บทที่45ทางเลือกสุดท้าย
แสงสีทองเรืองรองเจิดจรัสทอวาบขึ้นในห้วงมโนจิตของอวิ๋นเซ่อคล้ายกำลังตอบรับตัวตนอันผิดแผกของชายหนุ่มอย่างตื่นเต้นยินดี ตัวอักขระศาสตร์โบราณที่ถูกสลักอยู่บนต้นไม้ดั่งมีชีวิตมันแหวกว่ายเคลื่อนตัวบนเนื้อไม้ เลื้อยไปตามกิ่งก้าน ไหลเวียนเข้าสู่ส่วนปลายของใบและทอดลงตามไม้เลื้อยที่พันธนาการร่างของอวิ๋นเซ่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกผู้ล้วนไม่มีใครได้สังเกตเห็น เนื่องเพราะบริเวณที่เส้นสายสีแดงขวางกั้นเป็นอาณาบริเวณที่ถูกท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ได้คำนวณไว้แล้วว่า หากยืนอยู่โดยรอบเส้นแดงนี้จะมิอาจสามารถมองเห็นตัวอักษรโบราณที่สลักอยู่บนต้นไม้ได้โดยเหตุผลที่ต้นไม้ต้นนี้เป็นสถานที่ต้องห้ามก็เพราะอักษรโบราณดังกล่าว ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนที่ได้เห็นและยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ถึงตัวตนของตัวอักษร และเหตุผลที่ท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ห้ามผู้คนเข้าใกล้ก็ยังคงเป็นปริศนายากล่วงรู้
ต้าจงหมิงเป็นคนที่ฉุกใจคิดถึงปริศนาดังกล่าวว่าอาจนำพาพลังอันแข็งแกร่งมาสู่ตน มันจึงลักลอบมาแสวงหาโอกาสซักครั้ง มันได้เห็นรอยสลักตัวอักษรโบราณอันเลือนรางมากับตาแล้วแต่มิว่ามันจะมองอย่างไรก็มิเห็นความพิสดารหรือพลังที่แฝงอยู่บนตัวอักษรเหล่านั้นแม้เพียงนิดมันยังคิดอยู่ว่าเหตุใดท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ถึงประกาศเป็นสถานที่ต้องห้าม ทั้งที่มิได้มีความพิเศษลึกล้ำเท่าตึกไม้สี่ชั้นด้วยซ้ำแต่อีกใจหนึ่งการประกาศเป็นสถานที่ต้องห้ามก็นับว่าประเสริฐมิน้อย เพราะมันช่วยกำจัดศัตรูที่สร้างความรกหูรกตาแก่ตนได้เป็นอย่างดี
ไม่มีใครตอบได้ว่าเหตุใดท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ถึงต้องปิดกั้นต้นไม้แห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามจะมีก็แต่ตัวของท่านราชครูเอง และอาจหมายรวมถึงบุคคลในจำนวนไม่กี่คนที่รับรู้ แลหนึ่งในนั้นก็ใกล้ที่จะได้นับรวมอวิ๋นเซ่อเข้าไปด้วย
ตัวอักขระศาสตร์โบราณไหลเวียนประทับลงยังห้วงแห่งดวงจิตของอวิ๋นเซ่อจนหมดสิ้นและเพียงชั่วประกายไฟแลบ ในห้วงแห่งความนึกคิดของมันก็ได้ปรากฏบุรุษลึกลับผู้หนึ่งขึ้นซึ่งบุรุษผู้นั้นมีพลังญาณที่ลึกล้ำเกินกว่าตัวมันจะหยั่งถึง เป็นบุคคลที่อาจมีตัวตนก้าวเหนือสิ่งที่เรียกขานว่าเทพเซียนไปแล้วมันผู้นั้นก้าวเดินฝ่าป่าไม้แห้งขนาดใหญ่ที่ไร้ซึ่งสรรพสิ่งมีชีวิตใดดำรงอยู่ ท่ามกลางความมืดอันหนาวเหน็บไร้จุดสิ้นสุดมันได้มาหยุดยืนหน้าต้นไม้ต้นนี้ซึ่งแต่ก่อนเป็นต้นไม้ที่แห้งเกร็นไร้ชีวิตแล้วคนผู้นั้นก็ตวัดดรรชนีออกขีดเขียนตัวอักษรโบราณที่แฝงด้วยพลังญาณแลพลังชีวิตอันลึกล้ำสลักลงในเนื้อไม้เพียงอักษรปรากฏ แลแสงสีทองเรืองรองแผ่ลาม ต้นไม้ที่แห้งเกร็นต้นนี้ก็พลันผลิดอกออกใบราวกับปาฏิหาริย์ตัวอักษรเหล่านี้เรียงรายอยู่ทั้งหมดสี่แถว เป็นภาษาที่ไม่คุ้นตาแลมิอาจอ่านออก ทว่าอวิ๋นเซ่อกลับรู้ความหมายของตัวอักษรเหล่านั้นเป็นอย่างดี
ชุดที่หนึ่งอักขระศาสตร์แห่งทวยเทพ
ชุดที่สองอักขระศาสตร์แห่งบัญญัติสวรรค์
ชุดที่สามอักขระศาสตร์แห่งจิตวิญญาณ
ชุดที่สี่อักขระศาสตร์แห่งกาลเวลา
ซึ่งอักขระศาสตร์เหล่านี้ล้วนไหลเวียนประทับลงยังดวงจิตของอวิ๋นเซ่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
พลังญาณในกายของชายหนุ่มจากที่เคยแห้งขอดบัดนี้ราวกับได้ห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเอ่อล้นเข้าท่วม แก่นญาณชีพจรฟ้าในกายของอวิ๋นเซ่อที่แห้งเหี่ยวราวกับใบหญ้าที่ถูกทับถมใต้มวลน้ำแข็งนับพันปีก็เริ่มถูกพลังญาณจากอักขระศาสตร์ทั้งสี่ชุดเข้าเติมเต็มจนมีชีวิตชีวาและหมุนวนขึ้นอย่างรวดเร็วแลรุนแรงคลุ้มคลั่งนี่เป็นครั้งแรกนับแต่มันอยู่ในโลกอันมืดมิดแห่งนี้ที่พบเจอขุมพลังเหนือวิถีธรรมชาติเช่นนี้แม้จะไม่มากมายเท่าโลกอันขาวโพลนสว่างไสวในความฝัน แต่ก็เพียงพอให้ด่านญาณของมันฝ่าทะลวงขึ้นไปสู่ระดับบรมมาญาณขั้นปลายได้เพียงชั่วพริบตา!
(พลังญาณระดับบรมมาญาณ ขั้นปลายเป็นระดับพลังญาณชี้วัดความแข็งแกร่งของผู้ฝึกญาณลัทธิเต๋า เป็นขั้นสู่สมดุลพลังญาณพลังญาณในกายหลอมรวมกับพลังธรรมชาติจนเกิดสมดุล หากประสานเป็นหนึ่งเดียวสำเร็จ จะทำให้ผู้ฝึกก้าวสู่ระดับขอบเขตที่เหนือกว่าธรรมชาติแต่หากเกิดการผิดพลาดในขั้นการปรับสมดุล จะถูกพลังธรรมชาติย้อนทวน ทำลายแก่นญาณชีพจรฟ้ากลับสู่การเป็นบุคคลธรรมดาไม่สามารถฝึกปรือพลังญาณได้อีก เป็นระดับพลังญาณที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของผู้ฝึกญาณ: เนื้อเรื่องจาก เซียนเทพยุทธ์)
เมื่อเจตจำนงแห่งอักขระศาสตร์ถูกถ่ายทอดสู่ร่างของอวิ๋นเซ่อตัวอักษรโบราณที่ถูกสลักไว้ก็สูญหายไปตลอดกาล ต้นไม้ต้องห้ามที่มีใบดกครึ้มเจริญงอกงามมานับหลายร้อยหลายพันปีต้นนี้ก็พลันเหี่ยวเฉาลงทันใดกิ่งก้านสาขา ใบอันเคยเขียวชะอุ่มล้วนร่วงกราวลงยังพื้นจนหมดสิ้น เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นชั่วพริบตานี้ส่งให้เหล่าคนทั้งหลายที่ห้อมล้อมอยู่ต้องแตกตื่นบ้างงุนงงสงสัย หรือจะเกิดเภทภัยอันใดขึ้น หรือว่าอวิ๋นเซ่อจะเป็นตัวนำพาหายนะมาสู่สำนักมือปราบ!
ต้าจงหมิงได้ทีรีบกล่าววาจาขึ้น
“อวิ๋นเซ่อ นั่นเจ้าทำอะไร เจ้ามันมารอับโชคที่จะนำพาหายนะมาสู่ผู้คนชัดๆ”
เสียงกล่าวสนับสนุนดังระงม
“เจ้ามันตัวหายนะ”
“ตัวปัญหาเช่นเจ้าสมควรถูกขังลืม”
“ท่านหัวหน้ามือปราบรีบคร่ากุมตัวมันไปเร็วก่อนที่มันจะนำพาหายนะมามากกว่านี้”
หัวหน้ามือปราบมิชักช้า ตะโกนกล่าวสั่งการเสียงดัง
“จับกุมตัวมัน!”
ไม้เลื้อยอันแข็งแกร่งที่พันธนาการร่างของชายหนุ่มไว้ได้แห้งตายแลร่วงกราวมาจนหมดสิ้นไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งชายหนุ่มได้อีก จะมีก็แต่เหล่ามือปราบนับสิบที่พุ่งทะยานเข้าหาคิดคร่ากุมตัวมัน
อวิ๋นเซ่อบัดนี้ไร้ซึ่งหนทางเลือก ไร้ซึ่งคำอธิบายเพราะถึงแม้มันอธิบายไป แต่หลักฐานก็ชี้ชัดมาที่ตัวมันจริงๆ ยากแก้ไขหรือหาข้อมาแก้ต่างได้โดยง่ายอนาคตด้านการเป็นมือปราบของมันดูท่าจะมืดมนลงไปทุกขณะ เมื่อไร้หนทางเลือกสิ่งที่มันนึกถึงได้ในตอนนี้จึงมีเพียงหนทางเดียวนั่นก็คือเฒ่าเร่ร่อน
สิ่งของที่เฒ่าเร่ร่อนมอบให้แก่มันได้ถูกล้วงออกมามิรู้ว่าสิ่งใดอยู่ใต้แผ่นผ้า แต่มันรู้เพียงว่าถ้าเปิดออกเฒ่าเร่ร่อนผู้พิสดารคนนั้นจะมารับมันทันทีทว่าตอนนี้มิรู้ว่าเฒ่าเร่ร่อนอยู่ที่ไหน และจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ เช่นนั้นอวิ๋นเซ่อจึงต้องหาทางถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุดซึ่งสถานที่ที่จะให้มันทำเช่นนั้นได้ก็คือตึกไม้สี่ชั้นหลังนั้น!
อวิ๋นเซ่อมิชักช้า คนสะบัดห่อผ้าที่คลุมสิ่งของที่เฒ่าเร่ร่อนมอบให้จนคลายออกแต่คนยังมิทันเหลือบมองด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ปกปิดภายใต้ผืนผ้าชิ้นนี้คือสิ่งใด มันก็ได้ซุกเก็บของสิ่งนั้นใส่ลงในอกเสื้อดังเดิมแล้วหางตาเพียงเห็นประกายสีทองแวบหนึ่ง ก็มิได้ใส่ใจรายละเอียดอีก มันเพียงทุ่มสมาธิไปกับวิชาตัวเบาที่มันล่ำเรียนจากสถานฝึกมือปราบแห่งนี้
“อย่าให้มันหลบรอด!”
หัวหน้ามือปราบนายนั้นตะโกนกร้าว แต่ทว่าท่าร่างของอวิ๋นเซ่อช่างพริ้วไหวนักเพียงเบี่ยงกายไปมาสามสี่ตลบก็หลุดรอดจากการห้อมล้อมของเหล่ามือปราบและทหารแห่งจวนขุนนางหลินแล้วอวิ๋นเซ่อเคลื่อนกายผ่านไปได้ ส่งให้ต้าจงหมิงคิดแสดงฝีมือเพื่อเอาหน้า มันจึงตวาดก้อง
“เจ้าคนสามานย์ อย่าคิดที่จะหลบรอดได้!”
เวลาที่มันเฝ้ารอมาโดยตลอดได้เปิดออกเสียทีหากเป็นโอกาสเช่นนี้ มันย่อมที่จะลงมือเข้าใส่อวิ๋นเซ่อเต็มสิบส่วนได้ เพราะอวิ๋นเซ่อมิต่างจากผู้ร้ายเลยซักนิดและอวิ๋นเซ่อก็ยังเป็นบุคคลที่มันเกลียดมากที่สุด อยากลงมือมากที่สุด อยากจะทำให้มันได้ลิ้มรสความอัปยศเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ตนได้รับที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวคนอยากจะแสดงให้ทุกผู้ได้เห็นว่าฝีมือของตนเมื่อเอาจริง แข็งแกร่งกว่าอวิ๋นเซ่อมากเพียงไหน
“จงกลับไปชดใช้ความผิดซะ!”
พลังลมปราณที่มีทั้งหมดของต้าจงหมิงถูกรวบรวมมาพร้อมกับหมัดนี้มันมิได้ใช้ออกด้วยเพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ เพราะมันอยากเอาชนะอวิ๋นเซ่อเพียงแค่กระบวนหมัดอันเป็นกระบวนท่าต่อสู้มือเปล่าของสำนักมือปราบอีกนัยหนึ่งก็เพื่อต้องการเอาหน้า เพื่ออยากจะแสดงเพลงหมัดที่มันร่ำเรียนมาจนแตกฉานต่อหน้าทุกผู้คน
ความได้ใจบนใบหน้าของต้าจงหมิงฉายชัดจนปิดไม่มิดโดยเฉพาะเมื่ออวิ๋นเซ่อปล่อยหมัดโต้กลับอย่างทื่อด้าน ต้าจงหมิงมันก็ยิ่งหัวร่ออย่างได้ใจในหัวก็ครุ่นคิด
“เจ้าขยะหน้าโง่ พลังลมปราณอ่อนด้อยกว่าข้าแต่ยังมิรักตัวกลัวตายคิดประลองพลังลมปราณกับข้าอย่างทื่อด้าน ช่างโง่เขลาสิ้นดี!”
ความคิดของต้าจงหมิงก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับของบุคคลอื่นๆต้าจงหมิงคืออัจฉริยะที่มีพลังลมปราณเหนือกว่าผู้ใดในสถานฝึกมือปราบแห่งนี้ มิว่าจะเป็นชั้นปีที่หนึ่งไล่ไปจนถึงชั้นปีที่สามมันจึงถูกมองว่ามีโอกาสที่จะไปถึงมือปราบติดลำดับมากที่สุด เช่นนั้นสายตาอันเหยียดหยามดูหมิ่นจึงตกไปที่อวิ๋นเซ่อเป็นจุดเดียว
“ช่างไม่เจียมเงาหัวของตนจริงๆ"
“พลังลมปราณอ่อนด้อยเช่นนี้ ยังกล้าปะทะซึ่งหน้ารนหาที่ตายแท้ๆ”
“กระดูกเจ้าได้แตกเป็นสามท่อนแน่!”
“จัดการเจ้าคนร้ายเลยต้าจงหมิง"
“จงหมิง”
“จงหมิง"
“จงหมิง"
ต้าจงหมิงกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างถึงที่สุดเมื่อได้ยินเสียงสนับสนุนกระบวนหมัดนี้ของมันจึงยิ่งหนักหน่วงรุนแรงขึ้นไปอีก มันต้องการแสดงความแกร่งกล้าสามารถให้ทุกผู้ในที่นี้ได้เห็น!
ผลั๊ว…… เปรี้ยง!!!!
เสียงหมัดต่อหมัดปะทะซึ่งหน้าดังทึบหนักก่อนตามมาด้วยเสียงพลังลมปราณที่ดีดสะท้อนเข้าหากันจนสะท้านก้องไปทั่วบริเวณ หนึ่งลมปราณอันแกร่งกร้าวและหนึ่งลมปราณที่ลึกล้ำพิสดารไหลเวียนปะทะหักล้างซึ่งกัน ก่อนที่เสียงเปราะจะลั่นเกลียวกราวขึ้นราวแท่งหินที่แตกละเอียด
ต้าจงหมิงมีรอยยิ้มที่เย็นเยียบมั่นอกมั่นใจทว่าพอเสียงเปราะพ้นผ่าน นัยน์ตาของมันก็เบิกโพลง คนร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดแลมิคาดฝันเสียงกระดูกที่แตกหักกลับเป็นท่อนกระดูกแขนของมันเอง!
“เป็นไปไม่ได้ อ๊ากกก!”
ความแตกตื่นตกไปอยู่บนสีหน้าของผู้ที่ชมดูเหตุการณ์ทั้งหมดเห็นๆ อยู่ว่ากลิ่นอายพลังลมปราณของอวิ๋นเซ่อธรรมดาสามัญยิ่ง แต่เหตุใดถึงสามารถเอาชนะการหักล้างกำลังภายในต่อผู้ที่มีพลังลมปราณแกร่งกร้าวอย่างต้าจงหมิงได้จะมีก็เพียงอาจารย์ใหญ่เท่านั้นที่รับทราบความตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ ทราบว่าอวิ๋นเซ่อมีพลังลมปราณย้อนทวนซึ่งจะแข็งแกร่งกว่าผู้มีระดับพลังญาณใกล้เคียงกัน
ทุกผู้แทบไม่เชื่อในสายตาที่เห็น แต่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆทั้งยังเป็นการวัดพลังกันซึ่งหน้ามิได้เล่นลวดลายอันใดด้วย
ต้าจงหมิงนั่งคุกเข้ากุมแขนด้วยความเจ็บปวดทว่าความเจ็บปวดนี้ยังไม่เท่ากับความอับอายขายหน้าที่มันได้รับอีกครั้ง ตอนนี้ก็ยังเป็นตนที่ถูกมันเล่นงานจนกลายเป็นตัวตลกทำเรื่องขายขี้หน้าผู้อื่นไปแล้ว
“อวิ๋นเซ่อ เจ้า!”
ต้าจงหมิงคำรามด้วยความเดือดดาลและอับอายความอับอายนี้แทบทำให้มันซุกหน้าหลบในผืนปฐพี สิ่งเดียวที่พอจะช่วยล้างอายให้มันได้ก็คือเพลิงปราณดังนั้นเพลิงปราณของมันจึงถูกจุดติดแลพร้อมที่จะฟาดฟันเข้าใส่อวิ๋นเซ่อ แต่นั่นก็ไม่ทันการณ์เพราะร่างของอวิ๋นเซ่อได้ทะยานเข้าสู่ตึกไม้สี่ชั้น สถานที่ที่อันตรายมากที่สุดของสถานฝึกมือปราบไปแล้ว!
“นั่นมันจะทำอะไร"
“มันคงถูกกดดันจนเสียสติไปแล้ว”
“เข้าไปก็มิต่างจากฆ่าตัวตาย”
“เข้าไปก็ตาย ออกมาก็ตาย มิว่าจะทางไหนก็ตายอยู่ดี"
ฟ่านเหลียนตะโกนก้องไล่หลัง
“อวิ๋นเซ่อ!”
อาจารย์ใหญ่หานตงสือก็เบิกตารีบยื่นมือคิดเข้าห้ามปราบแต่สุดท้ายก็ยังช้ากว่าอวิ๋นเซ่อก้าวหนึ่ง คนได้แต่ส่ายศีรษะทอดถอนใจแผ่วเบาคราหนึ่งอย่างนึกเสียดายว่าที่มือปราบอันเหี้ยมหาญของมัน เห็นทีจะไร้ซึ่งอนาคตจริงๆ แล้ว
ในตอนนี้ไม่มีหนทางเลือกให้อวิ๋นเซ่อมากนักไม่ว่าจะทางซ้าย ขวา หน้า หรือหลังล้วนถูกปิดล้อมจนหมดทางหนีไปสิ้น โอกาสรอดสุดท้ายก็ยังไม่มาและไม่รู้จะมาถึงตอนไหนเช่นนั้นมันจึงจำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตกับตึกไม้สี่ชั้นเบื้องหน้า เดิมพันชะตาชีวิตและปณิธานที่เหลืออยู่ทั้งหมดไว้กับตึกไม้อันเก่าโทรมที่ทุกผู้ต่างหวาดผวาแห่งนี้!