การโจมตีของเฟิงอู่เทียนทำให้สัตว์อสูรกร่อนจิตคลุ้มคลั่งด้วยความโกรธจนถึงกับไม่สนใจการโจมตีของคนอื่น ๆ หากแต่พุ่งเป้ามาที่เขาเพียงคนเดียว แน่นอนว่าเป็นเพราะสัตว์อสูรกร่อนจิตดูถูกฝีมือของทุกคน ในสายตาของมันมีเพียงสองคนเท่านั้นที่อันตรายพอจะทำให้มันสนใจได้
คนหนึ่งคือฉู่ยวิ๋นเหยาและอีกคนหนึ่งคือเฟิงอู่เทียนซึ่งมันกำลังจู่โจมอยู่ในตอนนี้ ตราบใดที่มันจัดการสองคนนี้ได้ คนอื่น ๆ ก็จะกลายเป็นเพียงเศษเนื้อในไม่ช้า เมื่อเห็นหมอกสีดำของสัตว์อสูรกร่อนจิตที่ทรงพลังและพุ่งมาทางเขา เฟิงอู่เทียนก็ไม่กล้าประวิงเวลา ปีกวิหคเพลิงบนหลังของเขาทวีความแรงมากขึ้นพร้อมกับเปลวไฟสีแดงที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาของเขา
“บัดซบ เจ้าคิดว่าข้าจะไม่ฆ่าเจ้ารึ?”
เฟิงอู่เทียนสร้างผนึกอย่างรวดเร็ว มันทั้งน่าตกตะลึงและซับซ้อนกว่าผนึกมังกรของหลงเฉินมากนัก เปลวเพลิงส่งเสียงปะทุและบิดเกลียวรอบ ๆ เฟิงอู่เทียน อีกทั้งยังมีเสียงพญาวิหคดังขึ้นจากภายใน
“[บัญญัติวิหคแดง] … [ผนึกวิญญาณอัคคี]!”
เมื่อสร้างผนึกสำเร็จ สิ่งที่กระโจนเข้าใส่หมอกสีดำของสัตว์อสูรกร่อนจิตก็คือเปลวเพลิงขนาดใหญ่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นพญาวิหคเพลิงที่พุ่งเข้าปะทะกับควันสีดำจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หมอกสีดำที่รวมตัวกันหนาแน่นพุ่งทะยานสูงขึ้นไปบนฟ้า ห่างออกไปไม่ไกลนัก หนึ่งในยอดฝีมือถอนหายใจด้วยความชื่นชม
“ผนึกวิญญาณของเฟิงอู่เทียนถูกใช้อย่างเหมาะสมจริง ๆ มันสามารถปัดป้องการโจมตีของสัตว์อสูรกร่อนจิตได้ ดูสิ เจ้าสัตว์อสูรคงไม่รอดแล้วล่ะ!”
หลิวหลานเองก็มองเฟิงอู่เทียนด้วยความตื่นเต้น ดวงตางดงามของนางเป็นประกายและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
‘โอ้... จริงสิ แล้วเด็กคนนั้นล่ะ หลงเฉิน...’
นางกวาดตามองไปยังกลุ่มคนแต่หลิวหลานก็ไม่เห็นหลงเฉิน สีหน้าที่ภาคภูมิใจของนางก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที
‘อย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ เขาทำให้ข้าผิดหวัง เขาคงถูกเฟิงอู่เทียนฆ่าตายทันทีที่ก้าวเข้ามาในมิติห้วงนภา... เดาว่าความพยายามที่หมดไปกับเขาคงไร้ค่าเสียแล้ว’
ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่หลิวหลานคิด เวลานี้การโจมตีของสัตว์อสูรกร่อนจิตถูกเฟิงอู่เทียนขัดขวางไว้ได้สำเร็จ ขณะที่เหล่ายอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ต่างกระหน่ำโจมตีสัตว์อสูรอย่างรุนแรง
บาดแผลมากมายปรากฏอยู่บนร่างกายของสัตว์อสูรกร่อนจิต แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้มันบาดเจ็บได้อย่างแท้จริง อย่างมากก็ทำให้มันเกรี้ยวกราดมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
เป็นไปตามคาด นอกจากเฟิงอู่เทียนและฉู่ยวิ๋นเหยาแล้วก็ไม่มีใครสามารถรับมือกับสัตว์อสูรกร่อนจิตได้เลย สัตว์อสูรจู่โจมเฟิงอู่เทียนและยังต้องทนกับการโจมตีของคนอื่น ๆ แต่มันก็ยังไม่หันกลับมา ถึงกระนั้นความเกรี้ยวกราดของมันมาถึงขีดจำกัดแล้ว!
แม้ว่าเฟิงอู่เทียนจะสามารถรับมือกับการโจมตีของสัตว์อสูรได้ แต่มันก็รู้ว่าหากมันลงมืออีกครั้ง เฟิงอู่เทียนจะต้องตายอย่างแน่นอน และเมื่อใดที่เฟิงอู่เทียนตาย มันก็จะหันไปจัดการกับฉู่ยวิ๋นเหยาได้ ดังนั้นสัตว์อสูรกร่อนจิตจึงแข็งใจและยอมทนต่อความเจ็บปวดของบาดแผลและพุ่งเข้าใส่เฟิงอู่เทียนอย่างบ้าคลั่ง!
มันระบายความเกรี้ยวกราดทั้งหมดกับเฟิงอู่เทียน ทว่าทันใดนั้นเอง ความรู้สึกกระหายเลือดรุนแรงก็พุ่งมาที่มันจากทางด้านหลัง ในที่สุดสัตว์อสูรกร่อนจิตก็ตระหนักว่ามันประมาทฉู่ยวิ๋นเหยามากเกินไป แม้แต่ดวงตาของหลงเฉินเองก็เบิกโพลงเมื่อเห็นการโจมตีนั้น
‘นั่นจะต้องเป็นทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลางแน่ ๆ’
ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้ทักษะยุทธ์ที่สูงกว่าหนึ่งขั้นเช่นนี้ได้ นอกจากนี้ หากทักษะยุทธ์มีระดับที่สูงกว่าเท่าไรก็ยิ่งใช้ได้ยากลำบากยิ่งกว่า มีเพียงคนแปลกประหลาดจำนวนน้อยอย่างเช่นหลงเฉินที่สามารถทำได้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง คิ้วของหลิวหลานกำลังขมวดแน่น
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสำนักจักรพรรดิมรกต ดูเหมือนฉู่ยวิ๋นเหยาได้ฝึกฝนกระบวนท่าแรกของ [วิถีแก้วสิขร] แล้วสินะ การแข่งขันนี้คงจัดขึ้นเพื่อนางโดยเฉพาะ ในเมื่อกระบี่แก้วสิขรมีไว้เพื่อนาง ...แต่ข้าแน่ใจว่าอู่เทียนจะทำให้พวกเจ้าทุกคนต้องประหลาดใจ!”
เวลานี้ ฉู่ยวิ๋นเหยาวิ่งไปด้านหลังสัตว์อสูรกร่อนจิตพร้อมด้วยหมอกที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่รอบตัว นางดูเหมือนกับกระบี่หยกขาวที่อยู่ในมือของนางซึ่งส่องแสงเป็นประกายงดงามยากเกินอธิบาย
อย่างไรก็ตาม หากใครจะปฏิเสธความแข็งแกร่งของนางเพราะสิ่งนี้ก็นับได้ว่าผิดมหันต์ทีเดียว ระหว่างนั้น สายลมกระโชกแรงหมุนวนอยู่รอบกระบี่ของนาง และภายในลมหมุนนั้นเต็มไปด้วยคมมีดเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน ทุกสิ่งล้วนเป็นภาพมายา หากแต่ความแหลมคมของพวกมันนั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคมมีดของจริง หรือไม่พวกมันก็อาจจะแหลมคมกว่าคมมีดจริง ๆ นับร้อยพันเท่าด้วยซ้ำ
คมมีดนับร้อยนับพันหมุนวนอยู่รอบกระบี่หยกขาวด้วยความเร็ว และในขณะที่ฉู่ยวิ๋นเหยาไล่ตามสัตว์อสูรกร่อนจิตไปนั้น นางก็ชูกระบี่ขึ้นกู่ร้องด้วยเสียงดังกึกก้อง คมมีดนับไม่ถ้วนแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงและพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรทันที!
เวลานี้ สัตว์อสูรกร่อนจิตเตรียมจะสังหารเฟิงอู่เทียน ฉู่ยวิ๋นเหยาตระหนักถึงช่วงเวลานี้ดี แม้แต่หลงเฉินที่เฝ้ามองอยู่ไกล ๆ ยังถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชม
“แม่นางผู้นี้ช่างน่าทึ่งจริง ๆ”
“เชอะ ไม่เห็นจะสักเท่าไรเลย เมื่อก่อนนี้ข้าก็ทำเช่นนี้บ่อย ๆ หากเจ้าเห็นคงหวาดกลัวจนฉี่ราดแน่ ๆ!”
หลิงซีห่อปากหลังจากได้ยินหลงเฉินชื่นชมฉู่ยวิ๋นเหยา นางรู้สึกไม่พอใจนัก สายตาของหลงเฉินจับจ้องไปที่การต่อสู้และไม่ได้สนใจนางเลย เมื่อฉู่ยวิ๋นเหยาลงมือ แม้แต่อากาศโดยรอบก็ดูจะได้รับผลกระทบเมื่อประกายแสงจากคมมีดพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรกร่อนจิต
“[วิถีแก้วสิขร]! ... [กระบี่หยกแก้ว]!”
สัตว์อสูรกร่อนจิตส่งเสียงร้องโหยหวนดังกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือนขณะที่มันถูกเฉือนด้วยใบมีดเหล่านั้น ความพยายามทั้งหมดของมันพุ่งไปที่การสังหารเฟิงอู่เทียน และอีกครั้งที่มันอ้าปากปล่อยหมอกสีดำที่ดำมืดและหนาแน่นกว่าเดิมออกมาและพุ่งเข้าใส่เฟิงอู่เทียนอย่างไม่หยุดยั้ง!
ตอนนั้นเอง ฉู่ยวิ๋นเหยาก็สบโอกาสและกระหน่ำโจมตีทันที บาดแผลจำนวนมากปรากฏตามลำตัวของสัตว์อสูร ขณะที่แผลลึกที่สุดนั้นบาดลึกไปจนถึงกะโหลกของมัน!
บาดแผลสาหัสเช่นนั้นทำให้สัตว์อสูรกร่อนจิตร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา แล้วร่างมหึมาของมันก็ล้มลงกับพื้น
แม้ว่าการโจมตีนี้จะไม่ได้สังหารมันในทันที แต่ก็ทำให้สัตว์อสูรสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ มันทำได้เพียงรอให้ถูกสังหารเท่านั้น ตราบใดที่ฉู่ยวิ๋นเหยาโจมตีอีกครั้ง ไม่ว่าการโจมตีนั้นจะเบาเพียงใดมันก็คงไม่รอดอย่างแน่นอน ขณะที่ฉู่ยวิ๋นเหยากำลังจะลงมืออีกครั้ง ทว่าทิศทางของนางครั้งนี้กลับเล็งไปที่เฟิงอู่เทียน!
เวลานั้น ทุกคนต่างร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนหน้านี้ที่พยายามจัดการกับเฟิงอู่เทียน สัตว์อสูรกร่อนจิตก็ถูกฉู่ยวิ๋นเหยาสังหาร แต่แล้ว [อสูรกร่อนจิต] เฮือกสุดท้ายของมันก็ยังคงพุ่งเป้าไปที่เฟิงอู่เทียนอย่างต่อเนื่อง เขาจึงง่วนอยู่กับการรับมือ [อสูรกร่อนจิต] และไม่คาดคิดว่าฉู่ยวิ๋นเหยาจะใช้เล่ห์เหลี่ยมโจมตีเขาในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้!
เฟิงอู่เทียนตระหนักว่าตนเองคงต้านทานการโจมตีจาก [เงากระบี่ใจพิสุทธิ์] ได้ยากเย็นเต็มที สีหน้าของเขาซีดเผือด เมื่อหมอกสีดำของ [อสูรกร่อนจิต] กำลังพุ่งตรงมาที่เขา
“พี่อู่เทียน!”
เฟิงอู่เทียนที่เคยสร้างความตื่นตระหนกเมื่อครู่กลับถูกโจมตีโดยหมอกสีดำและดูท่าไม่ดีนัก หลิวหลิงตกใจกลัวพลางจ้องเขม็งมาที่ฉู่ยวิ๋นเหยาด้วยความเกลียดชัง ดวงตาของนางรื้นไปด้วยน้ำตาขณะที่นางกระโจนเข้าใส่ฉู่ยวิ๋นเหยา
“นังผู้หญิงชั่ว! คนอย่างเจ้ามันสมควรตาย!”
ทุกคนในสำนักสุริยันมรกต่างรั้งนางไว้ เมื่อไม่มีเฟิงอู่เทียนอยู่ด้วยก็ไม่มีใครกล้าพอจะรับมือกับฉู่ยวิ๋นเหยา ฉู่ยวิ๋นเหยามีสีหน้าเรียบเฉยขณะที่นางยืนอยู่ข้างสัตว์อสูรกร่อนจิตพลางกวาดตามองไปทางทุกคน สายตาของนางช่างสงบเยือกเย็น อีกทั้งภาพของนางที่กำลังยืนอยู่ข้างสัตว์อสูรก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างนิ่งเงียบด้วยความหวาดผวา
ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ตระหนักดีว่านี่คือเวลาช่วงชิงกระบี่แก้วสิขร แต่เมื่อเห็นเฟิงอู่เทียนอยู่ในสภาพเช่นนั้นจึงไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไร
หลงเฉินเองก็รู้สึกประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่กลับตาลปัตรเช่นนี้ เขาถึงกับต้องพิจารณาเด็กสาวผู้นี้ใหม่อีกครั้ง
‘นางเป็นเด็กสาวที่งดงามถึงเพียงนี้ แต่วิธีการและความรู้สึกของนางนั้นออกจะเกินไปสักหน่อย อย่างที่คิดไว้จริง ๆ นางไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ข้าชอบ’
ข้าง ๆ หลิวหลาน ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความเงียบ ดวงตาของหลิวหลานจับจ้องไปที่เด็กสาวและทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง
‘คนจากสำนักจักรพรรดิมรกตถูกบ่มเพาะมาให้เป็นระดับหัวกะทิอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสภาวะจิตใจและความแข็งแกร่ง คงเป็นไปได้ยากเสียแล้วที่พวกเราจะได้กระบี่แก้วสิขรมาครอง’
นางมองไปที่เฟิงอู่เทียนที่ถูกล้อมไว้ด้วยหมอกสีดำจากนั้นก็นิ่วหน้า
‘ในเมื่อตอนนี้เขาได้รับผลกระทบจากอสูรกร่อนจิต เขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่อาจจะหมดสติไปชั่วคราว ข้าหวังว่าจะไม่มีสิ่งเลวร้ายใดเกิดขึ้น...’
เมื่อนางคิดได้ดังนั้น ฉู่ยวิ๋นเหยากำลังจะดึงกระบี่แก้วสิขรออกมา แต่แล้วหมอกสีดำรอบตัวเฟิงอู่เทียนก็สลายไป มีม่านพลังบาง ๆ ปรากฏขึ้นรอบตัวเขา หลงเฉินสังเกตเห็นว่าดวงตาของเฟิงอู่เทียนดูขุ่นมัวเล็กน้อย พร้อมกับคลื่นพลังน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากร่าง!
‘เขาถูกสิงงั้นรึ?’
หลงเฉินวางแผนจะปรากฏตัว แต่เมื่อเห็นสภาพของเฟิงอู่เทียนเขาจึงตัดสินใจรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
‘หลังจากถูกสิงแล้ว ดูเหมือนเฟิงอู่เทียนจะแข็งแกร่งมากขึ้น’
ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ฉู่ยวิ๋นเหยายังคงนิ่งเฉย นางตั้งใจจะดึงกระบี่แก้วสิขรออกมาแต่แล้วก็สังเกตเห็นสายตาเย็นชาของเฟิงอู่เทียนที่จับจ้องมาที่ตนเอง
‘คนผู้นี้ได้รับผลกระทบจากปีศาจกร่อนจิตและยากที่จะรับมือ หากข้าต่อสู้กับเขา คนอื่นคงฉกฉวยรางวัลไปแน่ แต่หากข้าถอยไปเขาก็จะลงมือกับคนอื่นซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ในเมื่อตอนนี้เขาถูกสิงเขาก็คงจะไม่เอากระบี่ไปอยู่แล้ว ดังนั้นข้าก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉู่ยวิ๋นเหยาที่ดูไร้เดียงสาและไม่มีพิษภัยก็ค่อย ๆ ถอยออกไปจากสัตว์อสูรกร่อนจิต
ดวงตาของเฟิงอู่เทียนไม่ได้จับจ้องมาที่นางแล้ว แต่กลับจับจ้องไปที่ร่างของสัตว์อสูรกร่อนจิต เมื่อเห็นสภาพน่าสังเวชของสัตว์อสูร สีดำในดวงตาของเฟิงอู่เทียนเข้มขึ้นราวกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บคือตัวเขาเอง เขาคำรามก้องราวกับเป็นสัตว์อสูรกร่อนจิต เขากรีดเสียงร้องและกระโจนเข้าใส่ทุกคน ความกระหายเลือดปรากฏในดวงตาของเขา!
*******************