สามวันหลังการประชุม
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ยังคงสงบงัน
แต่ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายราวหมอกบาง
“เส้นแร่พลังทางทิศใต้แปรปรวน”
“สัตว์อสูรระดับสูงเริ่มรวมตัวผิดปกติ”
“มีร่องรอยการปะทะใกล้เขตสำนักกระบี่นิรันดร์”
ข่าวเหล่านี้เล็กน้อย
ไม่พอให้าเทพลงมือด้วยตนเอง
แต่เพียงพอให้คนตั้งคำถาม
และคำถาม… มักถูกชี้ไปยังผู้แข็งแกร่งที่สุด
ภายในสำนักกระบี่นิรันดร์
หลินเสวียนเทียนยืนมองรายงานที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะหิน
เขาไม่ได้เชื่อข่าวลือทันที
แต่เขาเห็นรูปแบบ
เหตุผิดปกติทั้งหมด
เกิดใกล้เขตแดนของสำนักเขา
มากพอให้คนคิดว่า
พลังของเขาอาจกระทบสมดุล
เขายิ้มบาง
“วิธีง่าย ๆ”
หาก้าลดอิทธิพลของใคร
ก็ทำให้คนอื่นเริ่มระแวงเขา
ขณะเดียวกัน
ในหอประชุมลับของอีกสำนักหนึ่ง
“มันเริ่มแล้ว”
เสียงทุ้มเอ่ยช้า ๆ
“ยังไม่พอ”
อีกเสียงตอบ
“ต้องทำให้เขาถูกโดดเดี่ยวก่อน”
ไม่มีใครพูดชื่อหลินเสวียนเทียน
แต่ทุกคนรู้ว่าหมายถึงใคร
ในหมู่เก้าาเทพ
เขาแข็งแกร่งเกินไป
และความแข็งแกร่งที่เกินสมดุล
คือภัยต่อคนที่เหลือ
หอคอยดารา์
เยว่หลิงซวงมองดาวบนฟ้าอีกครั้ง
เส้นชะตาเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้น
เหตุผิดปกติเล็ก ๆ
กำลังเชื่อมโยงเข้าหากัน
เหมือนใครบางคนกำลังเร่งเวลา
นางกำมือแน่นในภาพอนาคต
ความตายของเขาไม่ได้เกิดจากการต่อสู้ตรง ๆ
แต่เกิดจาก “สถานการณ์” ที่บีบให้เขาต้องออกหน้าเพียงลำพัง
และนั่นคือสิ่งที่กำลังก่อตัว
นางเริ่มเปิดตำราต้องห้ามอีกครั้ง
เคล็ดวิชาผูกดวงดาว
ยังไม่ถึงเวลาใช้
แต่เวลาของนาง… อาจไม่มากแล้ว
ค่ำคืนเดียวกัน
หลินเสวียนเทียนยืนอยู่หน้าผาอีกครั้ง
ลมพัดแรงกว่าคืนก่อน
ครั้งนี้ลางสังหรณ์ชัดขึ้น
ไม่ใช่เงาเลือนลางอีกต่อไป
แต่เหมือนกระแสน้ำใต้ภูผา
ที่ค่อย ๆ กัดเซาะฐานราก
เขารู้แล้วว่า
บางคนเริ่มเคลื่อนไหว
และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
หลินเสวียนเทียนไม่ได้โกรธ
ไม่ได้หวั่นไหว
ดวงตาเขาสงบนิ่ง
“หากพวกเ้า้าให้ข้าออกหน้าเพียงลำพัง…”
เสียงเขาเบามาก
แต่มั่นคงดั่งคมกระบี่
“ก็ต้องดูว่าพวกเ้าจะรับผลตามมาได้หรือไม่”
เหนือท้องฟ้า
ดาวดวงหนึ่งเริ่มริบหรี่ลงอย่างช้า ๆ