่ายเล่า
    "ไม่เห็นจะมีอะไรเลย" เอพูด เพ่งตามองผนังถ้ำด้านใน
    "ไม่มีทั้งหินสีทั้งงูแหละ เธอคงกลัวที่มาที่นี่แต่แรกเลยสร้างภาพหลอนรึเปล่าต่าย" แป๋วบอก กระต่ายสั่นหัว
    "เปล่านะ เราเห็นจริง ๆ ไม่เชื่อเข้าไปดูใกล้..." กระต่ายพูดยังไม่ทันจบ ทั้งหมดก็ต้องสะดุ้งสุดตัว
    "ไอ้หนู มาทำอะไรกันแถวนี้" เสียงลุงคนหนึ่งตวาดลั่นขึ้นข้างหลัง
    ทั้งสี่คนหันไปมองก็เห็นลุงคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี ยืนแบกเครือกล้วย ใส่เสื้อผ้าแบบชาวบ้าน มีผ้าขาวม้าเคียนเอว
    "เป็นนักท่องเที่ยวเรอะ" แกถามเสียงดังซ้ำมาอีก เพ่งมองดูแต่ละคน
    "ใช่ครับ เรามาเที่ยวถ้ำบริจินดาครับลุง" ฟ้าตอบออกไป
    "ถ้ำบริจินดาอยู่อีกทางหนึ่ง ไม่ใช่ทางนี้ มาทำอะไรกันตรงนี้เล่า รีบกลับไปไป๊ จะค่ำมืดแล้ว แถวนี้มันไม่ค่อยดี" ลุงแกพูด
    "เอ่อ เราขอโทษค่ะ ไปเร็ว กลับเถอะ" กระต่ายรีบคว้ามือเพื่อน ๆ เดินออกมา
    "ไม่ค่อยดีที่ว่า คืออะไรเหรอครับลุง" ฟ้าถาม
    ลุงไม่ตอบ มองหน้าฟ้านิ่ง ๆ แล้วเดินหันหลังไป ทั้งสี่คนเห็นก็รีบเดินตามลุงไปอย่างอกสั่นขวัญแขวน
    "เอ รู้สึกเหมือนมีใครมองเราอยู่ไหม" ฟ้าถาม มองไปรอบ ๆ คว้าแขนเพื่อนไว้
    "อะไรฟ้า หลอนตามต่ายไปอีกคนรึไง ไม่มีหรอกใครจะมามอง คิดมากน่ารีบไปเถอะ จะมืดแล้วนะ ทางเริ่มมองไม่เห็นแล้ว" เอเตือน

    ทั้งหมดเดินตามลุงลงมาตามทาง ตลอดทางที่กลับมานั้น ลุงแกไม่พูดอะไรสักคำเงียบกริบไม่พูดไม่จา ทั้งสี่ที่เดินตามแอบสบตากัน ลักษณะการเดินของแกก็เร่งรีบแปลก ๆ ทำเอาวัยรุ่นทั้งสี่รีบเดินเร็วขึ้นด้วย

    พอผ่านลงมาได้สักระยะหนึ่ง

    "เคยมีนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพนี่ล่ะ" อยู่ดี ๆ ลุงก็พูดขึ้น ทำเอาทั้งสี่คนสะดุ้งตัวลอย ลุงแกพูดต่อไปว่า
    "มาเที่ยวที่นี่ ตอนแรกมาถ้ำบริจินดา แต่ตอนหลังกลับพากันเดินออกนอกเส้นทาง แล้วไปพูดจาไม่ดี หยาบ ๆ คาย ๆ ไม่เคารพสถานที่ ทิ้งขยะ ทิ้งก้นบุหรี่ส่งเดช"
    "แล้วเกิดอะไรขึ้นครับลุง" ฟ้าถาม
    "เขาว่าเห็นผู้ชายตัวใหญ่ ใหญ่มาก สูงกว่าต้นมะพร้าว ร่างกำยำ ทั้งตัวหัวจรดเท้านี่ดำทั้งตัวเลยนะ ดำมิดหมีเลย ตาพองถลึง ยืนชี้หน้าพวกนักท่องเที่ยว" ลุงเล่า
    ทั้งสี่หยุดเดินก่อนจะมองหน้ากัน แป๋วตาเบิกกว้าง กระต่ายกัดริมฝีปากตัวเอง
    "นักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นวิ่งหนีกลับลงมาแทบไม่ทัน พอมาถึงที่พักก็จับไข้หัวโกร๋นกันทุกราย ลุงไม่อยากเล่าตรงนั้น รู้สึกไม่ดี เลยไม่ได้ตอบที่ถาม นี่ลงห่างมาไกลแล้ว เลยเล่าได้" ลุงกล่าว
    "แล้วตรงนั้นเคยมีงูจง..." ฟ้าจะถาม แต่กระต่ายรีบคว้าแขนไว้ ส่ายหน้าเหมือนจะไม่ให้เล่า
    "มีอะไรนะ" ลุงหันหน้ามาถาม
    "อ้อเปล่า ไม่มีอะไรหรอกครับ" ฟ้าปฏิเสธ
    เมื่อลงมาถึงข้างล่างลุงแกก็แยกกลับบ้านไป ทั้งสี่ก็แยกมานั่งรถสองแถวกลับ
    "ลุงแกเล่าอะไรไม่รู้หลอนจริง" แป๋วว่า เอามือลูบไปมาทำท่าขนลุกขนพอง
    "คิดว่าจริงไหมที่แกเล่า" เอถามขึ้น
    "เราว่าจริงนะ เรายังเห็นงูจงอางใหญ่กับหินสีประหลาดเลย" กระต่ายพูดเบา ๆ
    "เราว่าเธอน่ะหลอนไปเองรึเปล่าต่าย เหมือนฟ้าเลย ตะกี้บอกว่าเหมือนเห็นใครมองอยู่ ตอนอยู่หน้าถ้ำนั่น" เอแซวยิ้ม ๆ
    "จริงเหรอฟ้า รู้สึกแบบนั้นเหรอ" กระต่ายรีบถาม
    ฟ้าไม่ตอบ แต่พยักหน้าเฉย ๆ
    แล้วในรถก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก แต่กระต่ายก็จ้องมองหน้าฟ้าอย่างสำรวจอาการอยู่บ่อย ๆ












    หน้าโรงแรมที่พัก

    "ซื้อดอกไม้ไหว้พระไหมฟ้า ตั้งแต่มาเชียงใหม่ยังไม่ได้ทำบุญเลย" กระต่ายพูดกับฟ้า พยักพเยิดไปยังร้านขายดอกไม้ไหว้พระที่มียายอายุมากคนหนึ่งนั่งขายอยู่
    "พรุ่งนี้ค่อยซื้อก็ได้ เดี๋ยวเหี่ยวหมด" ฟ้าบอก แล้วเดินพาเพื่อนมาหน้าโรงแรม
    "อะไรกัน ไม่ได้จะไม่ซื้อสักหน่อย แค่จะมาซื้อพรุ่งนี้เช้า ทำมาไม่พอใจจ้องหน้าพวกเราอยู่ได้" แป๋วว่ามองยายคนขายดอกไม้ถวายพระ
    อีกสามคนหันมามอง
    "เขามองอย่างอื่นมั้งแป๋ว" เอพูด แล้วทั้งหมดก็ไม่สนใจอะไรอีก พากันเดินเข้าโรงแรมไป



    "ขออาบน้ำก่อนนะแก ร้อนมาก ทำไมเมืองไทยร้อนแบบนี้ สมัยอยู่อียิปต์ไม่เห็นร้อนแบบนี้เลย" แป๋วพูดเสียงหนีบ ๆ สะบัดผมไปมา
    "ยัยบ้า อียิปต์เขาร้อนกว่าเราอีก" กระต่ายร้อง หยิบกระป๋องแป้งเขวี้ยงใส่ด้วยความหมั่นไส้พลางหัวเราะลั่น แป๋วกระโดดหลบขวดแป้งพลางขำพรืด ๆ ในลำคอแล้วผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำ
    "เราจะไปร้านสะดวกซื้อ พวกเธอเอาอะไรไหม" เอถามพลางหยิบกระเป๋าสตางค์
    "ไม่ล่ะ เราอิ่มแล้วน่ะ" ฟ้าบอก
    พอเอออกไปจากห้องแล้ว กระต่ายหันไปมองหน้าห้องน้ำได้ยินเสียงแป๋วเปิดน้ำเสียงดังแถมยังร้องเพลงลั่นห้องน้ำ
    "ฟ้า เราต้องคุยกัน" กระต่ายพูดเสียงเบา
    "คุยอะไร" ฟ้าขมวดคิ้ว มองหน้ากระต่ายงง ๆ
    "บอกความจริงมา อย่าคิดว่าเราไม่รู้ ทำไมงานกลุ่มต้องมาทำไกลถึงที่เชียงใหม่ มันแปลก แล้วอีกอย่างทำไมต้องมาดอยอินทนนท์" กระต่ายถาม
    "ไม่มีอะไรเลยนี่ เราก็แค่เห็นว่ามันน่าสนใจเลยมา แล้วทำสารคดีเชิงธรรมชาติที่ดอยอินทนนท์มันแปลกตรงไหน" ฟ้าตอบเลี่ยง ๆ
    "อย่าโกหกเราเลยฟ้า เราดูออก เธอจงใจจะมาที่นี่ ทำไมเราดูออกรู้ไหม หน้าฝนไม่มีใครเขามากันหรอก แต่เธอยังยืนยันที่จะไป อีกอย่าง เธอดูเหมือนจะอยากไปถ้ำบริจินดาอะไรนั่น ถึงกับลงทุนเลี้ยงข้าวพวกเรา ซึ่งไม่ได้อยู่ในทริปการเดินทาง แล้ววันนี้เราก็เจออะไรแปลก ๆ แถวนั้น ลุงคนนั้นก็ยืนยันอีกคนว่าที่ตรงนั้นมันดูพิกล แม้แต่เธอก็รู้สึกแปลก ๆ ไม่ใช่หรือที่ว่าเหมือนมีใครมองน่ะ บอกความจริงมาเถอะฟ้า อย่าปิดบังเราเลย เราเพื่อนกันนะ" กระต่ายกล่าวพลางจับแขนฟ้าไว้
    ฟ้ามองหน้ากระต่ายอยู่สักพักแล้วบอกว่า
    "ถ้าเราบอก อย่าบอกเอกับแป๋วนะ กลัวสองคนนั่นจะว่าเรา" ฟ้าบอกเสียงอ่อย ๆ
    "ได้ ๆ เราสัญญา" กระต่ายรับคำ
    ฟ้าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แล้วพูดว่า
    "เราอ่านหนังสือเกี่ยวกับป่าหิมพานต์น่ะ เราเคยอ่านเจอว่ามีทางเข้าอยู่ที่นี่" ฟ้าพูดเบา ๆ หลบตากระต่าย
    "อะไรนะ ฟ้า นี่เธอยังอ่านหนังสือบ้า ๆ นั่นอยู่อีกเหรอ มันไม่มีจริง เธออ่านแล้วก็มโนว่ามี เธอจะรู้ได้ไงว่ามีจริง แล้วไอ้ความเชื่อบ้า ๆ ของเธอต้องพาเราอีกสามคนถ่อมาที่เชียงใหม่เนี่ยนะฟ้า มันไม่คุ้มเลย ฟังดูไร้สาระอะ เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ" กระต่ายร้องออกมา ดูอารมณ์เสียสุด ๆ
    "เราก็ไม่ได้มั่นใจว่ามันจะมีต่าย เราแค่สงสัย อีกอย่างที่เรามาก็สามารถทำงานกลุ่มได้นี่จริงไหม ส่วนเรื่องความเชื่อของเราก็แค่อาจจะมาดู ๆ คิดซะว่ามาทัศนศึกษาแล้วกัน" ฟ้าแก้ตัว
    "ฟังไม่ขึ้นเลยฟ้า ที่เธอทำน่ะมันไม่มีเหตุผลเลยนะ บ้าจริง นี่แสดงว่าพวกเราโดนหลอกมางั้นสิ ถ้ารู้งี้แต่แรกไม่มาด้วยหรอก แล้วก็พาเราไปเจออะไรหลอน ๆ ด้วยก็ไม่รู้" กระต่ายบ่น จับหมอนทุ่มใส่หัวฟ้า ฟ้าหัวเราะ
    "ไม่ต้องมาทำเป็นขำ" กระต่ายสะบัดหน้าหนี ครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วพูดต่อว่า
    "แต่เราเคยอ่านเรื่องป่าหิมพานต์มาบ้าง เขาบอกว่าอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัยไม่ใช่เหรอ แถบประเทศอินเดีย เนปาล ทิเบตอะไรแถวนั้น นี่ฟ้ามาหาที่เชียงใหม่คงมีหรอกนะ" กระต่ายพูดใส่หน้าฟ้า
    "ใช่ ป่าหิมพานต์น่ะอยู่ที่นั่นจริง แต่ความจริงป่านี้ครอบคลุมหลายประเทศในสุวรรณภูมิเลยนะ มีมาถึงไทยด้วย และเขาบอกว่า ปากทางเข้าอยู่ที่ดอยอินทนนท์นี่แหละและที่เราอ่านมีเรื่องราวปากทางเข้าเกี่ยวกับถ้ำ ว่าจุดเข้าแดนก็คือในถ้ำ เราเลยค้นหาถ้ำที่ใกล้เคียงดูก็เจอถ้ำบริจินดาที่อยู่ใกล้ ๆ ดอยอินทนนท์จริง ๆ ก็เลยชวนพวกเธอไปเที่ยวดู" ฟ้ากล่าว
    "ไร้สาระ ไร้สาระมาก มโนเก่งมาก เรื่องบังเอิญทั้งนั้น ไม่มีอยู่จริงหรอก เป็นแค่เรื่องหลอกเด็ก" กระต่ายพูด เริ่มจะขำกับความเชื่อแปลก ๆ ของเพื่อนขึ้นมาบ้าง
    "แต่เธอก็เจออะไรแปลก ๆ ในถ้ำข้าง ๆ ถ้ำบริจินดานี่นา เธอบอกเห็นพลอยสี ๆ แล้วก็เจองูใหญ่ ลุงคนนั้นเขาก็เล่าเรื่องพิลึกบริเวณนั้นให้ฟังด้วย ลุงแกจะโกหกไปทำไม เราเองก็รู้สึกเหมือนมีคนมองตลอดเวลาตอนอยู่ที่นั่น เรื่องพวกนี้เธอจะปฏิเสธเหรอต่าย" ฟ้าพูดเสียงจริงจัง มองหน้ากระต่ายตรง ๆ
    กระต่ายชะงัก หยุดขำ ในใจคิดใคร่ครวญ


    "ฉันชื่อบุษบา นา นา นาน้า นา นา นาน้า น้า ฉันชื่อบุษบา นา นา นาน้า นา นา นาน้า" แป๋วอาบน้ำเสร็จแล้ว เดินออกมาร้องเพลงเสียงดังลั่นจนฟ้ากับกระต่ายตกใจ
    กระต่ายหยิบหมอนข้างปาใส่แป๋ว
    "ยัยบ้า ตกใจหมด ไปบุษบาที่ระเบียงโน้นไป" กระต่ายหัวเราะลั่น
    แป๋วเดินส่าย ๆ ร้องเพลงต่อไป
    "เสียงวิปริตมาก" กระต่ายล้อ แป๋วเชิ่ดใส่หยิบผ้ามาเช็ดผม ส่วนฟ้านั่งหัวเราะงอหาย
    "ปัง! " เอเปิดประตูห้องเข้ามาเสียงดังสนั่นจนอีกสามคนสะดุ้งอีกรอบ ชายหนุ่มวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าซีดเผือด ข้าวของที่ซื้อมาตกกระจัดกระจาย ดวงตาฉายแววหวาดกลัว ทุกคนในห้องหยุดขำมองมาที่เอเป็นตาเดียว
    "อะไร เป็นอะไรเอ" แป๋วถามด้วยความตกใจ
    เอนั่งลงกับพื้นห้อง นั่งหอบสักพักก่อนจะพูดขึ้นว่า
    "ตะกี้เรา เรา ไปซื้อของที่ร้าน เจอยายที่นั่งขายดอกไม้ไหว้พระที่อยู่ข้างตลาดก่อนจะถึงโรงแรมน่ะ จำได้ไหม ยายแกทักเราว่าตอนที่พวกเราสี่คนเดินเข้ามาในโรงแรม เขาไม่กล้าเรียกเพราะอยู่กันหลายคน แต่พอเห็นเราลงไปซื้อของคนเดียว แกเลยกล้าคุย ยายแกถามว่าไปทำอะไรกันมา แกบอกเห็นผู้หญิงชุดดำลอยตามพวกเรามาด้วย เท้าของผู้หญิงไม่ติดพื้น ใบหน้าเลือน ๆ ลอยตามพวกเราตลอดทางจนเข้าโรงแรม"
    "อะ... อะไรนะ! " อีกสามคนถามเสียงดังลั่นคับห้อง


    โปรดติดตามตอนต่อไป

    นิยายแนะนำ