ไลฟ์สด ปลดพลังเวทย์

    ไร้ซึ่งหนทาง

    ไพลินคือชื่อของฉัน อัญมณีที่สวยงาม แต่มันแตกต่างจากฉันเสียเหลือเกิน ฉันเกิดมาพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มเนื้องอกมากมายตั้งแต่เกิด หมอบอกกับพ่อและแม่ว่าไม่สามารถตัดมันออกได้เพราะมันอาจจะกลายเป็นเนื้อร้าย ฉันเกิดมาพร้อมกับความน่าเกลียด            พ่อของฉันไม่รักฉัน เขาทิ้งพวกเราไปหลังจากที่ฉันอายุได้ไม่กี่ขวบ เมื่อเขาทั้งสองหย่าร้างกัน ฉันก็ไม่ได้เจอพ่อผู้ให้กำเนิดฉันอีกเลย แม้แต่หน้าของเขาฉันก็ยังจำไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ            แม่เลี้ยงดูฉันเท่าที่พอจะทำได้ แต่เมื่อแม่ของฉันพบรักใหม่กับชายคนหนึ่ง แม่ก็นำฉันไปฝากยายที่บ้านนอกเลี้ยง ส่วนแม่นั้นก็ไปอยู่กับสามีใหม่ ยายเลี้ยงดูฉันด้วยความรัก จนฉันเติบใหญ่ขึ้น ส่วนแม่ก็มาเยี่ยมบ้าง บางครั้งก็ส่งขนมหรือเสื้อผ้ามาให้ฉันบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนักนะ            ฉันโตขึ้นมาท่ามกลางความแปลกแยก หน้าตาของฉันไม่เหมือนเด็กทั่วๆไป บางครั้งฉันก็ถูกแกล้งจากเด็กคนอื่น ยายก็จะคอยไล่เด็กพวกนั้นไม่ให้มาแกล้งฉัน            เมื่อตอนที่ฉันเรียนอยู่ชั้น ม.3 ยายของฉันเสีย พ่อเลี้ยงกับแม่ก็มาพาฉันไปอยู่ด้วย แม่ของฉันก็ป่วยออดๆแอดๆ ฉันจึงต้องไปช่วยดูแลแม่ของฉัน อย่างไรฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกก็ต้องตอบแทนบุญคุณผู้ให้กำเนิดฉันขึ้นมา ฉันจึงยอมย้ายโรงเรียนและไปอยู่กับเขาที่กรุงเทพ            ไม่นานนักครอบครัวของเราก็มีสมาชิกเพิ่ม เขาชื่อว่าอานนท์ เขาเป็นลูกของภรรยาเก่าของพ่อเลี้ยงของฉัน ทำให้ฉันมีน้องชายขึ้นมาโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว            อานนท์อายุน้อยกว่าฉันสองปี เขาเป็นเด็กผู้ชายที่ดูกำยำแข็งแรง เขาดูเงียบขรึมไม่ค่อยจะพูด ครั้งแรกที่เขาเห็นหน้าฉัน เขาก็ดูตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้แสดงทีท่ารังเกียจฉันแต่อย่างใด ด้วยความที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้เราคุยกันไม่มากนักฉันย้ายไปที่โรงเรียนใหม่ ฉันจึงต้องสวมหมวกและหน้ากากตลอดเวลาที่ออกไปข้างนอก เพราะใบหน้าของฉันเต็มไปด้วยเนื้องอกน่าเกลียด ฉันมักจะถูกแกล้งจากเพื่อนร่วมชั้นอยู่เสมอ คุณครูก็รังเกียจฉัน ฉันพยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ให้ใครเห็นว่าฉันรู้สึกแย่เพียงใด และเรียนรู้ที่จะอดทนต่อสายตาของคนรอบข้าง            ฉันและน้องชาย เราเรียนที่โรงเรียนเดียวกัน ทุกครั้งที่ฉันถูกพวกหัวโจกในห้องรังแกด้วยการดึงหน้ากากของฉันออก และล้อเลียนเรื่องใบหน้าของฉัน อานนท์ก็จะไปจัดการเด็กเกเรเหล่านั้นด้วยพละกำลัง ทำให้เขามักจะมีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ แต่เขาบอกกับฉันว่าเขาไม่กลัวพวกเด็กเกเรพวกนั้นหรอก  เขาบอกกับฉันว่าเขาจะดูแลฉันเอง เขาเห็นฉันเป็นพี่สาวจริงๆ และฉันก็เห็นเขาเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆเช่นกัน            นับตั้งแต่นั้นมาเราทั้งคู่เป็นพี่น้องที่รักกันมาก            เมื่อตอนที่ฉันเรียนอยู่ชั้น ม.6 แม่ของฉันป่วยหนักขึ้นจากอาการของโรคมะเร็ง ไม่นานนักแม่ของฉันก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ฉันเริ่มนึกถึงตัวเองว่าเนื้อร้ายที่ใบหน้าของฉันมันจะกลายเป็นมะเร็งในวันข้างหน้าหรือเปล่า หรือฉันจะต้องตายเพราะโรคมะเร็งเช่นเดียวกับแม่ของฉัน            พ่อเลี้ยงของฉันถูกตำรวจจับกุมความผิดฐานค้ายาเสพติด ทิ้งฉันและน้องชายเอาไว้ให้อยู่กันลำพัง เมื่อขาดเสาหลัก ครอบครัวของเราก็มีฐานะการเงินที่ไม่ดี ฉันนั้นสามารถสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำได้ แต่เมื่อฉันเห็นค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่มากโขอยู่ ทำให้ฉันล้มเลิกแผนการเรียนต่อไปเสีย เพื่อที่จะเก็บเงินไว้ให้น้องชายของฉันเรียนต่อ น่าจะดีกว่า            น้องชายของฉันเรียนเก่ง เขาสามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศได้ การเรียนของเขาจำเป็นต้องแข่งขันกับเด็กหัวกะทิมากมาย การที่ฉันไม่เรียนต่อก็น่าจะสามารถทำให้น้องของฉันได้มีการศึกษาที่ดี ฉันคงไม่ต้องเรียนให้จบสูงก็ได้ ฉันจึงไปสมัครงานบริษัทแม่บ้านทำความสะอาดตามบ้านคนรวย ฉันทำงานโดยไม่เกี่ยง หากว่ามันจะสามารถทำให้ฉันได้เงิน ฉันก็ยอมที่จะเหนื่อย            มีอยู่วันหนึ่งบริษัทส่งฉันไปทำความสะอาดที่บ้านของลูกค้าคนหนึ่งที่ว่าจ้างมา เมื่อไปถึงบ้านของเขาซึ่งหลังใหญ่มากราวกับคฤหาสถ์ ฉันก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ  บ้านของเขามีห้องเยอะมาก แต่ฉันก็ทำหน้าที่อย่างไม่ได้อิดออดแต่อย่างใด แม้ว่าค่าแรงจะได้เท่าเดิมก็ตาม            จู่ๆก็มีชายคนหนึ่งฉันไม่รู้ว่าเป็นใคร เขานั่งดื่มไวน์อยู่ที่โซฟารับแขก เขามองมาที่ฉันด้วยท่าทางน่ากลัว เขาถามฉันด้วยเสียงอันดังว่า “ทำไมไม่ถอดหน้ากาก “ เขาไม่ไว้ใจและสั่งให้ฉันถอดหน้ากาก ฉันก็ปฏิเสธไม่ยอมถอด จนเขาเริ่มโมโหและลุกขึ้นเดินตรงมาที่ฉันและเอื้อมมือมากระชากหน้ากากของฉันออก เมื่อเขาได้เห็นใบหน้าของฉันแล้วก็ทำสีหน้าตกใจแล้วพูดออกมาว่า “ทำไมหน้าตาน่ากลัวแบบนี้”            ฉันหันหลังและพยายามวิ่งหนีออกมา แต่เขาก็คว้ามือของฉันไว้ ฉันจึงผลักเขาออกไป เขาเซถลาไปชนเข้ากับขอบกำแพงจนหัวเขาแตกชุ่มไปด้วยเลือด เขาเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมากและตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของฉันอย่างแรงจนฉันล้มลงไปกระแทกกับโต๊ะจนเจ็บระบมไปหมด ฉันพยายามยกมือไหว้ขอโทษเขาเพราะฉันไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเขา เขาไล่ฉันออกมาด้วยอาการโมโหอย่างที่สุดฉันรวบรวมกำลังที่มี อดทนต่อความเจ็บปวดหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น ฉันทนไม่ไหวอีกแล้วต่อการเผชิญหน้ากับสายตายเหยียดหยามและรังเกียจที่คนอื่นมองมา ฉันพาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปที่บ้านเช่าของฉันฉันนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย น้องชายของฉันกลับมาเห็นสภาพของฉันเขาก็โกรธมากและคาดคั้นว่าฉันไปโดนใครทำร้ายมา ฉันกลัวไม่กล้าบอกความจริงก็เลยโกหกเขาว่าเกิดอุบัติเหตุตกบันไดตอนที่ไปทำความสะอาดบ้านน้องชายฉันพูดบังคับให้ไปโรงพยาบาล แต่ฉันไม่อยากไปเพราะว่าฉันเสียดายเงิน แต่น้องชายของฉันยืนกรานว่าต้องไปจนฉันต้องยอม เรานั่งรถแท็กซี่มาจนถึงหน้าโรงพยาบาลที่อยู่อีกฝั่งของถนน น้องชายของฉันประคองฉันข้ามถนนที่ทางม้าลาย ทันใดนั้นเองก็มีรถกระบะคันหนึ่งขับมาอย่างเร็ว น้องชายของฉันถูกรถคันนั้นชนเข้าอย่างจังจนร่างลอยถลาไปหลายสิบเมตร แล้วรถคันนั้นก็ขับหนีไปอย่างรวดเร็ว ฉันเมื่อตั้งสติได้ก็รีบพาตัวเองกระเสือกกระสนมาที่ร่างน้องชายฉัน เมื่อฉันเห็นสภาพของน้องชายที่นอนจมกองเลือดอยู่นั้น ฉันก็แทบคลุ้มคลั่งแพทย์ทำการผ่าตัดน้องชายของฉันนานหลายชั่วโมง เขานอนสิ้นสติต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ในห้อง ICU อาการของเขาหนักมากเป็นตายเท่ากัน ค่ารักษาพยาบาลสูงมากจนฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาจากไหน แต่ฉันก็ยังคิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีลมหายใจตำรวจมาสอบถามฉันถึงรถคันก่อเหตุ แต่ฉันจำทะเบียนรถไม่ได้ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แล้วคนอย่างฉันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับน้องชายของฉันได้ ตำรวจรับเรื่องแล้วก็กลับไปข่าวร้ายต่อมาก็คือ บริษัทแม่บ้านที่ฉันทำงานนั้นโทรมาบอกว่า ฉันไม่ต้องไปทำงานอีกต่อไปแล้ว เพราะฉันไปทำร้ายเจ้าของบ้าน บริษัทไล่ฉันออก ทั้งๆที่ฉันก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เจ้าของบ้านคนนั้นต่างหากที่มาคุกคามฉันก่อนฉันกลับไปที่บ้านเช่า ฉันสับสนกับชีวิต ทำไมเหตุการณ์การเลวร้ายต่างๆถึงได้เกิดกับฉันอยู่ตลอด ฉันรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาที่เล่นตลกกับฉัน ฉันล้มตัวนอนลงลงฟูกเก่าๆขาดๆ และคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ฉันตกงาน น้องชายก็เข้าโรงพยาบาล ฉันเหมือนคนตัวคนเดียวในโลกใบนี้ ไม่เหลือใครสักคนฉันปลุกตัวเองขึ้นจากความเศร้า ถ้ายังมีชีวิตมันก็ต้องสู้ต่อไป ฉันลุกขึ้นแล้วเดินออกไปตามถนนเพื่อหาดูว่าที่ไหนรับสมัครงานบ้าง งานอะไรก็ได้ จะลำบากแค่ไหนก็ไม่เกี่ยงขอให้ได้ทำงานและมีเงินมารักษาน้องชายของฉัน ครอบครัวเพียงคนเดียวของฉันที่เหลืออยู่ฉันเดินผ่านร้านอินเตอร์เน็ต ก็เลยคิดว่าลองหางานจากอินเตอร์เน็ตก็คงจะดี จะได้ไม่ต้องเดินตระเวนหาไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย ฉันเดินเข้าไปและจ่ายเงินค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ตแล้วลองหาข้อมูลการสมัครงาน ฉันไปพบเข้ากับข่าวของเว็บไซต์หนึ่งที่เขาบอกว่า การทำงานแบบออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ สาวๆหน้าตาสวยๆมักจะใช้แอปพริเคชั่นตัวหนึ่งที่ชื่อว่า bigo live มาถ่ายไลฟ์สด ร้องเพลง เต้นรำ หรือพูดคุยให้ผู้ชมชื่นชอบ และสนับสนุนพวกเธอมาเป็นรายได้ บางคนได้เงินจากการทำแบบนี้เดือนละหลายหมื่น ฉันก็รู้สึกทึ่งอยู่ในใจ แต่ฉันคงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ หน้าตาของฉันไม่สวยซ้ำยังน่าเกลียดอีก ใครกันเล่าอยากจะมาดูมาชื่นชมฉันฉันสลัดความคิดเพ้อฝันออกไป และเริ่มมองหางานจำพวกแม่บ้านหรือรับจ้างต่อไป แต่ก็พบว่ามีแต่งานที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาสูงๆทั้งนั้น ฉันรู้สึกท้อใจจนปิดหน้าเว็บพวกนั้นไปแล้วกะว่าจะออกไปเดินหางานต่อ แต่ชั่วโมงอินเตอร์เน็ตยังไม่ครบเวลา ฉันก็เลยล็อคอินเข้าบัญชีเฟซบุ๊กของฉัน ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือของฉันพังเมื่อสองเดือนก่อน ฉันก็ไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กอีกเลย จริงๆฉันก็ไม่มีเพื่อนหรือใครให้ติดต่อในสังคมโซเชียลอยู่แล้วล่ะ ฉันก็เลยไม่ได้สนใจอะไรมากนักฉันเลื่อนหน้าฟีดดู ก็บังเอิญไปเห็นการไลฟ์สดจากเฟซบุ๊กแอคเคาน์หนึ่ง เป็นเพจเกี่ยวกับการตามล่าผี สิ่งที่ฉันเห็นจากหน้าจอนั้น เป็นภาพของทีมงานสองสามคนกำลังพาไปทัวร์ที่บ้านร้าง บรรยากาศดูน่ากลัวมาก ความมืดสลัวของการไลฟ์สดนั้นทำเอาฉันขนพองสยองเกล้าแม้ว่าจะไม่ได้เห็นผีโผล่ออกมาก็ตาม มีผู้ชมเยอะมากในขณะนั้นและผู้ชมก็ให้รางวัลแก่ช่องนั้นในรูปแบบของการโดเนทให้ของรางวัลที่แปลงเป็นเงินได้ไลฟ์สดแบบนี้คนที่ชื่นชอบส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ชอบความน่ากลัวและอยากจะเห็นผี ลืมความสวยๆงามๆของสาวๆในแอป bigo live ไปได้เลย ฉันคิดออกแล้วว่าสิ่งนี้น่าจะเหมาะกับฉันฉันตัดสินใจใช้เงินที่เก็บเอาไว้ไปซื้อสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายวิดีโอดีๆได้มาใช้ และสมัครใช้แพคเกจอินเตอร์เน็ตในทันทีฉันกลับไปที่บ้านเพื่อทดลองระบบของโทรศัพท์มือถือ ระบบอินเตอร์เน็ต และศึกษาการไลฟ์สดผ่านทางเฟซบุ๊ก
    เมื่อทุกอย่างพร้อม ฉันรอจนดึกดื่นจึงออกเดินทางจากบ้านไปยังทำเลที่เลือกไว้ ฉันเลือกตึกแถวร้างตึกหนึ่งไม่ไกลจากบ้านของฉัน ตึกแถวนี้แท้จริงแล้วมันยังสร้างไม่เสร็จและถูกทิ้งร้างเอาไว้ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง บริเวณโดยรอบมีป่ารกขึ้นปกคลุม ไม่มีแสงไฟ ไม่มีใครกล้าเข้ามา
    ฉันเดินเข้าไปที่ตึกนั้น เมื่อไปถึงฉันก็เปิดเฟซบุ๊กของฉันขึ้นมาและเริ่มไลฟ์สด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเคยทำเช่นนี้ ฉันเดินเข้าไปพร้อมไฟฉายเล็กๆกระบอกหนึ่ง บรรยากาศวังเวงดูน่ากลัวอย่างที่ไม่รู้ว่าจะได้พบเจอกับอะไรต่อไป