บทที่128
ช่วยเหลือ
ไป๋เฟิ่งปรากฏกายออกมาช่วยลู่หยางได้ทันท่วงทีลมปราณอันแข็งแกร่งของนางที่ปลดปล่อยออกมาและอัดกระแทกลงมาบริเวณด้านล่างมันทำให้ร่างของยอดฝีมือทั้งสองนั้นล่าถอยออกไปจากจุดนี้
นางเข้ามาพยุงบริเวณด้านหลังของเขาพร้อมกับทำการเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนว่า“ เป็นอันใดหรือไม่? ”
ลู่หยางเขาได้ตั้งหลักสูตรหายใจเข้าไปภายในปอดด้วยลมปราณภายในร่างกายให้สงบก่อนที่จะหันไปตอบกับสตรีผู้ที่อยู่ด้านหลังของตนเอง “ ไม่เป็นอะไรมากขอบใจว่าแต่เจ้ามาสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร? ”
เขานั้นแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยออกมาตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่านางเดินทางตามเข้ามาที่สถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยและก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาของตนเองว่า“ เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยสนทนากันที่หลังตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือ… ”
นางพุ่งทะยานมุ่งตรงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วกระบี่ภายในมือของตนเองยกขึ้นมาโดยกระบี่ของนางพุ่งตรงเข้าไปหายอดฝีมือทั้งสองที่อยู่บริเวณด้านหน้า
ลมปราณอันแข็งแกร่งของยอดฝีมือขั้นหนึ่งห่อหุ้มกระบี่เอาไว้เพียงแค่พุ่งผ่านไปด้านหน้าอากาศบริเวณรอบๆเองก็สั่นสะเทือนเกิดกลายเป็นสายลมวูบใหญ่
ดวงตาทั้งสองข้างของนางเต็มไปด้วยความจริงจังมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้าทั้งสองโดยที่ยอดฝีมือทั้งสองเมื่อมันทำการตั้งหลักขึ้นมาได้ดวงตามองตรงไปด้านหน้าเห็นว่าการโจมตีนั้นกำลังจะพุ่งตรงเข้ามาหาตนเอง
พวกมันไม่มีทางเลือกจำเป็นจะต้องป้องกันการโจมตีนั้นปล่อยพวกมันทั้งสองนั้นทำการยกอาวุธภายในมือของตนเองขึ้นมาเพื่อที่ป้องกันการโจมตีที่พุ่งทะยานเข้ามาจากทางด้านหน้า
เมื่อยกอาวุธภายในมือของตัวเองขึ้นมาเพื่อป้องกันการโจมตีเมื่อการโจมตีนั้นพุ่งเข้ามากระแทกกับอาวุธของพวกมันจริงๆแน่นอนว่าไม่ได้เป็นอย่างที่พวกมันคิดเอาไว้
ตอนแรกพวกมันคิดว่าลมปราณของทั้งสองคนรวมกันสามารถหยุดยั้งผู้ที่อยู่ด้านหน้าได้
แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยสักนิดเมื่อกระบี่ของสตรีผู้ที่อยู่เบื้องหน้ากระแทกเข้ามาที่อาวุธของพวกมันลมปราณของนางแข็งแกร่งเป็นอย่างมากกระแทกเพียงแค่ครั้งเดียวร่างกายของพวกมันที่อยู่บริเวณนั้นก็กระเด็นออกมาจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียวเท่านั้นพวกมันทั้งสองกระเด็นเกลือกกลิ้งไปกับพื้นหลังคาร่างกายนั้นหมุนไม่รู้ตั้งกี่ตลบ
ลู่หยางมองเห็นเช่นนั้นดวงตาทั้งlv'ข้างเปิดกว้างคิ้วที่ประดับอยู่บนบริเวณดวงตาเลิกขึ้นพลางกลับคิดภายในใจของตนเอง‘ นางดูจะแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนอีกนะ…การโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียวทำให้คนพวกนั้นกระเด็นออกไปได้แล้วก็หมดท่าอย่างง่ายดายเช่นนั้นเลยอย่างนั้นหรือ?’
จากที่เขานั่งมองดูการโจมตีของอีกฝ่ายนั้นดูจะรุนแรงมากขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อเทียบกับครั้งล่าสุดที่เคยเห็นนางนั้นต่อสู้
มันเลยทำให้เขาคิดได้ว่าบางทีก่อนหน้านี้ที่ความสามารถของนางนั้นหยุดเพียงแค่นั้นอาจจะเป็นเพราะว่าอาการบาดเจ็บ
อาการบาดเจ็บนั้นหายไปตอนนี้มันเลยทำให้ความสามารถของนางพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนตอนนี้มันขึ้นมาอยู่ในระดับนี้
เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียวอีกฝ่ายถึงกับหมดท่าบุรุษทั้งสองผู้นั้นที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่กับบนพื้นหลังคามันค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ
ทว่าร่างกายของมันเองก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการที่โดนการโจมตีเมื่อสักครู่กระแทกเข้ามาเต็มบริเวณร่างกาย
ร่างกายของพวกมันเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บเพียงแค่โดนการโจมตีนั้นเข้ามาครั้งเดียวลมปราณแข็งแกร่งของนางอัดกระแทกเข้ามาที่ร่างกายของพวกมันราวกับว่าทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายนั้นจะโดนทำลาย
พวกมันที่ลุกขึ้นมาใช้มือของตนเองจับคำร่างกายอย่างสะบักสะบอมจนคนที่สวมใส่เสื้อคลุมสีน้ำตาลและมีดาบอยู่ภายในมือผู้นั้นกล่าวขึ้นมา “สมกับเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ที่ได้ชื่อว่าสตรีที่แข็งแกร่งที่สุด ”
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเย็นชากับคู่ต่อสู้ที่อยู่ด้านหน้านางเห็นพวกมันสามารถลุกขึ้นมาได้ไม่คิดจะปล่อยพวกมันให้หลุดรอดออกไปจากบริเวณนี้
พุ่งทะยานเข้าไปหาร่างกายของพวกมันอีกครั้งเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้นร่างกายของเขาเคลื่อนไหวเข้าไปหาอีกฝ่ายที่อยู่บริเวณด้านหน้า
วิชาตัวเบาในการเคลื่อนไหวของนางเยี่ยมยอดเพียงแค่พริบตาเดียวก็มาอยู่บริเวณด้านหน้าของพวกมัน
เมื่อนางมาปรากฏกายบริเวณด้านหน้าพวกมันทั้งสองต่างพากันสะดุ้งภายในใจนั้นก็คิดว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้านั้นเป็นวิญญาณไร้หรืออย่างไรเหตุใดถึงมาปรากฏกายบริเวณด้านหน้าได้อย่างเช่นนี้
เมื่อเห็นนางปรากฏกายอยู่บริเวณด้านหน้าชายผู้ที่ถือทวนอยู่ภายในมือตัดสินใจแทงอาวุธของตนเองออกไปด้านหน้า
เมื่อมันแทงอาวุธของตนเองออกมานางเอนศีรษะหลบเล็กน้อยจากนั้นตอบโต้กลับไปโดยการตวัดกระบี่
กระบี่ในครั้งนี้ที่ตวัดออกไปมันมุ่งเน้นไปที่บริเวณแขนของคนผู้นั้นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนางตวัดกระบี่ออกไปแขนของคนผู้นั้นขาดออกจากลำตัว
“ โอ๊ย!!!! ”มันส่งเสียงกรีดร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดร่างของคนผู้นั้นที่สูญเสียแขนข้างขวาไปล้มลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น
ไป๋เฟิ่งดวงตามองตรงไปที่ศัตรูอีกคนนึงที่ยืนอยู่ตวัดกระบี่เป็นคลื่นลมปราณออกไปคนผู้นั้นยกดาบภายในมือของตนเองขึ้นมาป้องกัน
มันโดนคลื่นกระบี่อัดกระแทกเข้าไปที่ร่างกายทำให้ร่างกายของมันกระเด็นออกไปหลายเมตรเกลือกวิ่งไปกับบริเวณพื้นหลังคาและก็ตกลงไปด้านล่าง
ไป๋เฟิ่งก้าวเท้าตามไปอย่างรวดเร็วแต่เมื่อตามลงไปแล้วมองดูด้านล่างก็พบเห็นว่าบริเวณด้านล่างนั้นมีแต่ความว่างเปล่า
เมื่อนางมองเห็นว่ามันสามารถหนีไปได้ยังไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยของตนเองหันกลับมา
ลู่หยางที่ยืนดูอยู่ห่างเขาจึงทำการเอ่ยถามขึ้นมา“ หนีไปอีกแล้วปล่อยคนเช่นนั้นหนีไปมันคงจะกลับไปรายงานคนที่ทำเรื่องนี้อย่างแน่นอน ”
“ ไม่เป็นอันใดข้ารู้ดีว่าตนเองนั้นทำอะไรอยู่ถ้าคนผู้นั้นสำคัญจริงๆข้าเองคงจะไล่ตามมันยังถึงที่สุดแล้วแต่ว่าที่ค่าปล่อยมันไปก็เพราะว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรกับสิ่งที่ข้ากระทำ” ไป๋เฟิ่งตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่เย็นชา
อันที่จริงแล้วนางนั้นคำนวณทุกอย่างไว้หมดแล้วนางรู้ดีว่าสิ่งที่นางนั้นทำควรจะทำอันใดบ้าง
คนผู้นั้นที่นางยอมปล่อยมันไปมันเองก็เป็นเพราะว่าตัวของนางนะรู้ดีว่าถึงปล่อยมันไปมันเองก็ไม่ได้เป็นผลกระทบอะไรกับแผนการของนาง
นางเดินตรงเข้าไปหาลู่หยางอย่างรวดเร็วเมื่อโดนตรงเข้าไปก็เดินไปหยุดอยู่บริเวณด้านหน้าของอีกฝ่ายจากนั้นก็ใช้ดวงตาจ้องมองบริเวณร่างกายของลู่หยางนางเดินวนไปมาบริเวณรอบๆร่างกายของเขาประมาณสามถึงสี่รอบ “ ไม่มีบาดแผลใช่หรือไม่?”
ลู่หยางมองเห็นนางแสดงท่าทางเป็นห่วงเป็นใยเช่นนี้เขาก็อดยิ้มที่มุมปากไม่ได้“ ไม่มีบาดแผลไม่จำเป็นจะต้องกังวล… ”
“ ว่าแต่สิ่งที่พวกเราควรจะสนใจในตอนนี้ก็คือบริเวณสถานที่แห่งนี้ ”ลู่หยางยิ้มได้เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นเขาเองก็ต้องเปลี่ยนใบหน้าของตัวเองกลับมากลายเป็นใบหน้าที่จริงจังเช่นเดิม
ทั้งสองเดินลงมาบริเวณด้านล่าง
ประตูบานใหญ่ที่ถูกตั้งปิดเอาไว้บริเวณด้านหน้าของโรงเลี้ยงม้ามันถูกปิดตายเอาไว้อย่างแน่นหนาบริเวณประตูนั้นมีโซ่เส้นใหญ่ที่คล้องเอาไว้เพื่อที่ป้องกันให้คนนั้นบุกรุกเข้าไป
ไป๋เฟิ่งเห็นโซ่เส้นใหญ่ที่ติดอยู่ที่บริเวณประตูนางใช้กระบี่ของตนเองฟันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
เพียงแค่ฟันแค่ครั้งเดียวโซ่เส้นนั้นก็หลุดออกอย่างง่ายดายเพราะว่ามันถูกฟันจนขาดครึ่งเหล็กกล้าที่มีความหนาขนาดนั้นยังไม่สามารถต้านทานคมกระบี่ของนางได้
หลังจากที่ฟันมาเรียบร้อยแล้วทั้งสองได้ใช้มือของตนเองดันประตูเปิดเข้าไป
แอ๊ด!!!!เมื่อดันประตูเปิดเข้าไปความมืดมิดบริเวณด้านในและความหนาวเหน็บถูกปัดเป่าโดยแสงที่ส่องผ่านมาจากบริเวณด้านนอก
เหล่าเด็กที่กำลังอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ช่างน่าหดหู่นอนอยู่ด้วยท่าทางอิดโรยอยู่บริเวณตามพื้น
เสื้อมองเห็นว่ามีแสงสว่างลอดผ่านเข้ามาบริเวณด้านในพวกเด็กๆเหล่านั้นเลยใบหน้าของตนเองขึ้นมาใช้ดวงตาที่หดหู่และหมดหวังมองตรงมาที่แสงสว่างที่ส่องผ่านเข้ามาด้านใน
ลู่หยางและไป๋เฟิ่งมองเห็นภาพเด็กนับร้อยที่อยู่ในสภาพอิดโรยร่างกายผอมเหลือแต่กระดูกภายในใจของพวกเขาทั้งสองนั้นรู้สึกเช่นเดียวกัน ภายในใจเหมือนกับว่ามีความรู้สึกที่น่าหดหู่บังเกิดขึ้น
แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าพวกเขานั้นสามารถช่วยเด็กๆเหล่านี้ได้อย่างทันเวลาไป๋เฟิ่งได้ส่งข่าวไปที่บริเวณกองทัพให้พวกทหารนั้นนำพารถมาจำนวนมากมาที่สถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะรับตัวเด็กๆกลับไปภายในเมือง
ลู่หยางเป็นหมอคอยตรวจอาการของเด็กๆเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอะไรมากแค่อ่อนแรงจากการขาดสารอาหารโดยที่ไม่ได้กินอันใดมาเป็นเวลาหลายวัน
ข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องพวกเด็กๆที่ถูกช่วยเอาไว้ได้ถูกป่าวประกาศไปทั่วทั้งเมืองในวันเดียวกันกับวันที่สามารถจับคนที่เป็นนักฆ่าลอบสังหารคนร้ายภายในคุกหลวงได้
เมื่อขาวหรือทั้งสองถูกแพร่กระจายและประกาศออกไปในวันเดียวกันทำให้ทั่วทั้งเมืองนั้นยิ่งชื่นชมแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงมากขึ้นไปอีก
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่จัดการช่วยเกี่ยวกับพวกเด็กๆเสร็จในตอนนี้นางคิดจะเริ่มลงมือเกี่ยวกับผู้ที่ทำแผนการในครั้งนี้แล้ว
ทหารภายในกองทัพเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปยังจวนแห่งหนึ่งภายในเมืองหลวงตามคำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่
ณจวนตระกูลโม่
ทหารมากมายนับร้อยมาประเชิญหน้าและประชิดอยู่บริเวณด้านหน้าประตูจวนตามคำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่ที่ทำการสั่งการออกมา
จบบท