ตอนที่ 7 เอ็กโซซิส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“ขอพวกเราเข้าไปด้านในก่อนได้ไหม? แล้วฉันจะอธิบายเื่ทั้งหมดให้ฟัง” จอร์นรีบเอ่ย ขณะที่เขาพ่นลมหายใจที่เป็ควันสีขาวออกมา
เมื่อมองดูสภาพของคนทั้งสอง นอกจากร่างที่เปื้อนโครนแล้ว พวกเขายังดูหนาวสั่นเป็อย่างมาก โดยเฉพาะเด็กน้อยที่ทั้งเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เศร้าสร้อย
“รีบเข้ามา” อีริกที่เห็นสภาพหลานชายของตนเองก็อดสะท้านในใจไม่ได้
เขาไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น ทำไมจอร์นถึงได้พาหลานชายของเขามาที่นี่ในสภาพอากาศแบบนี้
อีริกมองออกไปนอกประตู เขาเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปิดประตูบ้านของตัวเอง
ชายชรารีบหาอะไรอุ่นๆ ให้กับคนทั้งสอง
อาชีพตัดฟืนไม่ได้ทำให้ร่ำรวยมากนัก เขาจึงไม่มีชาหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ติดอยู่ในบ้าน สิ่งที่เขานำมาให้คนทั้งสองจึงเป็แค่น้ำร้อนเท่านั้น
อีริกนำผ้าห่มสองผืนออกมาแล้วให้คนทั้งสองคลุมตัวหลังจากที่พวกเขาถอดเสื้อผ้าแล้วนำไปผึ่งที่เตาผิงไฟ
“เอาล่ะ ตอนนี้นายคงบอกฉันได้แล้วว่าทำไมถึงได้พาเมอร์ลินมาหาฉันในสภาพอากาศแบบนี้” อีริกกล่าวอย่างใจเย็น แม้ในใจของเขาจะคาดเดาได้แล้วว่าต้องเกิดเื่ไม่ดีกับครอบครัวของทอมเป็แน่
จอร์นมีสีหน้าที่ลำบากใจ เขาเหลือบมองร่างของเมอร์ลินที่นอนหลับอยู่ข้างๆ เพราะพวกเขาใช้เวลาเดินทางมาตลอดทั้งคืน ยังไงเขาก็เป็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งย่อมไม่อาจทนความเหนื่อยล้าแบบนี้ได้
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นกลับไปมองชายชราอีกครั้ง
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกให้แล้วติดสินใจเล่าเื่ทุกอย่างออกมา
สีหน้าของอีริกเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในทุกคำพูดที่จอร์นเอ่ยออกมา แน่นอนว่าเขาแทบจะไม่เชื่อว่าหลานสะใภ้ของตนเองคือแม่มดจริงๆ
ในโลกนี้ไม่มีใครสามารถแยกแยะได้ว่าใครคือผู้ใช้เวทมนตร์ได้บ้าง หากพวกเขาเ่าั้ไม่แสดงเวทมนตร์ออกมา แม้แต่เหล่าบรรดานักบวชชั้นสูงก็ตาม
เพราะไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการแยกแยะผู้ใช้เวทมนตร์นี้เองจึงทำให้มีการล่าแม่มด ซึ่งหลายครั้งจะจับผู้บริสุทธิ์ปรับปรำให้พวกเธอเป็แม่มดและถูกเผาทั้งเป็
แน่นอนว่าแม้แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชก็ไม่สามารถแยกแยะได้เช่นกัน ดังเช่นเหตุการณ์ที่ทั้งทอมและเจนถูกเพลิงของศรศักดิ์สิทธิ์เผาพวกเขาจนตาย
หากตอนนั้นเจนไม่ได้แสดงพลังเวทออกมา ก็ไม่แน่ว่าจะไม่มีใครสามารถจับได้ว่าเธอคือผู้ใช้เวทมนตร์
เมื่ออีริกได้ฟังเื่ราวทั้งหมดเขาก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ สายตาของเขาจับจ้องไปที่เด็กน้อยที่หลับฟุบอยู่บนโต๊ะอย่างเวทนา
ไม่มีใครรู้ว่าบุตรของแม่มดจะเป็พ่อมดหรือไม่ ไม่มีใครรู้ว่าพลังเวทมนตร์จะสืบทอดผ่านสายเืได้หรือไม่
แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากบุตรแม่มดถูกส่งไปยังศาสนจักรพวกเขาจะถูกล้างสมองและกลายเป็เครื่องมือของศาสนจักร
ชาวบ้านทุกคนต่างรู้เื่นี้ แต่พวกเขากลับไม่กล้าที่จะวิจารณ์ศาสนจักรเพราะกลัวเป็บาปต่อพระเ้า
อีริกเคยสูญเสียลูกเมียมาก่อน ที่เขาครองตัวเป็โสดมาถึงตอนนี้เพราะเขารักภรรยาของเขามากจนไม่อาจนำใครมาแทนที่ได้
ตอนนี้เขาไม่มีญาติมิตรคนอื่นหลงเหลืออยู่แล้ว และเด็กคนนี้ก็เช่นกัน เขาเป็ญาติที่หลงเหลือเพียงคนเดียวของกันและกัน นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจบางอย่างได้
“ฉันจะรับเลี้ยงดูเมอร์ลินเอาไว้เอง ยังไงฉันก็เป็ญาติเพียงคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ของเขา ฉันไม่ได้ใจร้ายขนาดที่จะผลักไสเด็กตัวเล็กๆ ออกจากชีวิต” อีริกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
จอร์นที่เห็นดังนั้นจึงเผยรอยยิ้มออกมา
“ขอบคุณ”
“นายไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก มันเป็สิ่งที่ฉันควรต้องทำอยู่แล้ว แล้วฉันก็ขอบใจนายมากที่พาเขามาที่นี่ ... แล้วนายล่ะ ต่อไปจะทำยังไง นายยังสามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้นได้อยู่อีกหรอ?” อีริกเอ่ยถาม
“เื่นั้นไม่ต้องห่วง ยังไงฉันก็ตัดสินใจที่จะเดินทางไปเมืองหลวงอยู่แล้ว” จอร์นเอ่ยตอบ
“หืม? เมืองหลวง? ทำไมนายถึงไปที่นั่น?”
“ฉันตั้งใจจะไปสมัครเป็อัศวินฝึกหัดกับเซอร์วินเทนอยู่แล้ว ยังไงความฝันของฉันก็คือการเป็อัศวิน แม้ว่าฉันจะอายุมากไปหน่อยแล้วก็ตาม” จอร์นกล่าวอย่างยิ้มๆ
อีริกยิ้มและเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอแสดงความยินดีต่อนายล่วงหน้าด้วยนะอัศวินจอร์น”
“เฮ้ ... ฉันยังไม่ได้เป็อัศวินฝึกหัดเลยด้วยซ้ำ อย่าล้อเล่นกับฉันแบบนี้สิ ถ้าใครมาได้ยินพวกเขาอาจจะเอาคำพูดนี้ไปตัดหัวฉันก็ได้” จอร์นกล่าวออกมาอย่างโวยวาย
มันเป็จริงอย่างที่เขาว่า อัศวินนั้นถือเป็ขุนนางของอาณาจักร หากชาวบ้านล้อเลียนขุนนางพวกเขาจะต้องถูกลงโทษ เพราะเหตุนี้มันจึงไม่มีใครกล้าที่จะแอบอ้างเป็ขุนนาง หรือกระทำการต่างๆ ให้ขุนนางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
“โอเค โอเค ฉันแค่ล้อเล่นน่ะ แต่ฉันหวังว่านายจะเป็อัศวินได้จริงๆ” อีริกยกมือทั้งสองขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ผมก็หวังว่าคุณจะสามารถเลี้ยงเมอร์ลินให้เติบโตได้เป็อย่างดีได้เช่นกัน” จอร์นหันไปมองเด็กน้อยแล้วหยุดไปครู่หนึ่งและเอ่ยต่อ “น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้เขากำลังจะถูกบาทหลวงของโบสถ์แนะนำให้เข้าเรียนในโรงเรียนสอนศาสนา แต่เขาต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ซะก่อน”
“นายไม่ต้องเป็ห่วงเื่นั้นหรอก ฉันจะต้องเลี้ยงเขาให้เติบโตเป็อย่างดีได้อย่างแน่นอน” อีริกให้คำมั่น
“แม้ว่าเขาจะไม่สามารถเข้าโรงเรียนศาสนาได้อีกต่อไปก็เถอะ แต่เขาจะต้องเป็ช่างไม้ที่ดีได้อย่างแน่นอน”
แน่นอนว่าเขาอดที่จะเสียดายแทนเด็กน้อยไม่ได้ เพราะสามัญชนนั้นยากที่จะยืนหยัดต่อหน้าขุนนางไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็อัศวิน หรือได้เป็นักบวชของศาสนจักร
สำหรับเมอร์ลินในตอนนี้แล้ว ด้วยชนักติดหลังของสายเืแม่มด บางทีเขาอาจจะกลายเป็นักรบศักดิ์สิทธิ์หรือ “เอ็กโซซิส” ของศาสนจักรได้ แต่นั่นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียหัวใจและความทรงจำ
เอ็กโซซิสเ่าั้จะไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึก ไม่มีความทรงจำของคนรอบข้าง สิ่งเดียวในชีวิตมีแค่รับใช้ศาสนจักรเท่านั้น