แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเห่าสั้นๆ เมื่อมองตามเสียงไปก็พบแม่สุนัขจิ้งจอกยืนอยู่ไม่ไกลนักมันกระดิกหางทักทายเขา เขาจึงปล่อยเ้าตัวเล็กลง และเดินไปหาแม่จิ้งจอกเพื่อดูว่ามันได้รับาเ็มาอีกหรือไม่ แต่ก็ไม่พบเขาจึงถามพวกมันด้วยความสงสัยว่า
“นี่มาหาเพราะคิดถึงฉันหรือ”
แต่เขาก็หยุดไปและพูดต่อว่า “หรือแค่อยากมากินข้าวที่นี่”
พวกมันเอียงคอมองเขาอย่างไม่เข้าใจจิงซิงอี้หัวเราะออกมาดังๆ เขาเดินไปที่แปลงผัก โดยมีพวกมันเดินตามไปติดๆเขาเก็บผักที่้าและบอกกับพวกมันว่า
“ถ้าหิวก็รอก่อนนะ ฉันจะเก็บผักไปทำกับข้าวก่อนทำเสร็จแล้วจะแบ่งให้กินด้วย”
ในระหว่างนั้นเขาต้องคอยปรามเ้าตัวเล็กซึ่งวิ่งไปวิ่งมาด้วยความดีใจไม่ให้เหยียบแปลงผักพลางคิดในใจว่า ถ้าปลูกสมุนไพรจริงๆ เขาคงต้องกั้นรั้วเอาไว้ป้องกันไม่ให้สัตว์และคนเข้ามาในแปลงได้
แล้วเขาก็ต้องถอนหายใจเมื่อคิดถึงเงินที่จะต้องใช้ในการลงทุนแต่ก็บอกตัวเองว่า เงินที่เสียไปคือการลงทุนเพื่อให้ได้เงินกลับมาถ้ามัวแต่เสียดายและกลัว จะมีกำลังใจในการทำงานได้อย่างไร และเขาก็ยังวางแผนอย่างรัดกุมมาแล้วด้วย
จิงซิงอี้เก็บผักผลไม้เสร็จ ก็เดินกลับบ้านทั้งสองตัวเดินตามเขามาติดๆ จิงซิงอี้หาถ้วยน้ำเก่าของพวกมันมาและเติมน้ำดื่มให้เขาบอกพวกมันให้ดื่มน้ำก่อน ทำอาหารเสร็จแล้วจะเอาข้าวมาให้และสั่งให้พวกมันรออยู่ลานกลางบ้าน พวกมันอยู่ในป่ามาหลายวัน เนื้อตัวจึงสกปรก
จิงซิงอี้เดินเข้าไปในครัวและเริ่มต้นทำอาหารเย็นวันนี้เขาทำอาหารแบบง่าย คือ ข้าวผัดใส่ไข่และไก่ชุบแป้งทอด เขาต้มไก่เผื่อเ้าสองตัวพร้อมกับน้ำซุปจากกระดูกไก่
เมื่อไก่เย็นลงจึงคลุกกับอาหารเม็ดที่ยังเหลือของพวกมัน ทั้งสองตัวกินจนหมดอย่างเอร็ดอร่อยในขณะที่จิงซิงอี้กินข้าวของตัวเองไป
เมื่อกินเสร็จ เขาก็บอกพวกมันว่าเขาจะเปิดประตูเล็กหลังบ้านเอาไว้ ให้พวกมันเดินเข้าออกเองแต่เขาเริ่มคิดว่าจะต้องจ้างช่างมาทำประตูเล็กสำหรับให้พวกมันลอดเข้าออกได้แล้วเพราะดูอาการแล้ว มันน่าจะแวะมาบ้านนี้อีกหลายครั้งแน่จะให้เขาเดินไปเปิดประตูตามที่มันเรียกตลอดก็คงจะไม่ไหว
่หัวค่ำ จิงซิงอี้หยิบตำราของจิงเซียวมาอ่านเขามีความสงสัยเื่การรักษาโรคหัวใจ โดยเฉพาะการฝังเข็ม เขาเดินไปที่ห้องหนังสือและเริ่มต้นฝึกฝนการฝังเข็มกับหุ่นฝังเข็มและเปรียบเทียบวิธีการรักษาของจิงเซียวที่ค้นพบกับวิธีการสอนจากมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนมา
เขาคิดจะสั่งซื้อเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ามาใช้ในการฝังเข็มด้วยเพื่อช่วยลดเวลาในการฝังเข็มและลดแรงการใช้มือของแพทย์การใช้ไฟฟ้ายังเป็การกระตุ้นเข็มร่วมกับการฝังเข็มและยังสามารถควบคุมระดับไฟฟ้าให้เหมาะสมกับโรค ช่วยลดอาการปวดเพิ่มการไหลเวียนของเื และยังช่วยให้ใจสงบ นอนหลับได้ดี
จิงซิงอี้ค้นหาสูตรยารักษาโรคหัวใจแบบต่างๆ จากตำราของจิงเซียวคืนนั้นกว่าไฟในห้องหนังสือจะดับลง ก็เป็เวลาตีสองเขาตั้งใจจะหยิบหนังสือไปอ่านต่อที่คลินิกด้วย จากนั้นจึงปิดไฟ ปิดห้อง และเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น จิงซิงอี้ทำกิจวัตรยามเช้าตอนปกติและขี่จักรยานไปคลินิก เ้าจิ้งจอกสองตัวแม่ลูกหายไปั้แ่เมื่อคืนแล้วเขาจึงปิดประตูหลังบ้านและโทรไปนัดช่างไม้ในหมู่บ้านให้มาทำประตูเล็กให้ในวันพรุ่งนี้
่เช้าวันนี้มีคนไข้ที่เขาเคยตรวจให้ฟรีที่หมู่บ้านจินิมาพบ เมื่อรักษาเสร็จแล้วเขาก็นั่งทำถุงสมุนไพรเพื่อเตรียมไปแจกในการรักษาฟรีวันเสาร์ที่จะถึงนี้อีกครั้ง
เขายังตั้งใจว่าจะขายถุงหอมและธูปหอมสมุนไพรเพิ่มด้วยจิงซิงอี้จึงสั่งสมุนไพรและอุปกรณ์เพิ่ม พร้อมกับกระดานขนาดใหญ่แบบมีขาตั้งเพื่อแปะป้ายประกาศต่างๆ เอาไว้ที่หน้าคลินิก
ในระหว่างนั้น เขาได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์เม่งฮ่าวอาจารย์ชวนเขามาช่วยตรวจคนไข้แทนที่โรงพยาบาลเอกชนในเซี่ยงไฮ้ในอีกสองสัปดาห์ถัดไป เพราะเขาติดธุระด่วน และเห็นว่าเป็วันอาทิตย์แค่วันเดียวจึงอยากจะขอให้จิงซิงอี้มารักษาแทน
ชายหนุ่มรับปากด้วยความยินดีเขา้าจะเรียนรู้ระบบในโรงพยาบาลเอกชน และ้าเพิ่มฐานลูกค้าด้วย
เม่งฮ่าวยังทิ้งท้ายก่อนวางสายโทรศัพท์ว่าตอนนี้ชื่อเสียงของชายหนุ่มเริ่มเป็ที่รู้จักในแวดวงมากขึ้นแล้วนะจิงซิงอี้หัวเราะและขอบคุณอาจารย์ก่อนจะวางสายไป
จากนั้น ประมาณบ่ายสามโมงเจิ้งเว่ยซึ่งเป็ผู้ช่วยของจางเซียว นักธุรกิจใหญ่ ก็โทรมานัดเพื่อรักษาจางเซี่ยเด็กหนุ่มที่จิงซิงอี้ช่วยเอาไว้ โดยเขาจะมาก่อนในวันพรุ่งนี้เพื่อเตรียมสำรวจสถานที่
วันต่อมา ในเวลา 9 โมงเช้าเจิ้งเว่ยขับรถมาพร้อมกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ชื่อ เหวินซิงเขาเป็นักธุรกิจในเมืองที่จิงซิงอี้อาศัยอยู่ในตอนนี้ เมื่อขับรถมาถึงพวกเขาจอดรถเอาไว้หน้าตึกแถว และมาพบกับจิงซิงอี้
เจิ้งเว่ยแนะนำให้เหวินซิงรู้จักกับหมอหนุ่ม เขามีสีหน้าทึ่งเมื่อรู้ว่าหมอหนุ่มจบใหม่คนนี้เป็คนที่นักธุรกิจใหญ่อย่างจางเซียว ต้องมาขอร้องให้รักษาลูกชายให้
เจิ้งเว่ยปรึกษากับจิงซิงอี้เื่การหาที่พักในหมู่บ้านนี้เขาอยากจะให้คุณชายจางเซี่ยพักรักษาตัวอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งและจะหาคนในหมู่บ้านมาดูแลเื่อาหารการกิน
จิงซิงอี้ตอบว่าไม่ต้องกังวล เขาพาทั้งสองคนเดินไปที่ร้านบะหมี่ข้างๆไปคุยกับลุงและป้าหลินซึ่งเป็เ้าของร้านเพื่อสอบถามว่าจะหาบ้านพักและคนช่วยดูแลได้ที่ไหน
“ได้สิ เสี่ยวอี้ เดี๋ยวป้าหาให้ รอแป๊บนึง”
ป้าหลินรีบบอกอย่างมั่นใจเธอโทรศัพท์ไปหาคนในหมู่บ้านจากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ให้เจิ้งเว่ยเจรจาต่อรองว่าเขา้าบ้านแบบไหนจะพักนานแค่ไหน กี่คน และ้าอะไรบ้าง
ในระหว่างนั้นลุงหลินก็พูดกับจิงซิงอี้และเหวินซิงที่นั่งรอที่โต๊ะว่า
“เื่บ้านว่างน่ะ ไม่ต้องกังวลไปเลย เดี๋ยวนี้หลายบ้านก็ปิดเอาไว้เฉยๆบางบ้านก็มีแค่คนแก่กับเด็กอาศัยอยู่ ถ้าช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้พวกเขาก็ยินดีให้เช่าอยู่แล้ว”
เหวินซิงถามอย่างสนใจว่า“ที่นี่มีบ้านว่างปล่อยเช่าเยอะมั้ยครับ”
“ก็หลายหลังนะ ทำไมล่ะ คุณก็จะเช่าด้วยเหรอ บอกมาเลย เดี๋ยวผมติดต่อให้”
เหวินซิงปฏิเสธ แต่เขาก็พูดต่อว่า
“ผมทำธุรกิจซื้อขายบ้านกับปล่อยเช่าบ้านอยู่แล้วผมช่วยหาคนมาเช่าบ้านให้ได้นะ”
ลุงหลินตาโต จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มคุยกันและได้ข้อสรุปว่า ลุงหลินจะไปรวบรวมบ้านที่จะปล่อยเช่า ทั้งระยะสั้นและระยะยาวจากคนในหมู่บ้านมาให้เหวินซิงและลุงหลินจะได้ค่านายหน้าจากคนมาเช่า และยังได้เพิ่มจากการแนะนำให้คนมาเช่าด้วยเท่ากับว่าลุงหลินเป็ตัวแทนของเหวินซิงที่นี่นั่นเอง จิงซิงอี้ซึ่งฟังอยู่ข้างๆ ก็สงสัยจนอดถามไม่ได้ว่า
“คุณเหวินครับ แล้วใครจะมาเช่าบ้านเหรอครับ ที่นี่เงียบมากเลยนะ”
เหวินซิงมองเขาอย่างมีความหมาย ก่อนจะพูดว่า
“ตราบใดที่หมอยังเปิดคลินิกที่นี่ ผมกล้าพูดเลยว่าจะมีคนจากนอกหมู่บ้านมาเช่าอยู่แน่นอน”
จิงซิงอี้นิ่งคิดสักพักก่อนจะเลิกคิ้วแล้วถามยิ้มๆว่า
“คุณมั่นใจในตัวผมขนาดนั้นเลยหรือ”
เหวินซิงหัวเราะแล้วตอบอย่างมั่นใจว่า
“ผมเป็คนทำธุรกิจนะหมอ ตรงไหนมีเงิน ตรงนั้นผมจะรู้ก่อนเสมอ”
เมื่อได้ยินลุงหลินก็หันมามองจิงซิงอี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมานั้น เขาเห็นว่าคลินิกของหมอจิงคงจะไปไม่รอด เพราะมีคนไข้มาน้อยเหลือเกิน แต่นักธุรกิจคนนี้กลับมองเห็นศักยภาพของหมอจิง
ลุงหลินคิดว่า เขาคงจะต้องมองหมอหนุ่มคนนี้ใหม่แล้วเพื่อที่จะได้ไม่พลาดโอกาสทำเงินตามไปด้วย