เสียงฆ้องดังก้องกังวานไปทั่วตำหนักรัชทายาท ก้องสะท้อนตามเสาแกะสลักและพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบราวกับกำลังประกาศบางสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืน
ท้องฟ้าเบื้องนอกครึ้มต่ำเมฆสีเทาหนักอึ้งปกคลุมทั่วทั้งพระนคร สายลมหนาวพัดวูบเข้ามาตามช่องประตู ทำให้เปลวเทียนในโถงใหญ่ไหวระริก
บรรยากาศเงียบงัน…และกดดันกลางโถงนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ ซูอวี่หนิงชายารัชทายาท ผู้ซึ่งเคยได้รับความเคารพจากทั้งวัง
บัดนี้กลับอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากผู้ต้องหาปลายเข่าของนางแแ่กับพื้นหินความเย็นซึมลึกขึ้นมาตามกระดูกแต่สีหน้ากลับนิ่งสนิทนางไม่
แสดงความเ็ปไม่แม้แต่จะก้มหน้า สายตาคู่คมทอดตรงไปข้างหน้า ไม่หลบเลี่ยงทว่ารอบด้านกลับเต็มไปด้วยสายตาอีกนับสิบ
สายตาที่มองมาอย่างดูแคลนอย่างเหยียดหยาม และ…อย่างรอคอยจะเห็นนางล่มสลาย
“พระชายาซูอวี่หนิง…”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบาอ่อนหวานราวกับลมพัดผ่านกลีบดอกไม้ หลินเยว่หรง ก้าวออกมาจากด้านข้าง อาภรณ์สีอ่อนของนางพลิ้วไหวอย่าง
งดงามใบหน้าเรียวขาวซีด ดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก งดงาม…น่าสงสาร…และอ่อนแออย่างน้อยนั่นคือภาพที่นาง
้าให้ทุกคนเห็น
“หม่อมฉันไม่อยากให้เื่มาถึงขั้นนี้จริงๆเพคะ” นางเอ่ยเสียงสั่น “แต่หลักฐานมัน…ชัดเจนเกินไป”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเบา ๆ ทั่วโถง หลินเยว่หรงยกมือขึ้นช้าๆผ้าแพรผืนหนึ่งปรากฏในมือ มันเป็ผ้าเช็ดหน้า…ของบุรุษลวดลายเรียบง่ายแต่
เนื้อผ้าชั้นดี กลิ่นหอมอ่อนของเครื่องหอมบุรุษลอยแ่ในอากาศ
“ของชิ้นนี้…ถูกพบในตำหนักของท่าน”
คำพูดนั้นตกลงกลางโถงราวกับก้อนหินเสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้น
“ของบุรุษ?”
“ในตำหนักชายา?”
“เช่นนี้ไม่ใช่ว่า…”
คำกระซิบพวกนั้นเหมือนเข็มแหลมค่อยๆทิ่มแทงเข้ามา ซูอวี่หนิงก้มมองผ้าแพรผืนนั้นเพียงชั่วครู่ เพียงแวบเดียวก็รู้มันไม่ใช่ของของนางหรือพูด
ให้ถูก…มันถูก“วางไว้”
นางกำมือแน่นเล็บจิกลงในฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บแต่สีหน้ากลับยังนิ่ง
“ข้าไม่เคยทำ”
น้ำเสียงเรียบแต่มั่นคงชัดเจนจนแม้แต่คนที่ไม่อยากเชื่อ…ก็ต้องชะงักหลินเยว่หรงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากก่อนจะจางหาย
ไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่เคยทำอย่างนั้นหรือ?”นางเอ่ยเบา ๆ
จากนั้นนางสะบัดแขนเสื้อ ขันทีด้านหลังรีบก้าวออกมาถือกล่องไม้เล็กๆใบหนึ่ง เมื่อเปิดออก ของหลายชิ้นปรากฏขึ้น ปิ่นผมของบุรุษ เศษผ้าปัก
จดหมายลายมือที่ไม่ใช่ของซูอวี่หนิงทุกอย่าง…ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบและทุกอย่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
ซูอวี่หนิงเงียบไป สายตาไล่มองของพวกนั้นทีละชิ้นแผนนี้…ไม่ได้เกิดขึ้นในวันสองวัน มันถูกเตรียมมาอย่างดี ละเอียด…และรัดกุม
“เพียงของไม่กี่ชิ้นจะตัดสินชีวิตคนได้อย่างนั้นหรือ”
เสียงของนางดังขึ้นอีกครั้งชัด…เย็น…และไม่สั่นไหว
“หรือว่าที่วังแห่งนี้…ไม่้าความจริงอีกต่อไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งโถงเงียบลงทันทีมันไม่ใช่แค่คำแก้ตัวแต่มันคือการ “ท้าทาย” ท้าทายต่อคนที่ยืนอยู่สูงสุดตรงนั้น
“พอแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นหนักแน่น…และกดดันทุกคนเงียบกริบ
ซูอวี่หนิงเงยหน้าขึ้นบนขั้นสูงสุดของโถงเยี่ยเฉิงอวี้ยืนอยู่ชุดขององค์รัชทายาทสีเข้มขับให้ร่างของเขาดูสูงสง่าใบหน้าคมคายไร้ที่ติ
แต่ดวงตาคู่นั้นเ็าเย็นจนเหมือนจะตัดขาดทุกความรู้สึก
“เื่นี้จะปล่อยให้ยืดเยื้อไม่ได้”เขากล่าวช้า ๆ
“หลักฐานอยู่ตรงหน้าแล้ว”
ซูอวี่หนิงมองเขา สายตาของนางนิ่งลึก
“แล้วคำของหม่อมฉันเล่าเพคะ…”
เสียงของนางเบาลงเล็กน้อย ไม่ใช่อ้อนวอน แต่เป็คำถามที่มาจากใจ
“พระองค์ไม่คิดจะเชื่อหม่อมฉันเลยหรือเพคะ”
บรรยากาศเหมือนหยุดนิ่ง่วินาทีนั้น เยี่ยเฉิงอวี้นิ่งไปสายตาของเขาไหววูบ…เพียงชั่วขณะ ราวกับมีบางอย่างพยายามจะทะลุผ่านกำแพงที่เขา
สร้างขึ้นแต่สุดท้ายมันก็หายไป
“หลักฐาน…สำคัญกว่าคำพูด”
คำตอบสั้นๆ เ็าและเด็ดขาด เหมือนตัดทุกอย่างขาดในครั้งเดียวซูอวี่หนิงหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นแ่เบา…แต่แฝงด้วยความเย็นเยียบ
“ดี…”นางพึมพำ “ในเมื่อเป็เช่นนั้น หม่อมฉันก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก”
หลินเยว่หรงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มก่อนจะเงยขึ้นอีกครั้งพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
“หม่อมฉันหวังว่าฝ่าาจะตัดสินด้วยความยุติธรรม…”
คำพูดของนางฟังดูบริสุทธิ์แต่กลับเต็มไปด้วยพิษ
เยี่ยเฉิงอวี้หลับตาลงชั่วครู่เหมือนกำลังตัดสินใจแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ซูอวี่หนิงประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสีย…”
เสียงของเขาดังชัดเจนไปทั่วโถง
“ถอดยศชายา”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที แต่ซูอวี่หนิงกลับนิ่งเหมือนทุกอย่าง…ไม่สำคัญอีกต่อไป
“และ...”
เสียงนั้นหยุดเล็กน้อยก่อนจะตกลงมาเหมือนคมมีด
“เนรเทศออกนอกวัง”
บรรยากาศทั้งโถงเงียบงันนี่ไม่ใช่โทษธรรมดานี่คือการ“ตัดขาด"
ซูอวี่หนิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“เนรเทศ…”นางทวนคำเบา ๆ
“เ้าจะถูกส่งไปยังเรือนนอกเมือง”เยี่ยเฉิงอวี้กล่าวต่อ “และห้ามผู้ใดให้ความช่วยเหลือ”
แม้แต่ตระกูลซูก็ไม่อาจยื่นมือ แม้ร่างจะสั่นเล็กน้อยแต่ท่าทางยังคงสง่างามสายตาของนางกวาดมองไปรอบโถงคนเหล่านี้
เคยยืนอยู่ข้างนางเคยก้มหัวให้ แต่ตอนนี้…ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ยื่นมือสุดท้ายสายตาของนางหยุดที่เยี่ยเฉิงอวี้
“แม้ว่าหม่อมฉันกำลังท้องลูกของฝ่าาอยู่..เช่นนั้นหรือเพคะ”เสียงของนางสั่น แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
“วันหนึ่ง…”นางเอ่ยช้า ๆ “ฝ่าาจะเสียใจ”
ไม่มีน้ำตาไม่มีความโกรธ มีเพียงความเ็า…ที่ลึกยิ่งกว่าความเกลียดชังเยี่ยเฉิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตอบ
“นำตัวไป”
คำสั่งดังขึ้นเด็ดขาดไร้เยื่อใยทหารสองคนก้าวเข้ามาจับแขนของนางแรงนั้นไม่ได้รุนแรง…แต่ก็ไม่อ่อนโยนซูอวี่หนิงไม่ขัดขืนนางเพียงหันกลับไป
มองโถงใหญ่เป็ครั้งสุดท้ายที่นี่…เคยเป็บ้าน เคยเป็ที่ที่นางคิดว่าจะใช้ชีวิตไปทั้งชีวิต แต่ตอนนี้มันไม่เหลือะไรแล้วประตูตำหนักเปิดออกลม
หนาวพัดเข้ามาฝนเริ่มตก หยดน้ำกระทบพื้นหินเป็เสียงแ่เบา
ซูอวี่หนิงก้าวออกไป หนึ่งก้าว สองก้าว ฝนเริ่มเปียกเส้นผมไหลลงมาตามแก้มแต่ในวินาทีนั้นร่างของนางพลันสั่น ความอ่อนแรงแล่นขึ้นมาอย่าง
ฉับพลันภาพตรงหน้าพร่าเลือน นางเซไปข้างหน้าเกือบจะล้มลงกับพื้น และในขณะนั้นเสียงหนึ่ง…ก็ดังขึ้นแ่เบาแต่ชัดเจน ใกล้…ราวกับอยู่ข้างหู
“ท่านแม่…อย่าล้ม”
ซูอวี่หนิงชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจติดขัดเสียงนั้น ไม่ใช่ของคนภายนอกมันดังมาจาก…ภายในร่างของนางเอง