ณ เวียงสรวง เมืองบริวารที่ตั้งอยู่บนชัยภูมิอันอุดมสมบูรณ์ร่มเย็น บรรยากาศยามนี้หาได้เงียบสงบเช่นที่ควรเป็ไม่ แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงดังก้องกังวานของการเตรียมพร้อม ภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ยามบ่าย ท้องทุ่งรวงทองรอบเวียงกำลังถูกกอบกำด้วยน้ำพักน้ำแรงของชาวเมือง ชายฉกรรจ์และหญิงแกร่ง ต่างเร่งมือเกี่ยวเก็บข้าวเพื่อกักตุนเป็เสบียงกรัง จัดสมทบเข้าสู่คลังหลวง หากเกิดศึกเหนือเสือใต้จวนตัว เสบียงทั้งหมดนี้จักทำให้ทุกคนรอดตาย
ลานวัดสบปิน ถูกแปลงสภาพเป็โรงศาสตราวุทธ เสียงค้อนเหล็กกระทบทั่งดัง แคร่ง! แคร่ง! สอดประสานไปกับเสียงลม ที่พ่นเข้าใส่เปลวไฟ ให้โหมลุกอยู่ในเตาหลอมอันคุกรุ่น กลิ่นถ่านและไอความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วอาณาบริเวณภายในโรงหลอมเหล็ก และโรงตีดาบ ทาสและชายฉกรรจ์ ต่างสับเปลี่ยนมือช่วยงานกันจนเหงื่อไหลท่วมกาย ด้วยต่างต้องเร่งมือตีดาบและหล่อหัวลูกเกาทัณฑ์ เพื่อให้ทันต่อกำหนดการหากทัพใหญ่เรียกรบ
เ้านางซอมพอนุ่งห่มผ้าฝ้ายย้อมฮ่อมรัดกุม ยืนตระหง่านอยู่กลางลานวัด ใบหน้าคมคายเด็ดเดี่ยว ดวงตาคู่สวยนิ่งสงบขณะทอดมองดูการทำงานของไพร่พล นางหาได้เพียงแต่นั่งเฝ้าบัญชางานดูอยู่แต่บนตั่งทอง แต่นางคือผู้ที่ลงมาคุมงานด้วยองค์เองเฉกเช่นบุรุษ เพื่อตรวจทานความแข็งแกร่งของทุกศาสตราก่อนส่งเข้ากองทัพแลคลังอาวุธหลวง
“เร่งมือเข้าเถิดหนาพี่น้องกู...ปลายหอกที่แหลมหนึ่งเล่ม ลูกเกาทัณฑ์ที่แม่นยำหนึ่งดอก อาจหมายถึงชัยชนะของสุวรรณโคมคำ แลชาวเราเวียงทรวง” เสียงของเ้านางซอมพอใสกระจ่างทว่าทรงอำนาจ นางหยิบลูกเกาทัณฑ์ขึ้นมาตรวจสอบความสมดุล พลางแหงนหน้ามองไปทางทิศที่ตั้งของเมืองหลวงสุวรรณโคมคำ
นางรู้ดีว่า...แม้เวียงสรวงจะยังสงบ แต่ที่สุวรรณโคมคำหาได้เป็เช่นนั้นไม่ ข่าวคราวเื่ความวุ่นวายระหว่างเ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายและน้องชายต่างมารดาเริ่มลอยมาตามลมศึก ทุกครอบครัวล้วนมีเื่ลับภายใน แต่ไม่ควรเลยที่จะมีในยามนี้
ครูบาเ้าสบปิน เดินนำเหล่าทาสแลสามเณร เอาดาบที่ทำเสร็จมากองรวมกับชุดก่อนหน้า เพื่อตรวจสอบจำนวนให้ถูกต้องครบถ้วนตามจำนวน
“ครูบาเ้า…อาวุธชุดนี้แข็งแกร่งดีนักแล หากเ้ามหาอุปราชสุวรรณโคมคำส่งสัญญาณเรียกใช้ เวียงสรวงเราที่มีกำลังเพียงเสบียงแลศาสตรา จักต้องมิทำให้ขายหน้า เราต้องไม่ให้เมืองใหญ่มองว่าเรากินแรงเขาเป็อันขาด” นางหันไปเอ่ยกับครูบาเ้าสบปินที่กำลังตรวจดูอักขระมนตราบนตัวดาบ
“เ้านางมิต้องห่วงดอก เวียงสรวงแม้นเป็เมืองเล็ก แต่แร่ทรัพย์ในดินของเรานั้นหาได้ด้อยค่าไม่ แลยามนี้ก็ได้พวกคนหนุ่มในหมู่บ้านแถบนี้ เข้ามาช่วยเสริมแรงพวกทาส ที่ต่างก็โหมงานกันมาหลายวัน การผลิตเลยทำได้ต่อเนื่อง ดูแล้วอาวุธของเรา น่าจะรวบรวมได้มากพอควร ที่จะส่งไปทัพหลวง แลดูแลวังเวียง”
ภิกษุวัยกลางคนผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงจอมทัพ แต่เพราะความผิดหวังบางประการ ทำให้ต้องหันหน้าพึ่งบารมีแห่งองค์พุทธะเข้าคุ้มหัว แต่มิวายที่หลายครั้งต้องออกหน้าช่วยเหลือบ้านเมือง จนทำให้ท่านต่างจากภิกษุทั่วไปในแผ่นดินสุวรรณโคมคำ ที่ล้วนต่างมุ่งหวังปฏิบัติเพื่อละทิ้งซึ่งกิเลศหมายหลุดพ้น พูดจบท่านก็เร่งฝีเท้าเดินกลับไปยังโรงตีดาบ ส่งเสียงออกคำสั่งต่อคนงาน พร้อมกับสอนงานให้ความรู้ไปด้วยพร้อมกัน
เ้านางซอมพอกำหอกแหลมคมในมือแน่น แม้นางจะอยู่ไกลถึงเวียงสรวง แต่หัวใจของนางกลับจดจ่ออยู่กับการรักษาแผ่นดินใหญ่ นางรู้ดีว่าหากเมืองหลวงสั่นคลอน เมืองบริวารเช่นนางก็ย่อมไร้ความมั่นคง การผลิตอาวุธในครานี้ จึงหาใช่เพียงการเตรียมศึกกับปัจจามิตร แต่เป็การเตรียมรับมือกับพายุใหญ่ ที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นจากภายในใจกลางสุวรรณโคมคำด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางหุบเขาซับซ้อนทางตอนเหนือ รอยต่อระหว่างแผ่นดินเมืองเวียงชัย เมืองหน้าด่านสำคัญ ที่กำลังถูกแผ่นดินใหญ่ตอนบนเร่งแผ่ขยายอิทธิพลลงมารุกราน กลิ่นควันไฟจาง ๆ คลุ้งไปทั่วชั้นบรรยากาศที่หนักอึ้ง ท้องฟ้าถูกบดบังด้วยเขม่าควันไฟจากการเผาทำลายป่าและหมู่บ้าน เสียงโลหะกระทบกันยังคงแว่วมาตามสายลม ผสมกับเสียงคำรามของชายฉกรรจ์ที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับความตาย
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงประทับยืนอยู่บนเนินดินสูง ฉลองพระองค์ด้วยเกราะหนังหุ้มโลหะหนา จากที่เคยเป็สีอ่อนสุกใส บัดนี้กลับถูกฉาบทาทับไปด้วยคราบเืและดินโคลนจนคล้ำหมอง ใบหน้าของพระองค์ซูบผอมลงจนแก้มตอบ ดวงตาที่เคยสว่างไสวกลับหม่นแสงลง ด้วยความล้าสะสมจากการรบติดพันมานานแรมเดือน ตามรายทางก่อนถึงกำแพงเวียงชัย นี่มิใช่เพียงการรบด้วยอาวุธ แต่คือการรบกับความหิวโหยและโรคภัยไข้เจ็บ เสบียงที่ร่อยหรอทำให้ทหารหลายนายต้องประทังชีวิตด้วยรากพืชหัวไม้ และสัตว์ป่าที่พอจะล่ามาได้
“มหาอุปราชเ้า! ข้างหน้าคือประตูเวียงชัยพระเ้าข้า แลบัดนี้ทัพพวกเยว่กำลังจะขึ้นตีป้อมปราการสุดท้ายแตกแล้วพระเ้าข้า!” นายกองผู้หนึ่งรีบเข้ามาคุกเข้ากราบทูล ะโบอกผู้เป็นายท่ามกลางเสียงโห่ร้อง และสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงกวาดสายตามองไปยังเวียงชัยที่เคยสวยงามร่มเย็น เมืองหน้าด่านที่บัดนี้กลายเป็เพียงเศษซาก กำแพงดินพังทลายลงหลายจุด ควันไฟพวยพุ่งขึ้นจากบ้านเรือนที่ถูกลูกธนูอาบเพลิงเผาผลาญ กองทัพเผ่าเยว่ที่มีรูปร่างปราดเปรียวและชำนาญหน้าไม้เกาทัณฑ์ กำลังดาหน้าเข้าใส่ราวกับฝูงมดนักล่า ที่พร้อมเข้ากัดกินเศษซากของเนื้อสัตว์ตายแห้ง
ข้าศึกบุกจนมาถึงอารามหลวงในเขตกำแพงแก้วเวียงชัย พญาศรีศักดิ์เ้าผู้ครองหัวเมืองเหนือสุดทรนง ในยามนี้ทรุดกายลงคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกองซากศพของเหล่าทหารนักรบคนสำคัญ ลมหายใจของพระองค์หอบถี่และขาด่ ที่สีข้างด้านซ้ายมีปลายหอกสำริดหักคาอยู่ เืสีแดงเข้มซึมไหลจนเปียกชุ่มผ้านุ่งแลขาสนับเพลา ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยบารมี บัดนี้ซีดเซียวขาวราวกับกระดาษ แม้กายจะเ็ป แต่ดวงตาคมกล้ากลับจ้องมองศัตรูตรงหน้าไม่วางตา
“กู…กูจักไม่ยอมให้พวกมึง ผ่านแผ่นดินบ้านกูไปถึงสุวรรณโคมคำ...”
เ้าศรีศักดิ์พึมพำแ่เบา ด้วยในลำคอยามนี้เหนี่ยวแห้งขาดน้ำมานานหลายชั่วยาม น้ำตาผสมเืไหลรินผ่านรอยแผลที่แตกนูนตรงโหนกแก้ม ชายผู้กรำศึกมาแรมเดือน พยายามจะพยุงตัวทรุดโทรมขึ้น โดยใช้ดาบบิ่นในมือเป็ตัวช่วยยันทรงกาย แต่ความเ็ปเจียนตาย ก็พร้อมกระชากชีวิตแลิญญา ให้ดับวูบลงได้ในทุกขณะจิต
ในจังหวะที่แม่ทัพเผ่าเยว่ฉีกยิ้มอย่างผู้มีชัย แลเงื้อดาบขึ้น หวังจะบั่นคอพ่อพญานั่งเมือง เพื่อเป็บรรณาการแก่ขุนศึกของตน ที่กำลังพิชิตเมืองแห่งนี้ได้สำเร็จ
“ตึง! ตึง! ตึง!”
เสียงกลองรบของทัพหลวงจากสุวรรณโคมคำก็ดังสนั่นก้องกำแพงเมือง กองทัพม้าของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง พุ่งทะยานลงมาจากเนินเขาดุจสายน้ำไหลหลาก เ้ามหาอุปราชควบม้าศึกลูกผสมข้ามซากปรักหักพัง ง้าวยาวในมือฟาดฟันเข้าใส่ข้าศึกศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ความเหนื่อยล้าที่เคยมีหายไปสิ้น เหลือเพียงจิตสังหารที่้าปกป้องแผ่นดินและชีวิตของสหายคนสำคัญ
“ศรีศักดิ์…มึงจงแข็งใจไว้! กูมาแล้ว!” เสียงะโของเ้าขุนคำหลวงดังฝ่าเสียงดาบปะทะกัน เพื่อหวังปลอบขวัญสหายอย่างขุนพญาเมืองเวียงชัยที่กำลังทิ้งชีวิตก้าวเข้าสู่ความตาย