ใน่เวลาที่เหล่าพฤกษานานาพันผุดขึ้นอย่างระรานตา โจวเที้ยนเปีย เดินทางขึ้นสู่ยอดเขาอัคนี ซึ่งเป็ที่ตั้งของปราสาทแห่งเพลิงของพรรคเปลวอัคคี เมื่อโจวเที้ยนเปียเดินทางมาถึงหน้าประตูปราสาทที่ถูกปิดสนิทและถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่นานแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน พรรคเปลวอัคคีเคยเป็พรรคฝ่ายมารที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าสมาชิกจะเดินทางไปยังที่แห่งใดก็สร้างความหวาดหวั่นใจให้แก่ผู้คนได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายธรรมะเองก็ยังต้องเกรงใจในความอหังการของพรรคเปลวอัคคี แต่เมื่อวันหนึ่งประมุขพรรคได้หายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากงานประลองกับประมุขพรรคฝ่ามือั พรรคเปลวอัคคีก็ตกต่ำลงอย่างช้าๆ สมาชิกระดับสูงหลายคนแก่งแย่งชิงดีกันเองเพื่อชิงตำแหน่งประมุขพรรค ด้วยความที่ระดับฝีมือของแต่ละคนมีความเก่งกาจพอๆกัน จึงไม่สามารถตัดสินกันได้อย่างเด็ดขาด จนพรรคแตกออกเป็เสี่ยงๆ ตั้งกันเป็ก๊กเป็เหล่าไม่ขึ้นตรงต่อกัน ไม่มีใครมีอำนาจสูงสุด ในทุกปีแต่ละก๊กก็จะส่งคนมาประลองฝีมือเพื่อขึ้นเป็ประมุขแต่ก็ไม่สามารถตัดสินได้อย่างเด็ดขาด
โจวเที้ยนเปีย เป็หนึ่งในสมาชิกระดับสูง เขาเดินทางมาที่ยอดเขาอัคนีในวันนี้ไม่ได้มาเพื่อประลองฝีมือใดๆ แต่เขามาเพื่อทำกิจการบางอย่างที่สมาชิกพรรคต้องเดินทางมาที่นี่เท่านั้นจึงจะสามารถทำได้
“ท่านจอมยุทธโจว ไม่ทราบว่าท่านมีเื่อะไรถึงได้มาที่นี่” ผู้ดูแลปราสาทพูด เมื่อสังเกตเห็นโจวเที้ยนเปียยืนอยู่หน้าประตูอยู่นานสองนาน
“ท่านผู้ดูแล พอดีว่าข้ามีเื่บางอย่างที่ต้องทำ ท่านสามารถเปิดประตูให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่” โจวเที้ยนเปียกล่าว
ผู้ดูแลทำหน้างุนงงก่อนจะเปิดประตูปราสาทให้โจวเปี้ยเที่ยนได้เข้าไปภายใน ผู้ดูแลเดินตามจอมยุทธโจวอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งเขาหยุดเดินลงที่เก้าอี้ประมุขที่มีสัญลักษณ์เปลวไฟใหญ่อยู่ด้านหลัง และมีคบเพลิงตั้งขนาบอยู่สองข้างและมีป้ายสัญลักษณ์ประมุขวางอยู่บนบัลลังก์
“ท่านจอมยุทธโจว ข้าน้อยขออนุญาตไปเตรียมสำรับอาหารไว้ให้แก่ท่าน” ผู้ดูแลกล่าว
เมื่อลับตาผู้คนแล้ว โจวเที้ยนเปียได้คุกเข่าลงกับพื้นทั้งสองข้าง สายตาจ้องมองไปที่ป้ายประมุขที่แขวนอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะกล่าวว่า “ทั้งชีวิตนี้ ข้าพเ้ามีเพียงแค่พรรคเพลิงอัคคีเพียงเท่านั้น ข้าพเ้าพร้อมอุทิศใจและกายเพื่อพรรคเพียงอย่างเดียว ข้าพเ้าพร้อมทำทุกอย่างเพื่อรับใช้พรรค เมื่อครั้งที่ข้าพเ้ายังเป็เด็กหากไม่ได้ท่านประมุขคอยชุบเลี้ยง ข้าพเ้าคงไม่มีฝีมือถึงขึ้นนี้อย่างแน่นอน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน หลายสิ่งหลายอย่างจึงต้องเปลี่ยน เมื่อใจและกายของข้าพเ้าเป็ของพรรคไปแล้วมันก็จะเป็เช่นเดิมจนกว่าชีวิตของข้าพเ้าจะหาไม่ แต่ในวันนี้ข้าพเ้ามีภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากเหนือสิ่งอื่นใดจะหาเปรียบปราณ ภรรยาของข้าพเ้ากำลังตั้งครรภ์ลูกน้อย ข้าพเ้าอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อดูแลลูกและเมีย ข้าพเ้าไม่้าให้คนที่ข้าพเ้ารักต้องมาเสี่ยงภัยไปกับข้าพเ้าอีกต่อไปแล้ว" โจวเที้ยนเปียกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า "นับจากวันนี้เป็ต้นไป ข้าพเ้าจะขอทำลายวรยุทธ์ตัวเองจนหมดสิ้น และขอตัวออกจากยุทธภพตลอดไป”
โจวเที้ยนเปียกำหมัดทั้งสองข้างไขว้กากบาทอยู่กลางอกพร้อมกับขับลมปราณที่มีอยู่อย่างมหาศาลก่อนจะกางแขนออก ลมปราณที่เกิดจากการขับนั้นรุนแรงจนพัดฝุ่นกระเด็น เปลวไฟที่ตั้งอยู่เกิดสะบัดจนเกือบดับ ผนังปราสาทถึงกับสั่นหวั่นไหว เมื่อโจวเที้ยนเปียทำลายวรยุทธของตัวเองจนหมดสิ้นแล้ว ร่างกายของเขาก็อ่อนเพลียและสลบล้มลง ผู้ดูแลที่อยู่ด้านนอกจึงรีบเข้ามาประคองเขาออกไปยังห้องพัก
เมื่อโจวเที้ยนเปียได้สติ เขาค่อยๆประคองกายตัวเองขึ้น และมองไปยังผู้ดูแล เมื่อผู้ดูแลสังเกตเห็นจึงรีบเข้ามาถามเขาว่า "ท่านจอมยุทธโจว อาการท่านเป็ยังไงบ้าง"
“ข้าไม่เป็อะไร ท่านผู้ดูแลข้าวานให้ท่านเขียนจดหมายฉบับหนึ่งได้หรือไม่” โจวเที้ยนเปียกล่าว
ผู้ดูแลรีบไปหยิบกระดาษและพู่กันมาเพื่อเตรียมเขียนจดหมายตามที่โจวเที้ยนเปีย้า
“ท่านผู้ดูแล ท่านช่วยประกาศไปยังพี่น้องในพรรคทุกก๊กทุกเหล่า และผู้คนต่างๆในยุทธภพ ว่าวันนี้ข้าพเ้าโจวเที้ยนเปียได้ทำลายวรยุทธ์ของตัวเองและออกจากยุทธภพอย่างถาวรแล้ว หากมีอันใดที่เคยล่วงเกินพี่น้องต้องกราบขออภัยอย่างยิ่ง”ผู้ดูแลจดตามสิ่งที่โจวเที้ยนเปีย้าทุกประการ
เมื่อโจวเที้ยนเปียมีกำลังมากขึ้นมาแล้ว เขาได้ควบม้าลงมาจากยอดเขาเพื่อมุ่งหน้าไปทางตะวันตกหลายพันลี้เพื่อมุ่งหน้าไปยังหุบเขาหนึ่งซึ่งมีหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลจากผู้คน เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับ เปาหวงหลาน ภรรยาของเขาที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆอยู่
“พี่เที้ยนเปีย ท่านกลับมาแล้วหรือ” เปาหวงหลานกล่าวขึ้นเมื่อสังเกตเห็นสามีของเธอเดินทางกลับมาแล้ว
“น้องหวงหลาน เ้าเป็ยังไงบ้าง วันนี้ข้าพเ้าเดินทางไปที่พรรคมาและได้ทำลายวรยุทธ์ตัวเองจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากวันนี้เป็ต้นไปพวกเราจะอยู่อย่างสงบเฉกเช่นคนธรรมดาตลอดไป” โจวเที้ยนเปียกล่าว
“ความจริงท่านไม่จำเป็ต้องทำถึงเพียงนี้ก็ได้ แต่เมื่อท่าน้าความสุขสงบแล้ว ข้าพเ้าเองก็พร้อมใช้ชีวิตอย่างสงบเช่นนี้กับท่านด้วยเช่นกัน” เปาหวงหลานกล่าว
หวงหลานรินน้ำชาให้แก่สามีของเธอ ก่อนจะไปหยิบสำรับอาหารภายในบ้าน เที้ยนเปียเห็นภรรยาที่กำลังท้องอยู่ต้องหยิบจับสิ่งของทำงานอยู่ตลอดจึงเข้าไปช่วยภรรยาของเขาถือบ้าง
“พี่เที้ยนเปีย นี่ท่านจะทำอะไร” หวงหลานกล่าว
“ข้าเห็นว่าแค่เื่หยิบสำรับอาหารข้าเองก็สามารถทำเองได้ เ้าเองก็ทำงานหนักอยู่ตลอดทั้งวัน ขอให้ข้าช่วยแบ่งเบาภาระเ้าสักครั้งเถิด” โจวเที้ยนเปียกล่าว
“ข้าพเ้าเป็เมียท่าน มันเป็หน้าที่ของข้าพเ้าอยู่แล้วที่จะดูแลปรนนิบัติท่าน ขอให้ท่านไปนั่งรอที่โต๊ะเถิด” เปาหวงหลานพูด
โจวเที้ยนเปียฉกฉวยเอาสำรับในมือของภรรยาและกล่าวว่า “ถ้าเป็เช่นนั้นเ้าก็ต้องเชื่อฟังข้พเ้า ข้าพเ้าสั่งให้เ้านั่งพัก เ้าก็ต้องนั่งพัก”
“พี่เที้ยนเปีย นี่ท่านขี้โกงนี่” เปาหวงหลานพูด
เปาหวงหลานนั้นเป็คนที่รัก เชื่อฟัง และเชื่อใจในสามีของเธอเป็ที่สุด เมื่อครั้นก่อนที่โจวเที้ยนเปียจะเดินทางไปทำลายวรยุทธ์ เปาหวงหลานเองก็ไม่้าให้ทำเช่นนั้น เธอรู้ดีว่ากว่าสามีของเธอจะมีฝีมือดั่งเช่นวันนี้ได้ต้องผ่านความยากลำบากมามากแค่ไหน แต่ในเมื่อมันเป็ความ้าของเขาแล้ว เธอเองก็พร้อมเชื่อใจและยินยอมให้เขาปฏิบัติดังหวัง
โจวเที้ยนเปีย้าใช้ชีวิตที่เหลือเพื่ออยู่ที่นี่กับครอบครัวอย่างเงียบๆ และไม่้าที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวพัวพันกับเื่วุ่นวายในยุทธภพอีกเลย
หลายเดือนผ่านไป ลูกน้อยของโจวเที้ยนเปียกับเปาหวงหลานถือกำเนิดขึ้น สีหน้าแห่งความปิติยินดีของพ่อและแม่มือใหม่มันช่างเต็มไปด้วยความสุขที่เปี่ยมล้น ทั้งสองตั้งชื่อบุตรคนนี้ว่า โจวเจียอี้
ในกลางดึกคืนหนึ่งสองสามีภรรยาและลูกน้อยกำลังนอนหลับอย่างมีความสุข เกิดเสียงกุกกักดังขึ้นนอกประตู ทั้งสองสะดุ้งตื่น โจวเที้ยนเปียหยิบกระบี่ที่วางอยู่ข้างเตียงออกมา ถึงแม้ว่าเขาจะทำลายวรยุทธ์ตัวเองไปแล้ว แต่เขายังคงคุ้นเคยกับการใช้กระบี่อยู่ เขาบอกให้เปาหวงหลานอยู่ในบ้าน และตัวเองค่อยๆ ออกไปนอกประตูเพื่อสำรวจว่ามีใครมาหรือไม่
เปาหวงหลานหยิบลูกชายวัยแบเบาะของตนขึ้นมาแนบกายหมายปกป้องไว้ให้มั่น แต่ทันใดนั้นเองก็มีฝ่ามือประหลาดพุ่งตรงเข้ามาสะกัดจุดของเธอไว้และฉกฉวยลูกชายที่กำลังร้องไห้แงไป โจวเที้ยนเปียได้ยินเสียงเด็กจึงรีบวิ่งกลับเข้ามาในบ้านและได้พบกับบุคคลปริศนาที่สวมหน้ากากสีทองอันประหลาด
“เ้าเป็ใคร ้าสิ่งใด วางลูกข้าลงเดี๋ยวนี้” โจวเที้ยนเปียกล่าวด้วยความหนักแน่น
“ประเสริฐมาก เห็นความรักของพ่อแล้วน้ำตาของข้าแทบไหล เกือบลืมไปเลยว่าในอดีตเ้าเองก็เคยพรากลูกพรากพ่อคนอื่นมาเช่นกัน ข้าซึ้งใจจริงๆ ถ้าเ้าอยากได้ลูกเ้าคืนข้าก็จะคืนให้” ชายผู้สวมหน้ากากทองกล่าว
จากนั้นชายคนนั้นได้ใช้ฝ่ามือฝ่าหนึ่งฟาดไปที่กลางหลังของเด็กน้อย จนทารกน้อยร้องไห้โฮออกมาเสียงดังมาก ก่อนชายผู้นั้นจะวางลง และกล่าวต่อว่า “ข้าได้ทำลายอวัยวะภายในลูกชายเ้าไปแล้ว ถ้าเ้าอยากให้ลูกชายเ้าหายเป็ปกติ ก็คงต้องใช้เคล็ดวิชาในคัมภีร์สะกดมารมาช่วยรักษาภายในสามวัน ไม่เช่นนั้นลูกของเ้าก็จะตาย” ชายสวมหน้ากากกล่าวก่อนจะลอยตัวหายไปท่ามกลางความมืด
โจวเที้ยนเปียรีบช่วยคลายจุดให้เปาหวงหลานประคองอุ้มลูกของตน ผู้เป็แม่อุ้มลูกด้วยท่าทีที่สั่นเครือผสมกับน้ำตาที่ไหลนองขนาบใบหน้าทั้งสองข้าง
“พี่โจว ลูกของเราจะเป็อะไรไหม” เปาหวงหลานกล่าวด้วยความเวทนา
“หวงหลาน เ้าไม่ต้องห่วง ข้าต้องหาทางช่วยลูกของเราให้ได้” โจวเที้ยนเปียกล่าว
“แล้วท่านจะทำอย่างไรเล่า” เปาหวงหลานพูด
“อีกสองวันจะเป็วันประลองยุทธ์ในงานฉลองคัมภีร์สะกดมาร วันนั้นข้าคงต้องไปชิงคัมภีร์มาให้ได้ และใช้เคล็ดวิชาภายในนั้นรักษาลูกของเรา” โจวเที้ยนเปียกล่าว
“แต่ท่านพี่ไม่มีวรยุทธ์ จะไปชิงคัมภีร์ในงานประลองยุทธ์ที่มีพวกฝ่ายธรรมะรายล้อมได้อย่างไร” เปาหวงหลานกล่าวด้วยความเป็ห่วงสามีของเธอ
โจวเที้ยนเปียััได้ถึงความหวงใยของภรรยา จึงใช้สองมือจับไปที่ไหล่ทั้งสองข้างของเธอ และกล่าวว่า “ไม่ว่าจะยังไง ลูกของเราจะต้องหาย เ้าจงคอยพี่อยู่ที่นี่และดูแลลูกชายของเราให้ดี แล้วพี่จะกลับมา”
โจวเที้ยนเปียถอดสร้อยเส้นหนึ่งที่มีจี้เป็สัญลักษณ์ที่เขียนคำว่า ตะวันตก มอบให้แก่ลูกชายที่กำลังร้องไห้ด้วยความเ็ป ก่อนจะหยิบกระบี่คู่ใจ และควบม้ามุ่งตรงไปยังสนามประลองในงานฉลองคัมภีร์สะกดมาร