1.กลุ่มนักลงทุนทั่วไปในประเทศ คือนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่เปิดบัญชีในประเทศ กลุ่มนี้ในแวดวงตลาดหุ้นจะให้นิคเนมว่า “เม่า” จากการที่มักตกเป็นเหยื่อของอีกสามกลุ่มที่เหลือเป็นประจำ
2.กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ คือนักลงทุนประเทศใดก็ได้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย แต่ส่วนใหญ่นักลงทุนกลุ่มนี้จะเป็นกองทุนต่างประเทศซะเป็นส่วนมาก โดยนักลงทุนกลุ่มนี้มีเงินลงทุนที่สูง ดัชนีขึ้นลงส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นจึงมักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มนี้ กลุ่มนี้ในแวดวงตลาดหุ้นจะให้นิคเนมว่า “หรั่ง” ซึ่งไม่จำป็นว่าต้องเป็นหรั่งผมทอง หรั่งผมดำเอเชีย ก็นับว่าเป็นนักลงทุนต่างประเทศด้วย (หรือคนไทยไปเปิดบัญชีต่างประเทศเนียนเป็นหรั่งมาซื้อขายก็มี)
3.กลุ่มนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ คือบริษัทหลักทรัพย์ที่เราเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นนั่นล่ะ นอกจากจะเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นให้เราแล้ว เขายังซื้อขายหุ้นเองด้วยนะเออกลุ่มนี้ในแวดวงตลาดหุ้นจะให้นิคเนมว่า “ปอบ” มาจากชื่อเต็ม Proprietary trading หรืออาจจะมาจากลักษณะนิสัยที่ชอบจกกินตับเม่าราวกับเป็นผีปอบ :p (ว่าแต่..รู้จักปอบหยิบกันใช่ไหม)
4.กลุ่มนักลงทุนสถาบัน ส่วนใหญ่ก็คือพวกกองทุนทั่วไปในประเทศนั่นล่ะ อย่างเช่น กองทุนประกันสังคม กบข. หรือบริษัทประกันทั้งหลาย กลุ่มนี้มีอิทธิพลรองลงมาจากนักลงทุนต่างชาติกลุ่มนี้ในแวดวงตลาดหุ้นจะให้นิคเนมว่า “กอง” จากการที่นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่มักเป็นกองทุนต่าง ๆ
ในสมัยก่อนต้มยำกุ้งนั้นไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขสิ้นวันว่านักลงทุนกลุ่มต่างๆ ใครบ้างเป็นผู้ซื้อ ใครบ้างเป็นผู้ขาย ทำให้เมื่อนักลงทุนต่างประเทศเริ่มรู้สึกถึงวิกฤตและพากันขายหุ้นออกมาอย่างหนัก นักลงทุนรายย่อยในประเทศนั้นกลับไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วย พอเห็นหุ้นส่วนใหญ่ราคาตกลงมายังนึกว่าหุ้นราคาถูก เข้ามาช้อนซื้อกันกระหน่ำจนสุดท้ายกว่าจะรู้ตัวนักลงทุนต่างประเทศก็ขายหุ้นออกเกือบหมดแล้วในขณะที่นักลงทุนไทยกลับถือหุ้นอยู่เต็มมือ พร้อมกับการเฉลยว่าทำไมนักลงทุนต่างประเทศถึงพากันขายหุ้นหนีตายกันหมด “ต้มยำกุ้ง”นั่นเอง
ต่อมาภายหลังจึงมีการผลักดันให้มีการเปิดเผยตัวเลขการซื้อขายของนักลงทุน เริ่มแรกก็มีเพียงสามกลุ่ม โดยกลุ่มนักลงทุนสถาบันกับบัญชีหลักทรัพย์นับรวมกัน ต่อมาจึงแยกออกจากกันทำให้กลายเป็น 4 กลุ่มอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ตัวอย่าง สรุปการซื้อขายรายวันของกลุ่มต่างๆแจนยัวรี่ เอฟเฟค (January Effect) คือความเชื่อที่ว่า ช่วงต้นปีในเดือนมกราคม นักลงทุนต่างชาติ กองทุน หรือนักลงทุนสถาบัน มักมีการเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหุ้นเพื่อปรับพอร์ตหรือบริหารจัดการการลงทุนในรอบปี ซึ่งการเข้ามาซื้อขายปรับพอร์ตของกองทุนเหล่านี้มักทำให้ดัชนีและหุ้นต่าง ๆ พากันปรับตัวขึ้น จากแรงซื้อที่มีเข้ามามากกว่าช่วงเวลาปกติ
นอกจาก แจนยัวรี่เอฟเฟคแล้ว ก็ยังมีความเชื่ออื่น ๆ อีกมาก เช่น Election Rally ที่เชื่อว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงก่อนถึงวันเลือกตั้ง Christmas Rally ที่เชื่อว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงจากการเก็งกำไรช่วงก่อนวันคริสต์มาส หรือ Window Dressing ที่เชื่อว่ากองทุนมักจะทำการซื้อดันราคาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ในช่วงปลายไตรมาสเพื่อทำให้ตัวเลขผลตอบแทนของกองทุนดูดี เป็นต้น
ซึ่งในความจริง Effect เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งและก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ถือเป็นความเสี่ยงสำหรับนักเก็งกำไรที่คาดหวังผลจากเรื่องเหล่านี้
---------------------------------
“น้องบีน่าเหรอ นี่พี่นันนะ พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า ไปดูหนังกับพี่ไหม”“ใช่จ้ะ หนังผีเรื่องนั้นไงที่คุยกันคราวก่อน”“ให้พี่แวะไปรับไหม หรือไปเจอกันที่ห้างฯ เลย”“จ๊ะ ๆ แล้วเจอกันจ้า”
ณรัชต์เห็นพี่สาววางสายจากรุ่นน้องเสร็จเขาก็รู้ว่าเธอจะต้องโทรฯ อีกสายหนึ่ง
“สวัสดีค่ะ สภอ.xx ใช่ไหมคะ ขอสายร้อยตำรวจโทอรรถพลค่ะ”“...พี่อาทเหรอคะ พรุ่งนี้วันอาทิตย์หยุดหรือเปล่าคะ”“ หรือคะ ไม่เป็นไรค่ะ งั้นแค่นี้ล่ะค่ะ” วางสายเสร็จพี่สาวณรัชต์ก็หันหน้ามาทางเขา
“คร้าบบบ” เขาตอบรับล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้พี่สาวเอ่ยปากสั่งการ
ตอนสายวันต่อมาหลังจากณรัชต์กลับมาจากไร่กับพ่อ เขาก็ถูกพี่สาวเกณฑ์ไปเป็นเพื่อนเข้าเมืองดูหนังซึ่งตามปกติ ถ้าพี่สาวเขาจะขออนุญาตไปดูคนเดียวโดยขับรถที่บ้านไปมักจะถูกมารดาบ่นยาวเหยียดกว่าจะอนุญาตได้หรือบางทีก็ไม่อนุญาต แต่เมื่อพี่สาวเขาพ่วงณรัชต์ไปด้วย แล้วอ้างว่าจะพาน้องชายไปดูหนังเพราะน้องชายบ่นว่าอยากดู แม่ของเขาจะอนุญาตได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นพี่สาวเขาจึงต้องอ้างหรือพ่วงเขาไปด้วยเป็นประจำ
พอตอนนี้เขามาคิดดูแล้ว ไม่สงสัยเลยว่าทำไมพี่สาวเขาถึงหมั่นไส้และชอบแกล้งเขาบ่อยๆ ก็แม่เขาดูจะลำเอียงเอาใจลูกชายมากกว่าลูกสาวไปซะเยอะขนาดนี้ดูเหมือนช่วงชีวิตที่แล้วเขาจะเอาเปรียบพี่สาวไปหลายอย่างจริง ๆ ณรัชต์อดรู้สึกผิดหน่อยๆ ไม่ได้ ดังนั้นตั้งแต่เขากลับมาที่ช่วงชีวิตนี้อีกครั้งเขาจึงไม่ถือสานิสัยกวนๆ และไม่เคยขัดใจพี่สาวของเขาสักครั้งเมื่อมีโอกาสอีกครั้ง เขาก็อยากชดเชยให้เธอบ้าง
ระหว่างนั่งไปในรถยนต์ณรัชต์ก็ถูกพี่สาวเคี่ยวเข็ญเรื่องให้หัดขับรถยนต์อีกครั้ง
“ผู้หญิงน่ะ ต่อให้ขับรถยนต์เป็นเขาก็หวังลึก ๆ ให้ผู้ชายขับรถให้ทั้งนั้นแหละ ถ้าผู้ชายที่มาจีบขับรถไม่เป็นคะแนนตกไปเยอะนะจะบอกให้” พี่สาวเขาเริ่มชักจูงด้วยเรื่องผู้หญิงโดยคิดว่าน้องชายน่าจะกระตือรือร้น
“ไม่เป็นไรเจ๊ ผมไปจีบคนที่เขาขับรถยนต์เก่งๆ แทนก็ได้ หรือไม่ก็จ้างคนขับรถ นั่งเป็นอาเสี่ยอยู่หลังรถสบายๆ ดีจะตาย”ณรัชต์บอกปัดแผนการสร้างคนขับรถของพี่สาวให้ตกไป
เขายังไม่มีความกล้าที่จะจับพวงมาลัยอีกครั้ง...
เมื่อเข้ามาถึงตัวเมืองพี่สาวเขาก็ขับรถตรงไปที่บ้านรุ่นน้องที่อยู่ย่านการค้าเก่าแก่กลางเมืองหลังจากจอดรถข้างไว้ข้างร้านอัญมณีและเครื่องประดับเก่าแก่ เขาก็ลงจากรถตามพี่สาวเข้าไปในร้าน
เข้ามาในร้าน เขากับพี่สาวก็มองเห็นเจ้าของร้านนั่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์กำลังคุยกับลูกสาวที่แต่งตัวสวยอยู่ข้าง ๆ ณรัชต์กับพี่สาวจึงเข้าไปสวัสดีทักทายกับแม่ของรุ่นน้อง ก่อนที่พี่สาวเขาจะเป็นคนขออนุญาตพารุ่นน้องไปดูหนัง
ณรัชต์รู้สึกเหมือนมารดาของรุ่นน้องมองด้วยสายตาพินิจมากกว่าพี่สาวเขาเสียอีก
ออกจากบ้านของรุ่นน้อง พี่สาวเขาก็ขับรถตรงไปที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่อยู่ไม่ไกลระหว่างนั่งในรถเขาก็ได้แต่นั่งฟังรุ่นพี่รุ่นน้องสองสาวคุยกันไปมา ผู้หญิงนี่พอมีจำนวนตั้งแต่สองคนขึ้นไปก็มีเรื่องให้คุยกันมากมายจริงๆ
ถึงห้างสรรพสินค้าพี่สาวเขาก็รีบพาคณะไปจองตั๋วหนัง เพราะเป็นวันหยุดคนมาพักผ่อนเดินห้างกันคับคั่ง จึงต้องไปจองตั๋วหนังไว้ก่อนได้ตั๋วหนังเป็นรอบใกล้สุดอีกไม่ถึง 20 นาทีก็จะฉาย พี่สาวเขาจึงไม่มีเวลาพอที่จะออกไปเดินดูอะไร ต้องจับเจ่าอยู่หน้าโรงหนัง เตรียมรอเข้าโรงฯ ในอีกไม่นาน และแน่นอนว่าหนังที่จะดูวันนี้เป็นหนังผีที่พี่สาวเขาชอบ ถูกพี่สาวใช้ไปซื้อโค้กกับป๊อบคอร์นก่อนจะกลับมานั่งรอที่โซฟาหน้าโรงหนังกับพี่สาวและรุ่นน้อง
ณรัชต์ปล่อยสองสาวคุยกันจุ๊กจิ๊กไป ขณะก้มอ่านนิตยสารธุรกิจรายสัปดาห์ที่ติดมือมา
“พี่นะ ชอบอ่านหนังสือจังเลยนะคะ”น้องบีน่าเอ่ยปากชวนคุย
“อ๋อ มันเป็นงานน่ะ”เขาเงยหน้าขึ้นมาตอบรุ่นน้อง
รุ่นน้องดาวโรงเรียนทำหน้างง
เขาไม่ได้อ่านหนังพิมพ์หรือนิตสารต่างๆ เพราะชอบอ่านอะไรหรอก แต่ถ้าจะเป็นนักลงทุนที่ดีก็จำเป็นต้องอ่านให้มากเข้าไว้ เพื่อเป็นข้อมูลไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
คนทั่วไปมักคิดว่าการเล่นหุ้นเป็นงานสบาย ประมาณว่านั่งชิลๆ เปิดคอมฯ นั่งซื้อขายหุ้นที่ร้านกาแฟเก๋ๆ แต่ความจริงอาชีพนักลงทุนก็ไม่ต่างจากอาชีพอื่น ๆ ต้องใช้ความทุ่มเทและจริงจังจริงๆ ถึงจะพอเอาตัวรอดและสร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่นคง
“อาเจ๊ไปไหนล่ะ”เห็นรุ่นน้องนั่งอยู่คนเดียว ส่วนคู่สนทนาของเธอหายไปเขาจึงเอ่ยปากถาม
“พี่นันเข้าห้องน้ำค่ะ”
“น้องบีน่าชอบดูหนังผีด้วยเหรอ”ณรัชต์ชวนคุย
“บีน่าอยากมาค่ะ”รุ่นน้องตอบขณะจ้องหน้าเขา
หลังจากนางสาวนันทรัตน์กลับจากห้องน้ำพวกเขาก็ทยอยเข้าโรงภาพยนตร์ไป ขณะกำลังจะเดินเข้าไปในแถวที่นั่งตามลำดับในตั๋วณรัชต์รีบออกปากเลือกที่นั่ง
“เจ๊เขยิบเข้าไปนั่งในเลยนะ ผมจะนั่งข้างน้องบีน่า” เขาเข็ดแล้ว ไม่มีทางนั่งติดพี่สาวให้โดนหยิกอีกแน่นอน
พอนั่งเก้าอี้เสร็จเขาก็ยกถุงป๊อบคอร์นขึ้นมากินเล่นไปพลางๆ ระหว่างที่ตัวอย่างหนังยังไม่ขึ้นมา ขณะณรัชต์กำลังเอาป๊อบคอร์นเข้าปากเขาก็เหลือบเห็นรุ่นน้องข้างๆ กำลังหันหน้ามามองเขา
“น้องบีน่ากินป๊อบคอร์นไหม” เขายื่นถุงป๊อบคอร์นไปทางรุ่นน้อง
“ของพี่รสเค็มหน่อยนะ”เขาบอกถึงรสที่ซื้อมา
“บีน่าชอบ…เหมือนกันค่ะ”รุ่นน้องพูดเสียงอุบอิบก่อนหยิบป๊อบคอร์นที่เขายื่นให้
หลังจากนั้นเขาก็ดูหนังอย่างเพลิดเพลิน หนังผีนี่นางเอกมีแต่สวยๆ เซ็กซี่ทั้งนั้นเลย
ดูหนังจบ ต่อไปก็เป็นกิจกรรมแห่งความสุขอีกหนึ่งอย่างของพี่สาวเขา “เดินช็อปปิ้ง”
วันนี้ณรัชต์เดินตามอย่างเบื่อ ๆ หน่อยเพราะไม่มีเพื่อนคุยแก้เซ็งระหว่างเดินตามพี่สาวกับรุ่นน้องที่เดินช็อปปิ้ง
เดินตามทั้งคู่ไปได้สักพักเขาก็รู้แล้วว่าทำไมพี่สาวเขาถึงชอบรุ่นน้องคนนี้ เพราะน้องบีน่าที่เดินตามพี่สาวเขาต้อยๆ มีแต่อือออ ตามพี่สาวเขาทุกอย่างในเวลาพูดเรื่องต่างๆ ไม่เคยขัดอะไรเลย เห็นแต่รับคำ ค่ะ ค่ะ อยู่ตลอดเวลา หลังจากเดินช็อปปิ้งจนเต็มอิ่ม จุใจ พี่สาวเขาก็พารุ่นน้องไปส่งบ้าน
ระหว่างนั่งในรถขากลับณรัชต์ก็นึกถึงหุ้น ธนาคาร N ของเขาตามปกติหุ้นที่มีขนาดใหญ่ น้อยมากที่จะมีการปรับราคาขึ้นแรง ๆ นั่นเพราะหุ้นขนาดใหญ่มีจำนวนหุ้นที่มาก ดังนั้นการจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็วจึงต้องมีความต้องการซื้อหุ้นในปริมาณมาก เหตุผลที่หุ้นธนาคาร N ขึ้นแรงเขาไม่รู้หรอก เพราะในอดีตที่เขาเห็นราคาหุ้น ธนาคาร N นั้นก็เป็นการเห็นราคาจากกราฟเท่านั้น ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร
แต่เขาคาดว่าส่วนหนึ่งคงมาจาก แจนยัวรี่ เอฟเฟค (January Effect) ที่กองทุนมักจะมีการซื้อขายปรับพอร์ตในช่วงนี้ โดยตามปกติแล้วหุ้นธนาคารก็ถือเป็นหุ้นยอดนิยมของเหล่ากองทุนอยู่แล้วเพราะมีพื้นฐานดีและให้ปันผลสม่ำเสมอ และบังเอิญที่หุ้นก็กลับมาซื้อขายอีกครั้งในเดือนมกราคมนี้พอดี ดังนั้นหุ้นธนาคาร N จึงได้รับอานิสงส์ของ แจนยัวรี่ เอฟเฟค อย่างเต็ม ๆ
ยังไม่นับฟันด์โฟลว์หรือเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนระยะยาว เริ่มค่อยๆ เข้ามาในตลาดหุ้นแบบเงียบๆ เพราะมองเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะใกล้เข้ามาแล้ว ทำให้หุ้นธนาคาร N ของเขาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
นั่งเหม่อคิดถึงหุ้นที่กำลังถืออยู่ ขณะรถยนต์ที่พี่สาวเขาเป็นคนขับกำลังจะขับออกจากตัวเมืองผ่านป้ายขนาดใหญ่ป้ายหนึ่งข้างทาง ณรัชต์ก็บอกพี่สาวให้รีบจอดรถยนต์
“เจ๊ ๆ จอดก่อน จอด ๆ”เขารีบบอกพี่สาวให้จอดรถเพราะสะดุดใจกับป้ายประกาศข้างทางที่เพิ่งผ่าน
พี่สาวเขาบ่นเล็กน้อยก่อนเลี้ยวรถเข้าจอดที่ข้างทาง
ณรัชต์ลงจากรถเดินย้อนกลับไปทางป้ายประกาศที่เพิ่งผ่านมา ป้ายนี้ติดอยู่หน้าตึกแถวร้างโทรมๆ หลายคูหา
พื้นที่แถวนี้เกือบจะออกนอกเมืองดังนั้นจึงมีบ้านเรือนกระจายกันรอบ ๆ ประปรายเท่านั้น ส่วนตึกแถวร้างสุดโทรมนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้วเพราะทรุดโทรมเกินจะเยียวยา ที่ดูแล้วคงทำได้เพียงทุบทิ้งสร้างใหม่เท่านั้น และพื้นที่ด้านหลังยังรกเต็มไปด้วยต้นไม้และหญ้าสูงท่วมหัวอีกด้วย
ด้วยสภาพแบบนี้จึงทำให้ถึงแม้ติดป้ายประกาศขายป้ายใหญ่ขนาดนี้ก็ยังไม่มีใครสนใจ ก็นะ ถ้าใครจะมาซื้อก็ต้องเสียเวลาเสียเงินทุบตึกทิ้งกับปรับพื้นที่อีกมาก ดังนั้นป้ายประกาศขายที่ดินที่เขาแหงนหน้ามองอยู่ตอนนี้จึงไม่มีใครคิดอยากจะซื้อ
“ตึกก็ร้างแถมออกมานอกตัวเมืองแบบนี้ มีอะไรน่าสนใจอ่ะ” พี่สาวเขาที่หลังจากจอดรถแล้วก็เดินตามเขามาพูดขึ้น ก่อนมองไปรอบ ๆ พื้นที่
“สร้างอะไรขึ้นมาก็คงไม่มีใครมาซื้อหรือมาเช่าหรอกห่างออกมาแบบนี้ ถ้าสนใจซื้อตึกแถวอีก ตรงข้ามตึกแถวเราฝั่งที่ติดตลาดนัดก็มีคนจะขายอยู่สองสามคูหานะ” พี่สาวณรัชต์แนะนำลู่ทางที่จะทำให้เธอได้เก็บค่าเช่าเพิ่มขึ้นมา
“เอามือถือเจ๊มาหน่อยสิ” เขาหยิบมือถือที่พี่สาวยื่นมาให้กดเม็มเบอร์โทรฯ ในป้ายประกาศขาย
“สนใจจริงอ่ะ จะเอาไปทำอะไร ตึกร้างกับป่าแบบนี้” พี่สาวณรัชต์ถามด้วยความฉงน
“เดี๋ยวรู้เจ๊ ดีกว่าซื้อตึกแถวเก็บค่าเช่าอีก” เขาบอกพี่สาวอย่างอารมณ์ดี
------------------------------------ Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,050,000 บาท : เงินสดในบัญชีธนาคาร 222,000 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 100 บาท-หุ้น ธนาคาร N จำนวน 987,700 หุ้น จากราคาหุ้นละ 15 บาท ราคาปัจจุบัน 22 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 222,000 + 100 + 21,729,400 = ปัจจุบัน 24,001,500 บาท