“แต่ฉันอยากได้หัวหน้าหน่วยที่สามสิบหก...มาร่วมเดินทางด้วย”
ทุกคนงุนงงในทันทีถ้าเธอเรียกคนที่มีระดับหมู่บ้านไปสักคนสองคนพวกเขาคงไม่แปลกใจอะไรเพราะอย่างน้อยเวลาสู้กับสัตว์ร้ายระดับเมือง ผู้มีรอยประทับระดับหมู่บ้านจะได้ช่วยกันสัตว์ร้ายที่อยู่บริเวณนั้นไม่ให้เข้ามารบกวนได้
บางคนคิดที่จะอาสาแทนแต่เมื่อคิดว่าอลิสเป็ถึงคนที่ทางสี่ตระกูลไว้ใจส่งมาทำภารกิจสำคัญอีกทั้งยังเป็ผู้มีรอยประทับระดับเมือง เธอย่อมมีเหตุผลที่เลือกการิน
มาเรียที่อยู่ไม่ไกลจากอลิสยกมือนวดขมับมีก็แต่เธอเท่านั้นที่รู้เหตุผลที่แท้จริงของอลิส
เมื่อคืนเธอพูดกับอลิสออกไปว่า‘ต่อให้เธอสนใจการินแล้วกลายเป็ชอบเขาในที่สุด แต่ทางด้านการินล่ะ?ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่เลย’
อลิสจึงถามว่าแล้วต้องยังไงให้การินสนใจ
ซึ่งมาเรียก็ตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่า‘ฉันเองก็ไม่รู้หรอกแต่เคยได้ยินท่านแม่พูดถึงเื่ราวความรักของผู้นำตระกูลดวงดาวกับภรรยาว่าเพราะเกิดเหตุไม่คาดฝันทั้งคู่เคยต้องอยูในป่าร่วมกันสองต่อสองเป็เวลานานจนเมื่อกลับถึงเมืองทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน’
มาเรียมองไปที่อลิสแล้วมองไปยังการินผู้มีสีหน้างุนงงยิ่งกว่าคนอื่นๆ จึงได้แต่ถอนหายใจกล่าวพึมพำ
“ถ้าเป็ในเื่ความกล้าแล้วฉันเทียบเธอไม่ติดเลยแฮะ”
ทางด้านการินชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูง ชี้นิ้วมาที่ตัวตัวเอง
“ผม?”
อลิสพยักหน้าชายหนุ่มจึงได้แต่ยอมรับ
หลังจากสั่งอะไรหลายอย่างและมอบแผนที่ฉบับคัดลอกใช้มาเรียอลิสกับการินจึงแยกตัวออกจากคณะ ตรงไปที่ลำธาร
“ทะเลสาบที่มีสัตว์ร้ายระดับเมืองตั้งอยู่เยื้องไปทางซ้ายจากเส้นทางการเดินทางของเราถ้าเราไปตามลำธารสายนี้เดินทางสองวันก็จะถึงทะเลสาบ แต่ถ้าเราเดินตัดป่าไปเย็นนี้ก็น่าจะถึงเขตของทะเลสาบพรุ่งนี้เช้าเดินต่อไปอีกสักหน่อยก็ถึง”
อลิสหยิบแผนที่ขึ้นมาดูพลางกล่าวอธิบาย
การินยกมือขึ้นเกาศีรษะ
“เราเดินไปตามลำธารนี่แหละดีกว่าเพราะพวกสัตว์ร้ายเองก็ไม่กล้าเข้าใกล้ลำธารนี่ แต่ว่าผมไม่เข้าใจทำไมคุณถึงให้ผมมากับคุณด้วย ไปจัดการแค่คนเดียวก็ได้นี่นา”
อลิสเหลือบมองชายหนุ่มแวบหนึ่งแล้วเดินเลียบลำธารต่อไปกล่าวโดยไม่ตอบคำถามของเขา
“นายไม่กลัวว่าฉันจะตกอันตรายเมื่อต้องไปสู้กับสัตว์ร้ายระดับเมืองตัวนั้นหรือไง?”
การินค่อนข้างแปลกใจที่เธอเปลี่ยนคำเรียกของเขาเป็‘นาย’ ซึ่งเป็คำที่คนสนิทกันเท่านั้นจึงจะเรียก
“ก็ถ้าเธอบอกว่าจะไปสู้คนเดียวแสดงว่าคงมั่นใจว่าจะชนะมันได้ด้วยตัวคนเดียวเหมือนกัน”
อลิสที่เดินอยู่ถึงกับหยุดชะงักถึงแม้เธอจะเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกการินแต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายเองก็กล้าจะเปลี่ยนคำที่เรียกเธอเช่นกัน
จากนั้นทั้งคู่ก็ไม่พูดคุยอะไรกันอีกเลยทั้งสองเดินเลียบลำธารดูเหมือนเดินด้วยฝีเท้าปกติแต่กลับเร็วกว่าที่เดินพร้อมคณะถึง3 เท่า และยิ่งเดินไปไกลขนาดของลำธารก็กว้างขึ้นเรื่อย ๆบางทีกว่าจะถึงทะเลสาบที่ว่ามันคงกลายเป็แม่น้ำแน่ ๆ
เมื่อเกือบเที่ยงอลิสถามการินว่าจะกินอาหารเที่ยงหรือเปล่าซึ่งการินตอบอย่างไม่ใส่ใจว่ากินหรือไม่กินก็ได้ผลก็คืออลิสตัดสินใจเดินทางโดยไม่หยุดพักจนถึงค่ำ
ทว่าแม้พวกเขาทั้งคู่จะเดินทางทั้งวันโดยไม่หยุดพักแต่กลับไม่มีใครแสดงอาการเหนื่อยล้าแม้แต่น้อยนี่ทำให้อลิสจ้องการินด้วยสายตาจริงจังครู่หนึ่ง
ซึ่งเ้าตัวเองก็ทำเป็ไม่สนใจหลังจากหาที่เหมาะ ๆ ได้แล้วก็เอนตัวลงนอนทันทีในขณะที่อลิสออกไปหาล่าสัตว์ที่จะเป็อาหารค่ำเขากลับนอนอยู่นี่ทำให้หญิงสาวมองค้อนเขาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
สัตว์ที่อลิสหามาได้นั่นก็คือไก่ป่าตัวหนึ่งที่ขนคอของมันเป็สีฟ้าหลังจากจัดการถอนขนอะไรเสร็จหญิงสาวนำฟืนมากองรวมกัน เพียงแค่เธอจ้องไปที่กองฟืนไฟก็ลุกขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
ดวงตาของการินที่ปิดอยู่เปิดขึ้นมาชายหนุ่มชำเลืองมองไปที่อลิสซึ่งเธอจ้องเขาอยู่ก่อนแล้วการินจึงได้แต่ลุกขึ้นนั่งช่วยหญิงสาวย่างไก่ทั้งตัว
ขณะค่อย ๆ หมุนไม้ที่เสียบไก่ชายหนุ่มได้มีโอกาสสำรวจหญิงสาวจากตระกูลขนนกอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
ตอนนี้อลิสนั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาโดยมีกองไฟคั่นกลางเธอกำลังดูแผนที่แผ่นที่เคยให้เขาดูหญิงสาวถอดผ้าคลุมออกนานแล้วทำให้เห็นชุดที่เธอใส่ชัดเจน
เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้มค่อนข้างกระชับ เส้นผมสีแดงไวน์สั้นประบ่าปอยผมบางส่วนถูกทัดไว้หลังหู ั์ตาสีแดงทับทิมถูกแสงจากกองไฟส่องกระทบทำให้ดูโดดเด่นกว่าปกติ
“ก็สวยเหมือนกันนะ...”
แม้จะเป็เสียงพึมพำที่เบามากแต่ด้วยความที่อยู่ใกล้กันเพียงสองก้าวย่อมไม่มีทางที่อลิสจะไม่ได้ยินชายหนุ่มเตรียมแก้ตัวว่า เขาชมตัวเองว่าย่างไก่ได้สวยทว่าหญิงสาวด้านตรงข้ามกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรการินจึงคิดว่าเธอน่าจะไม่ได้ยินเพราะกำลังตั้งใจดูแผนที่อยู่
ผ่านไปสักพักไก่ที่เขาย่างอยู่ก็สุกกำลังพอดีหลังจากใช้มีดสั้นที่พกอยู่ในถุงผ้าหั่นเนื้อไก่ออกเป็ชิ้น ๆก็แบ่งบางส่วนใส่ใบไม้ส่งไปให้อลิส
หญิงสาวรับไปโดยไม่มองหน้าเขาทั้งสองกินมื้อค่ำอย่างเงียบ ๆแม้ว่าการินจะไม่ค่อยชอบพูดนักแต่ว่าบรรยากาศระหว่างเขากับอลิสดูแปลกพิกลยังไงไม่รู้นี่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เมื่อรอจนอีกฝ่ายทานอาหารเสร็จจึงกล่าวถามหวังทำลายบรรยากาศนี้
“ทำไม...เธอ...ถึงเปลี่ยนคำเรียกฉันล่ะ”
ทว่าอีกฝ่ายกลับเงียบบรรยากาศยิ่งอึดอัดกว่าเดิมอีกขณะเตรียมถามคำถามอื่นน้ำเสียงอ่อนนุ่มก็ยอมตอบกลับมา
“ก็ฉันคิดว่าพวกเราสนิทกันแล้ว”
“เอ่อ...แต่พวกเราพึ่งเจอกันไม่กี่วันเองนะที่คุยกันก็แทบนับประโยคได้...ช่างเถอะตลอดเวลาที่เดินทางร่วมกันดูเธอไม่ค่อยพูดกับฉันเลยนะ”
“ฉันเป็คนไม่ชอบพูด”
“ก็จริงนะตอนเดินทางเป็กลุ่มเธอมักจะให้มาเรียเป็คนสั่งตลอดเลย”
การินพยักหน้าดื่มน้ำจากน้ำเต้าอึกใหญ่
อลิสลังเลครู่หนึ่งก็ถามออกมา
“นายไม่ใช่ผู้มีรอยประทับระดับทั่วไปใช่หรือเปล่า?”
แม้เขาจะปฏิเสธเธอก็ไม่เชื่อแน่นอนเพราะผู้มีรอยประทับระดับทั่วไปเดินทางทั้งวันก็ต้องมีท่าทางเหนื่อยล้าบ้างแต่การินกลับไม่มีท่าทีเหนื่อยเลยแม้แต่น้อยทั้งที่ไม่ได้ทานอาหารเที่ยง
การินปิดจุกน้ำเต้าถอนหายใจแล้วยิ้มกล่าวไปทางอลิส
“ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็ผู้มีรอยประทับระดับเมืองเธอจะเชื่อไหมล่ะ อลิส”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรเวลาการินเรียกชื่อของเธอ อลิสถึงได้รู้สึกใจเต้นแปลก ๆ
หญิงสาวสูดหายลึก
“จากที่ฉันรู้นายเพิ่งจะเป็ผู้มีรอยประทับแค่ครึ่งปีอย่างมากก็เป็ได้แค่ระดับหมู่บ้านหรือว่าที่จริงรอยประทับของนายตื่นนานแล้ว”
การินไม่แปลกใจที่อลิสไม่เชื่อชายหนุ่มไม่พูดเื่เดิม
“ฉันรู้สึกว่าเธอไม่ใช่คนของตระกูลขนนกทั่วไปใช่หรือเปล่า?”
“ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็ลูกสาวคนเดียวของผู้นำตระกูลขนนกนายจะเชื่อหรือเปล่า”
อลิสตอบกลับมาแบบเดียวกับที่เขาเคยพูด
“เชื่อสิทำไมจะไม่เชื่อ”
การินยักไหล่คล้ายไม่แปลกใจสักเท่าไหร่
อลิสหรี่ตามองเขา
“นายเป็คนของตระกูลดวงดาวใช่หรือเปล่า”
การินเงียบไปครู่หนึ่งก็หัวเราะออกมา
“เพราะตาสีม่วงนี่สินะ”
นี่ถือเป็การยอมรับไปโดยปริยายจากนั้นชายหนุ่มพลันได้ยินคำถามที่ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย
“นายมีคู่หมั้นหรือคนรักรึยัง?”
นับั้แ่ผู้คนย้ายเข้ามาอยู่ในกำแพงเนื่องจากมีผู้คนเหลือรอดเพียงเล็กน้อยทำให้ทางเมืองเข้มงวดเื่การเพิ่มจำนวนประชากรมาก
หลังจากหารือร่วมกันทางสี่ตระกูลจึงออกกฎมาว่าทุกคนที่อายุ 25 ปีจะต้องแต่งงาน ถ้ายังไม่แต่งงานทางสี่ตระกูลจะจับคู่ให้เอง
สำหรับผู้มีรอยประทับจะพิเศษกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยนั่นก็คือผู้มีรอยประทับที่รอยประทับตื่นขึ้นใน่อายุไม่เกิน 25 ปีจะถูกหมั้นกับผู้มีรอยประทับเพศตรงข้ามที่ยังไม่แต่งงานเหมือนกันเพราะเชื่อกันว่าลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็ผู้มีรอยประทับมีโอกาสที่จะกลายเป็ผู้มีรอยประทับมากขึ้น
ถ้าก่อนอายุ 25ปี มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจอกับคนที่รักจริง ๆ ก็สามารถยกเลิกการหมั้นได้ แต่ถ้าอายุ25 แล้วยังไม่มีคนรักก็ต้องแต่งงานตามที่ถูกหมั้น
“ยังไม่มีนะแต่เธอคงจะมีคู่หมั้นแน่นอน ก็เป็ถึงลูกสาวของผู้นำตระกูลขนนกนี่”
“แต่ฉันไม่ได้ชอบเขาและคิดว่าจะถอนหมั้นด้วย”
“ถ้าจำไม่ผิดหากคิดจะถอนหมั้นก็ต้องมีคนที่ชอบก่อนสินะเมื่อกี้เธอถามฉันว่ามีคู่หมั้นหรือยังอย่าบอกนะว่าเธอคิดจะถอนหมั้นกับหมอนั่นแล้วมาหมั้นกับฉันแทน”
ประโยคหลังเขาแค่พูดเล่นเท่านั้นและคิดจะกวนหญิงสาวพูดน้อยคนนี้สักหน่อยทว่าหลังจากผ่านไปนานอีกฝ่ายก็ยังคงเงียบอยู่ การินเงยหน้ามองไปที่อลิส
เขาเห็นหญิงก้มหน้าลงเม้มริมฝีปาก พวงแก้มทั้งสองข้างแดงก่ำ
“ไม่จริงน่า...”
ชายหนุ่มเหม่อลอยไปครู่หนึ่งแล้วหัวเราะออกมาชุดใหญ่
“ฮ่า ฮ่าฮ่า แบบนี้นี่เอง ฮ่า ฮ่า... ฉันรู้แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า....”
มองไปยังชายหนุ่มที่หัวเราะไม่หยุดอลิสเกิดความรู้สึกหมั่นไส้ยังไงไม่รู้จึงหยิบก้อนหินโยนไปใส่เขาเบา ๆ
“นายหัวเราะอะไร”
หลังจากใช้ความพยายามอย่างหนักการินก็หยุดหัวเราะได้
“ถึงเธอจะดูนิ่งๆ แต่ความจริงเธอเป็คนใจร้อนไม่น้อยเลยนะ”
เห็นว่าอลิสมีท่าทีไม่เข้าใจเขาจึงอธิบายเพิ่ม
“ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอเริ่มสนใจฉันตอนไหนแต่เธอน่ะทั้งเื่เอาฉันมาเดินทางด้วย เื่เปลี่ยนคำเรียกแล้วยังมาพูดเื่คู่หมั้นอีก ทั้งหมดเกิดขึ้นในหนึ่งวันถ้าเธอไม่ใจร้อนจะให้เรียกว่าไงล่ะ”
เมื่อได้ฟังอลิสเองก็รู้สึกว่าเธอรีบร้อนเกินไปจริง ๆ
การินจ้องไปที่เธอแล้วกล่าวยิ้มๆ
“แต่ดูเหมือนมันจะได้ผลอยู่นะตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนจะสนใจเธอขึ้นมาแล้วล่ะ”