แชจือเป็ศิษย์พี่ของหลิวอี้หลาน เธอเข้าสำนักมาก่อนหลิวอี้หลานหลายปีจนกระทั่งเธอกลายเป็ลูกศิษย์ที่มีฝีมือเป็ลำดับหนึ่งของสำนัก จนกระทั่งหลิวอี้หลานพัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วแม้จะยังคงห่างไกลจากเธอก็ตาม หลิวอี้หลานจากคนที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผู้ใด กลายเป็หนึ่งในลูกศิษย์คนโปรดของเ้าสำนักวังบุปผาจึงทำให้สถานะในสำนักของแชจือค่อนข้างสั่นคลอนพอสมควร
“เ้าคนโฉด เ้ารู้จักนางมาก่อนหรือไม่” แชจือกล่าวกับโจวเจียอี้
“ไม่ ข้าไม่เคยรู้จักนาง” โจวเจียอี้ตอบ
“ข้าไม่ได้อยากจะขัดขวางความสัมพันธ์ของพวกเ้าหรอกนะ แต่กฎสำนักก็ต้องเป็กฎของสำนัก หากว่านางคิดตกลงปลงใจกับเ้า นางก็ต้องยอมทำลายวรยุทธ์ตัวเองและออกจากสำนักไป หวังว่าพวกเ้าจะเข้าใจ” แชจือกล่าว
“ท่านไม่ต้องกังวลอะไรไป เพียงแค่ข้าหายดีเมื่อไหร่ก็จะจากพวกท่านไปเมื่อนั้น” โจวเจียอี้พูด
“ถ้าเป็แบบนั้นก็ดี” แชจือกล่าว ก่อนจะเดินจากไป
แม้โจวเจียอี้จะกล่าวไปแบบนั้น แต่สายตาของเขานั้นก็ไม่อาจลดละไปจากหลิวอี้หลานได้เลย เหมือนว่าเขานั้นกำลังต้องมนตร์สะกด แต่หากว่านี้เป็มนตร์สะกดจริง โจวเจียอี้ก็ยินยอมที่จะอยู่ในมนตรานั้นไม่คิดที่จะหาวิธีถอนมันออกแต่อย่างใด
“ท่านโจวเจียอี้ เหตุใดท่านถึงยังไม่ยอมดื่มยาที่ข้าพเ้านำมาให้” หลิวอี้หลานกลับมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าโจวเจียอี้กำลังนั่งถือยาไม่ยอมกิน
“ข้าลืม” โจวเจียอี้กล่าว ก่อนจะยกถ้วยยาขึ้นดื่มจนหมด
“หากว่าครั้งหน้าท่านลืมอีก ข้าพเ้าจะโกรธท่าน” หลิวอี้หลานพูด
“เ้าใจดีกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะทำให้เ้าโกรธได้ยังไง” โจวเจียอี้ตอบ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยอยู่นั้นเอง ก็มีลูกธนูขนาดใหญ่ดอกหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาปักที่ต้นไม้ใหญ่ที่หลี่เฟิงฝูกำลังนักพักอยู่ โดยลูกธนูลูกนี้ปักอยู่ห่างจากศีรษะของเธอเพียงแค่ระยะหนึ่งกำมือเท่านั้น ลูกศิษย์น้อยใหญ่ต่างใและวิ่งเข้าไปดู
“ท่านเ้าสำนัก เกิดอะไรขึ้นคะ”
หลี่เฟิงฝูลุกขึ้นและหยิบลูกธนูขึ้นมา ลูกธนูใหญ่ลูกนี้มีจดหมายฉบับหนึ่งถูกมัดติดกับมันมาอย่างดีและมีการประทับตราปิดผนึกไว้อย่างสวยงาม เหมือนกับไม่เคยมีใครเคยได้เปิดอ่านจดหมายฉบับนี้ นี่เป็จดหมายที่ผู้ส่ง้าให้แก่ผู้รับรู้เื่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
“สัญลักษณ์ของพรรคหงส์เหินฟ้า มีธุระอะไรหรือคะท่านอาจารย์” แชจือกล่าว
“เ้ากิมเพ็กเงียมคงจะมีเื่ด่วนอะไรบางอย่าง” หลี่เฟงฝูพูด
“แต่ไม่ว่าจะด่วนยังไง ทำแบบนี้มันเท่ากับเสียมารยาท ให้ศิษย์ไปสั่งสอนเถิด” แชจือพูด
“ช้าก่อนแชจือ เื่นั้นข้าทำแน่” หลี่เฟิงฝูพูด
หลี่เฟิงฝูไม่รู้ว่ากิมเพ็กเงียมประมุขพรรคหงส์เหินฟ้ามีธุระอะไรจึงรีบแกะจดหมายเปิดดู ทันทีที่จดหมายถูกเปิดออก ผงที่อยู่ภายในจดหมายก็ฟุ้งกระจายใส่หลี่เฟิงฝู เธอสูดดมเข้าไปเต็มๆ และจากนั้นไม่นานเ้าสำนักวังบุปผาก็สลบล้มลงไป
“ท่านอาจารย์!” ศิษย์วังบุปผาต่างร้องลั่น
“มีคนพยายามปองร้าย พวกเราเตรียมรับมือ” แชจือพูด จากนั้นศิษย์วังบุปผาต่างชักกระบี่ออกและยืนล้อมเฝ้าระวังไว้ทั่วทิศทาง แชจือจึงกล่าวต่อว่า “หลิวอี้หลาน เ้าจงไปดูอาการของอาจารย์”
หลิวอี้หลานรีบวิ่งไปดูอาการของหลี่เฟิงฝู จากนั้นเธอจึงตรวจที่บริเวณจดหมาย จากนั้นเธอก็กล่าวว่า “นี่มันผงหลับสลายนิรันด์ เป็ยาพิษ”
“เ้าปรุงยาถอนพิษได้หรือไม่” แชจือพูด
“ถ้าจะปรุงยาถอนพิษ ต้องใช้ว่านตื่นรู้ มันจะขึ้นบริเวณริมหน้าผาและจะขึ้นแค่่เวลาเช้าเท่านั้น เราต้องถอนพิษให้ได้ภายในสามวัน ไม่เช่นนั้นอาจารย์จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย” หลิวอี้หลานตอบ
“งั้นเ้าจงรีบไปหา” แชจือพูด
“ศิษย์พี่ ข้าพเ้าเพียงอ่านเจอมาในตำราว่าต้องใช้ว่านตื่นรู้ แต่ข้าพเ้าไม่รู้หรอกว่ามันหน้าตาเป็เช่นไร” หลิวอี้หลานตอบ
“ไร้ประโยชน์ เ้านี่มันคนไร้ประโยชน์” แชจือพูด
โจวเจียอี้ที่ยืนดูอยู่ใช้ไม้เท้าค้ำยันตัวเองเข้าไปใกล้ๆ วงสนทนาและกล่าวว่า “ว่านตื่นรู้ ข้าเคยเห็นว่าหน้าตาเป็ยังไง แถวบ้านข้ามีว่านชนิดนี้ขึ้นอยู่ ให้ข้าไปกับแม่นางหลิวได้หรือไม่”
“งั้นก็ดี เ้าเองไม่ได้แต่มองเห็นและพูดได้ ส่วนนางร่างกายสมบูรณ์ดีแต่ไม่เคยเห็น ไปด้วยกันถือว่าเหมาะ และเ้าก็จงรีบไปรีบมา ห้ามแอบพลอดรักกันเด็ดขาด” แชจือพูด
“ศิษย์พี่ ให้คนต้มน้ำร้อนรอ รุ่งเช้าเมื่อไหร่ข้าพเ้าจะนำว่านมาทันที” หลิวอี้หลานกล่าว
โจวเจียอี้ใช้ไม้ค้ำยันตัวเองเดินตมหลิวอี้หลานเข้าไปในป่า เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงบริเวณที่เป็หน้าผาพอดี ่เวลานั้นเริ่มเป็เวลาที่ค่ำแล้ว หลิวอี้หลานจึงหาฟืนมาก่อกองไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นและให้แสงสว่างยามค่ำคืน
“ท่านเจียอี้ ข้าพเ้านำอาหารติดตัวมาด้วย ขอเชิญท่านรับประทานเถิด” หลิวอี้หลานพูดพร้อมยื่นห่ออาหารให้แก่โจวเจียอี้
“เ้าได้กินอะไรรึยัง หากว่ายังข้าก็ไม่ขอรับ” โจวเจียอี้ถาม
หลิวอี้หลานหยิบห่อข้าวขึ้นมาอีกห่อหนึ่งและกล่าวว่า “ข้าพเ้าเองก็เตรียมมาด้วยเช่นกัน” เมื่อโจวเจียอี้เห็นดังนั้นจึงหยิบห่ออาหารจากหลิวอี้หลานมา
“ท่านเจียอี้…” หลิวอี้หลานเหมือนจะกล่าวอะไรบางอย่าง
“ไม่ต้องเรียกว่าท่านหรอก เ้าดีกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าต่างหากที่ควรจะให้เกียรติเ้า” โจวเจียอี้พูด
หลิวอี้หลานเสียอาการเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า “ท่านเจียอี้ ท่านอย่ากล่าวเช่นนั้น ข้าพเ้ามิอาจทำตัวได้ถูก ขอให้ข้าพเ้าได้เรียกท่านเช่นเดิมเถิด”
“หากว่าเ้า้า ข้าเองก็ไม่ขอปฏิเสธ” โจวเจียอี้กล่าว ก่อนเขาจะพูดต่อว่า “อี้หลาน เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าทำไมอาจารย์ของเ้าถึงรังเกียจข้านัก”
“ความคิดอาจารย์ยากจะหยั่งถึงนัก แต่ไม่ว่าอาจารย์จะรังเกียจท่านด้วยสาเหตุอะไร ท่านก็มีคุณธรรมมากพอที่อนุญาตให้ข้าพเ้าดูแลรักษาท่านจนกว่าจะหายดี” หลิวอี้หลานพูด
“หากข้าหายดีแล้ว ข้าจะต้องไปจากเ้าใช่หรือไม่” โจวเจียอี้กล่าว
“ท่านเจียอี้ ท่านพูดแบบนี้อีกแล้ว ข้าพเ้าบอกท่านแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าพเ้าก็ยังคงอยู่ที่สำนักวังบุปผา หากท่านอยากพบข้าพเ้าท่านก็สามารถไปหาได้ที่ภาคกลาง เว้นเสียแต่ว่าท่านมิ้าจะพบข้าอีกแล้ว” หลิวอี้หลานกล่าว
เหมือนว่าทั้งสองจะใช้่เวลาที่ได้อยู่ร่วมกันเพียงสองคนอยากมีความสุข แต่แล้ว่เวลาเ่าั้ก็สั้นลงเพียงนิดเดียว เมื่อมีดสั้นจำนวนสามเล่มพุ่งตรงมายังพวกเขาทั้งสอง โจวเจียอี้มองเห็นวิถีของมีดพวกนั้นจึงหยิบหินขึ้นมาสามก้อนและปาสกัดมีดพวกนั้นให้ร่วงลง
หลิวอี้หลานไม่ได้รู้สึกถึงภัยอันตรายที่คืบคลานเข้ามาด้วยความมืดและความเงียบ แต่เมื่อเธอได้ยินเสียงหินกระทบมีด จึงรีบหันไปมองทันทีพร้อมลุกขึ้นและชักกระบี่ขึ้นมาเตรียมไว้ และกล่าวกับโจวเจียอี้ว่า “ข้าพเ้าเป็หนี้ชีวิตของท่านแล้ว”
โจวเจียอี้พยุงตัวเองขึ้นและกล่าวว่า “เ้าช่วยชีวิตข้าไว้ก่อน เ้าจะเป็หนี้ชีวิตข้าได้ยังไง”
“เ้าเป็ใคร ้าอะไร ทำไมถึงต้องเล่นงานพวกเรา!” หลิวอี้หลานะโถามไปยังต้นทางของมีดทั้งสามเล่มนั้น
ทันใดนั้นก็มีเงาตะคุ่มเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ เมื่อคนผู้นั้นเดินออกมาแล้วสร้างความใให้แก่โจวเจียอี้เป็อย่างมาก และเมื่อคนผู้นั้นเดินเข้ามาในจุดที่โดนแสง ก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า “ท่านยังคงมีฝีมือเช่นเดิมเลยนะ โจวเจียอี้”
“จ้าวเล่อจิน! เ้าลอบโจมตีพวกข้าเพื่ออะไร” โจวเจียอี้พูด และคนที่ลอบเข้ามาโจมตีพวกเขานั้นคือ จ้าวเล่อจิน สาวน้อยที่เขาเจอที่เมืองเจียงหนานนั่นเอง
หลิวอี้หลานเดินเข้ามาขวางระหว่างโจวเจียอี้และจ้าวเล่อจิน พร้อมกับชี้ปลายกระบี่มาที่จ้าวเล่อจิน และกล่าวว่า “ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำร้ายพี่เจียอี้แม้แต่ปลายเล็บ”
“โจวเจียอี้ผู้แข็งแกร่ง วันนั้นท่านทำร้ายสตรี วันนี้กลับมาหลบอยู่ข้างหลังสตรี แถมสตรีวังบุปผานางนี้กลับเรียกท่านว่าพี่เจียอี้ ไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ข้าพเ้าเรียกท่านว่าโจรราคะมากตัณหา” จ้าวเล่อจินกล่าว
“หลิวอี้หลาน หลบให้ข้าหน่อย” โจวเจียอี้กล่าว
“แต่ว่าท่านกำลังาเ็” หลิวอี้หลานพูด ถึงแม้นางจะพูดแบบนี้แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความประสงค์ของโจวเจียอี้ได้อยู่ดี
“จ้าวเล่อจิน เ้า้าล้างแค้นในวันนั้นใช่หรือไม่ แต่เ้าอย่าลืมว่าเ้าก็ได้วางยาข้า และได้ขโมยกระบี่ ขโมยเงิน ขโมยม้าของข้าไปจนหมดสิ้น เ้ายัง้าอะไรอีก” โจวเจียอี้พูด
จ้าวเล่อจินนำกระบี่ที่ขโมยไปจากโจวเจียอี้ออกมา พร้อมกับโยนมันลงตรงหน้าเขา แล้วกล่าวว่า “ข้าพเ้า้าชีวิตท่าน หากว่าท่านรักษาตัวหายดีแล้วเมื่อไหร่ก็มาเจอข้าพเ้าได้ที่เมืองหนานเกียง ที่ภาคกลาง” เมื่อเธอกล่าวจบก็ได้โยนกระปุกยาเล็กๆ กระปุกหนึ่งให้แก่โจวเจียอี้ และกล่าวต่อว่า “นี่เป็ยาที่ช่วยสมานกระดูก ข้าพเ้า้าพบเพื่อตัดสินกับท่านในยามที่สมบูรณ์ที่สุด หากว่าท่านคิดว่านี่เป็ยาพิษ ก็ไม่ต้องกิน” เมื่อพูดจบ จ้าวเล่อจินก็จากไปในความมืดทันที