บทที่ 28 ฟื้นคืนชีพ (รีไรต์)
พวกเขาเพิ่งจะเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็มีเสียงคนร้องเรียก พวกเขาเหลียวหลังกลับไปมอง ปรากฏร่างชายรูปร่างกำยำ สวมใส่ชุดชาวนา บนใบหน้ามีแผลเป็จากไฟไหม้อยู่กำลังวิ่งตรงมาทางนี้
แม่เฒ่าฉินยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด เฝิงเสี่ยวฮวาก็ร้องลั่นด้วยความใสุดขีด
“กรี๊ดดด ผีหลอก!”
“ป้าชุนหลาน นั่นท่านใช่หรือไม่”
ชายผู้นั้นถามแม่เฒ่าฉินด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
นางจ้องมองอยู่นานสองนาน ก็ไม่อาจจำได้ว่าชายผู้นี้คือใคร
ในที่สุด ฉินเหล่าซื่อก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “เฉิงอันหรือ”
“ใช่แล้ว ข้าเอง ท่านป้า พี่สี่ ข้า...ข้าเอง เฉิงอัน!”
ชายผู้นั้นคุกเข่าลงร่ำไห้
แม่เฒ่าฉินพลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนโผเข้าสวมกอดชายผู้นั้น ปล่อยให้น้ำตาหลั่งริน ไหลอาบแก้ม
ชายผู้นี้คือฉินเฉิงอัน ลูกชายคนเดียวของฉินชุนอวิ๋น หลานชายของนางเอง
“เฉิงอัน นี่เ้าจริง ๆ หรือ”
ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาพบกัน เฉิงอันอายุเพียงสิบสามปี เป็เด็กหน้าตาดี เหตุใดจึงกลายเป็เช่นนี้ไปได้
หากไม่ใช่เพราะนางจำได้ นางคงไม่อาจรู้ได้เลยว่านี่คือหลานชายของนาง
“์ช่างกลั่นแกล้ง เหตุใดเ้าจึงเป็เช่นนี้ไปได้”
“ใบหน้าของเ้า เกิดอันใดขึ้น”
“ยังเจ็บอยู่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมลูบไล้ใบหน้าของฉินเฉิงอันอย่างอ่อนโยน
“แล้วเหตุใดหยางผิงถึงบอกว่าเ้าตายไปแล้ว มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่”
ฉินเฉิงอันน้ำตานองหน้า “ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ขอเชิญท่านป้าและทุก ๆ ท่านเข้าไปนั่งพักผ่อนในบ้านข้าเถิด เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง”
“ดี ไปกันเถิด ข้าอยากรู้ว่าเื่ราวเป็มาเช่นไร”
แม่เฒ่าฉินมองไปยังบ้านอิฐหลังนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
บ้านของฉินเฉิงอันตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้านทางทิศตะวันตก เป็บ้านดินเหนียวล้อมรอบด้วยกำแพงดินและหลังคามุงจาก
ประตูบ้านล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ มีเพียงสองห้อง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความยากจนข้นแค้น
แม่เฒ่าฉินยืนอยู่หน้าประตู รู้สึกเศร้าและเ็า
แต่ที่มากกว่านั้นคือความโกรธแค้น
ระหว่างทาง ฉินเฉิงอันได้เล่าเื่ราวให้ฟังคร่าว ๆ แล้ว
ภรรยาของฉินเฉิงอัน ชื่อว่าหลิวซิ่วเถา นางไม่ได้รังเกียจใบหน้าที่ถูกไฟไหม้ของเขา นางเต็มใจที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเขา และยังให้กำเนิดลูกชายหนึ่งคน ปีนี้อายุสามขวบ ชื่อโก่วต้าน
ในเวลานี้ มีหญิงขาพิการผู้หนึ่งจูงเด็กชายเดินออกมา
นางประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นฉินเฉิงอันพาคนมาด้วยมากมาย
“ซิ่วเถา นี่คือท่านป้า พี่ชายและพี่สะใภ้ของข้า”
“ท่านป้า นี่คือซิ่วเถา”
“โอ้! ดี ๆ ช่างดีเหลือเกิน”
แม่เฒ่าฉินมองดูหลิวซิ่วเถาอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
หลิวซิ่วเถาเห็นแม่เฒ่าฉินและทุกคนนั่งลงแล้ว นางจึงอุ้มลูกชายออกไปพร้อมกับตะกร้าใบหนึ่ง
ท่านป้าและครอบครัวอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล ต้องให้พวกเขาได้กินอิ่มเสียก่อน
“ซิ่วเถา พวกเราได้นำของฝากมาจากชายแดนด้วย ทั้งหมดอยู่บนรถม้า เดี๋ยวให้พี่สามีเ้าช่วยขนลงมา เ้าดูสิว่าจะเก็บไว้ที่ใดดี”
สวี่ซิ่วอิงเป็คนช่างสังเกต เมื่อเห็นหลิวซิ่วเถาสะพายตะกร้าออกจากบ้าน นางจึงรู้ได้ในทันทีว่าครอบครัวนี้ยากลำบากเพียงใด นางจึงรีบเอ่ยกับหลิวซิ่วเถาทันที
จากนั้นสวี่ซิ่วอิงก็เรียกสามีและฉินเหล่าซานให้ช่วยกันขนของลงจากรถม้า
“พี่สะใภ้ นี่...นี่มันมากเกินไปแล้วเ้าค่ะ ต้องใช้เงินมากมายเท่าใดกัน”
หลิวซิ่วเถาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นข้าวสาร ผลไม้ มันเทศ และสิ่งของต่าง ๆ ที่พี่ชายทั้งสองขนลงมาจากรถม้า นับรวมกันแล้วคงมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าร้อยจิน
ส่วนในตะกร้าทั้งสองใบนั้นก็เต็มไปด้วยไก่ เป็ด ปลา เนื้อ จนล้นตะกร้า
นางไม่เคยเห็นสิ่งของมากมายเช่นนี้มาก่อน จนนางไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดดี
“พวกเราก็เป็คนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก ดูสิว่าจะให้วางของไว้ที่ใด เดี๋ยวให้เหล่าซือช่วยขนไปวางให้” สวี่ซิ่วอิงกล่าวพลางจับมือหลิวซิ่วเถา บอกให้นางรับสิ่งของเหล่านี้ไว้
แม่เฒ่าฉินมองดูเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยแววตาชื่นชม
สิ่งของเหล่านี้บางส่วนซื้อมาจากตลาด แต่ส่วนใหญ่เป็ของที่ฉินเยาเยาเอาออกมา
“ใช่แล้ว น้องสะใภ้ รีบจัดของให้เรียบร้อยแล้วพาข้าไปทำอาหารในครัวเถิด พวกเราเดินทางมาทั้งวัน ท้องของพวกเราร้องประท้วงมานานแล้ว”
สือไห่ถังเดินเข้ามาพูด
ที่สือไห่ถังพูดแบบนี้ก็เพื่อลดแรงกดดันในใจของหลิวซิ่วเถา ให้นางสบายใจที่จะรับของเหล่านี้ไว้
หลิวซิ่วเถารับคำอย่างซาบซึ้ง แล้วรีบเข้าครัวไปทำอาหารให้พวกเขา
สือไห่ถังและพี่สะใภ้อีกสองคนก็เข้าไปช่วยในครัวด้วย
พวกนางนึ่งซาลาเปา หุงข้าว นำผักแห้งมาผัดกับเนื้อเค็ม และลวกผักกาดขาวที่หลิวซิ่วเถาปลูกไว้
จับไก่และเป็ดมาต้มเป็น้ำแกงหม้อใหญ่
ทุกคนนั่งล้อมวงกันอย่างมีความสุข ทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
“เฉิงอัน เื่ทั้งหมดนี้มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดหยางผิงถึงบอกว่าเ้าตายไปแล้ว”
“แล้วแม่ของเ้าล่ะ เป็อย่างที่เขาพูดจริงหรือไม่”
หลังจากกินข้าวเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็รีบถามอย่างร้อนใจ
นางมีความสงสัยมากมาย ้าให้ใครสักคนไขข้อข้องใจให้
เฉิงอันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำตาไหลออกมาก่อนที่จะพูด
ฝ่ายหลิวซิ่วเถาก็กอดลูกชายพลางเช็ดน้ำตาอยู่ข้าง ๆ
“เฉิงอัน เ้ารีบเล่าให้ป้าฟังหน่อยเถิด ว่าเกิดอันใดขึ้น ถ้าเ้าไม่พูด ป้าก็ไม่สบายใจ”
“ท่านป้า ข้า...”
เฉิงอันเอามือปิดหน้าร้องไห้
“เ้าเด็กคนนี้ รีบพูดมาสิ เ้าจะให้ข้าขาดใจตายก่อนหรืออย่างไร!”
แม่เฒ่าฉินร้อนรนจนเกือบจะตบเขาไปทีหนึ่ง
ฉินเฉิงอันเช็ดน้ำตาแล้วเริ่มเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้น
“สิบปีก่อน ท่านแม่ข้าขึ้นเขาไปเก็บผักป่า แต่กลับถูกคนพบว่านอนอยู่กับชายจากหมู่บ้านข้าง ๆ ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย”
“หลังจากที่ท่านแม่ถูกพากลับมาบ้าน นางก็ไม่ได้สติเป็เวลาสามวันเต็ม ในเช้าวันที่สี่ก็พบว่านางแขวนคอกับขื่อบ้าน... ฮือๆ ๆ”
“เป็ไปไม่ได้ ชุนอวิ๋นไม่มีทางทำเื่เช่นนั้น มันเป็ไปไม่ได้เด็ดขาด!”
แม่เฒ่าฉินเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าน้องสาวของตนไม่มีทางทำเื่เช่นนี้
ตอนที่น้องสาวของนางอายุสิบสี่ปี ขณะกำลังล้างเท้าอยู่ริมแม่น้ำ บังเอิญถูกชายผู้หนึ่งเห็นเข้า นางอับอายจนแทบจะตัดเท้าทิ้งทั้งสองข้าง
คนที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางนอกใจสามีเป็แน่
ฉินเฉิงอันกล่าวต่อ “ท่านแม่ถูกใส่ร้าย วันนั้นข้ากับท่านแม่ขึ้นเขาไปด้วยกัน ข้าเพิ่งแยกจากท่านแม่ไปเพียงครู่เดียว ก็ได้ยินคนพูดว่านางไปยุ่งเกี่ยวกับชายอื่น และถูกจับได้คาหนังคาเขา”
“แล้ว...”
ฉินเฉิงอันสะอื้นไห้อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวต่อว่า “ตอนที่พบศพของท่านแม่ผูกคออยู่กับขื่อบ้าน ท่านแม่ร่างกายแข็งทื่อ บนหลังมือมีรอยช้ำสีเขียวขนาดใหญ่ แม้ว่าตอนนั้นจะเป็ฤดูหนาว แต่ข้าก็ได้กลิ่นแปลก ๆ”
“ช้าก่อน เ้าหมายความว่า ชุนอวิ๋นเสียชีวิตก่อนหน้านั้นแล้วหรือ”
แม่เฒ่าฉินเอ่ยขัดขึ้น
ฉินเฉิงอันกุมศีรษะอย่างเ็ป “ข้าไม่ทราบ ตอนที่พบร่างของท่านแม่ ข้าพุ่งเข้าไปหาหมายจะกอดนางไว้ แต่พอแตะต้องร่างของนาง ท่านพ่อก็ลากข้าออกมาทันที”
“ท่านพ่อขังข้าไว้ในห้อง แล้วจัดการฝังศพท่านแม่อย่างลวก ๆ ข้าเห็นเพียงรอยช้ำสีเขียวที่หลังมือของท่านแม่ และได้กลิ่นแปลก ๆ”
“หลังจากนั้น ท่านพ่อก็ราวกับลืมข้าไปเสียสนิท ขังข้าไว้ในห้อง ไม่ให้ข้ากินข้าว กระทั่งคืนหนึ่ง เกิดไฟไหม้ขึ้นในห้องข้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ ใบหน้าของข้าจึงถูกไฟคลอกในตอนนั้น”
“ท่านพ่อโยนข้าทิ้งไว้ในบ้านเก่าหลังนี้ ปล่อยให้ตายไปเอง”
“จากนั้น ท่านพ่อก็แต่งงานกับภรรยาใหม่คือเฉียนเหมย”
ฉินเฉิงอันเล่าเื่ราวทั้งหมดให้แม่เฒ่าฉินกับคนอื่น ๆ ฟังอย่างละเอียด
เมื่อฟังจบ แม่เฒ่าฉินก็โกรธจนตัวสั่น ตาแดงก่ำ พึมพำด้วยความโกรธแค้น “เลวทรามยิ่งนัก!”
ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์นั้นจับประเด็นสำคัญได้
“เ้าบอกว่าท่านน้าเสียชีวิตไปสิบปีแล้ว แต่เหตุใดห้าปีก่อนข้ายังได้รับจดหมายจากท่านน้าอยู่เล่า”