ผ่านมาถึงเจ็ดวันแล้วนับจากวันที่นางหนีเที่ยวพี่ใหญ่เดินทางกลับไปที่ค่ายทหารอย่างเร่งด่วนั้แ่สามวันก่อนส่วนท่านพ่อกับจิ๋นหลี่ก็แทบจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดรบกวนไม่รู้ว่าพูดคุยกันเื่อะไร นางเจอหน้าทั้งสองคนนับครั้งได้ด้วยซ้ำแม้แต่อาหารก็ยังต้องให้คนยกเข้าไปกินด้านใน ไม่มานั่งร่วมโต๊ะกับนางและมารดาบรรยากาศในบ้านไม่ปกติอย่างยิ่งแต่ไม่ว่านางจะเพียรถามจากท่านแม่เท่าไหร่ก็ไม่ได้คำตอบกลับมาวันนี้นางได้ข่าวจากท่านพ่อบ้านว่าพี่ใหญ่เดินทางด่วนรีบร้อนกลับมาจากค่ายทหารั้แ่ฟ้ายังไม่สางพอมาถึงก็ตรงเข้าห้องหนังสือจนยามนี้ยังไม่ออกมาตอนเช้านางร่วมโต๊ะกับท่านแม่ไปยังไม่ทันอิ่ม พ่อบ้านก็มาตามท่านแม่ไปเสียก่อนเื่อะไรกันนะที่ทำให้ทุกคนดูร้อนรนขนาดนี้
แม้ใจจะสงสัยจนว้าวุ่นแต่นางก็ยังนั่งอ่านตำราอาหารที่ได้มาจากเมืองตงหนานอย่างสงบอยู่ในเก๋งริมสระบัวนางมีลางสังหารชัดเจนมากว่าเื่ที่ทำให้ทั้งครอบครัวรวมตัวกันอย่างเคร่งเครียดเช่นนี้มากน้อยต้องเกี่ยวกับนางและต้องเกี่ยวกับเื่คืนนั้นระหว่างทางกลับจากตงหนาน
ไม่รู้ว่านางนั่งอ่านหนังสือไปนานเท่าไหร่พ่อบ้านจึงเข้ามาเชิญนางไปที่ห้องหนังสือนางคิดมาตลอดทางที่เดินว่าเป็เื่ใดที่ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในครอบครัวเช่นนี้จนมาถึงห้องหนังสือ หลังจากไปรับอนุญาตแล้วนางก็เดินเข้าด้านในทันทีที่นางก้าวเท้าพ้น ประตูก็ปิดลงทันทีในห้องทุกคนนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะน้ำชาทำหน้าเคร่งเครียด มองมาที่นางเป็ตาเดียวมั่นใจได้เลยว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับนางอย่างที่คาดไว้
“จื้อเอ๋อร์ พ่อมีเื่จะขอความช่วยเหลือจากลูก” ท่านพ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวลนางนิ่งสงบรอคอยประโยคต่อไปอย่างจดจ่อ
“หากพ่อจะขอให้เ้าเข้าไปทำอาหารให้ท่านแม่ทัพใหญ่ที่ค่ายทหารของท่านตาจะได้ไหมลูก”นางเป็ลูก หากบิดาสั่งย่อมไม่สามารถปฏิเสธแต่นี่ท่านพ่อกลับเอ่ยอย่างขอร้อง นางจะอกตัญญูปฏิเสธได้ยังไงแต่อย่างไรนางก็ยังอยากทราบเหตุผลอยู่ดีทำไมนางต้องไปทำอาหารให้ท่านแม่ทัพใหญ่ด้วย พ่อครัวที่ค่ายทหารก็มีเห็นความสงสัยฉายชัดบนหน้าน้องสาวเลี่ยงหรงจึงเอ่ยอธิบายออกไป
“คือเช่นนี้จื้อเอ๋อร์ แม่ทัพใหญ่ของแคว้นเราคือชินอ๋องพระอนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ท่านอ๋องเสด็จมาจัดการเื่ชายแดนระหว่างแคว้นฉินกับแคว้นลิ่วพระองค์เสด็จมาถึงค่ายเมื่อหลายวันก่อนทั้งยังมีอาการาเ็มาด้วย แม้จะทรงแข็งแรงเพียงใดแต่เพราะเป็คนเสวยยาก ั้แ่มาไม่ทรงแตะต้องอาหารในค่ายสักคำพระวรกายจึงฝืนตัวช้า พอเื่รู้ถึงพระกรรณ ฝ่าาจึงก็ส่งพระราชสารแสดงความกังวลมาที่ค่ายท่านตาถูกเพ่งเล็งว่าไม่อาจบำรุงรักษาพระวรกายของท่านอ๋องที่เป็เสาหลักของแผ่นดินได้ตอนนี้ท่านตาจึงถูกกดดันรอบด้าน ไม่เพียงเท่านั้น หากท่านอ๋องยังไม่ทรงแข็งแรงดีเื่ระหว่างสองแคว้นก็ไม่อาจจบลงโดยง่าย” คำอธิบายยืดยาวทำให้นางขมวดคิ้วเลือกกินขนาดนี้เป็ทหารได้ยังไงกันนะ หรือว่าเป็เพราะเป็อนุชาฮ่องเต้ถึงได้พระราชทานยศให้ เช่นนั้นคงเป็ที่โปรดปรานดังว่าท่านตาของนางตอนนี้คงกำลังลำบากมากเมื่อนางมองสบตาทุกคนบนโต๊ะก็เห็นความกังวลที่ฉายชัดอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแววตาของมารดา
“ในค่ายทหารสตรีไม่อาจเข้าไปได้ลูกต้องแต่งตัวเป็บุรุษเพื่อเข้าไปทำงานนี้” มารดาเอ่ยออกมาเบาๆ คล้ายพึมพำกับตัวเอง นางถึงได้เข้าใจความยากของเื่นี้ท่านแม่คงกลัวว่าจะลำบากในค่ายทหารที่มีแต่บุรุษ แถมถ้าเื่แดงขึ้นมาโทษทัณฑ์คงหนักหนาเอาการ ในสังคมแบบนี้การปะาเจ็ดชั่วโคตรเก้าชั่วโคตรมีให้เห็นได้ไม่แปลกนัก
“ท่านแม่เ้าคะ หากลูกสามารถช่วยเหลือทุกคนในครอบครัวได้ลูกย่อมยินดีแต่นี่ไม่ได้ช่วยเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่ได้ช่วยถึงแว่นแคว้นด้วยท่านแม่อย่าห่วงเลยเ้าค่ะ ในค่ายทหารแม้จะมีแต่บุรุษแต่ก็มีท่านตากับพี่ใหญ่อยู่ด้วย เช่นนี้อันตรายใดก็เข้าใกล้ลูกไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”นางนั่งคุกเข่ากุมมือของมารดาให้ท่านมั่นใจ ท่านพ่อเมื่อเห็นนางยินดีจะช่วยก็พยักหน้าให้ท่านพ่อบ้านนำห่อผ้าออกมาพอนางเปิดดูก็เห็นชุดบุรุษอยู่ด้านใน งานนี้เร่งด่วนมากทีเดียวพอคุยจบก็ต้องไปทำงานทันที
เลี่ยงหวงใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบตัวภรรยาที่น้ำตาร่วงเป็สายเอาไว้เขาได้เอ่ยปากบอกนางเื่จดหมายนั่นไปแล้ว ใจนางตอนนี้จึงกังวลและสับสนบุรุษทั้งสามในห้องลอบสบตากันอย่างเข้าใจการส่งลู่จื้อเข้าไปในค่ายทหารไม่ใช่เพียงเพื่อไปทำอาหารให้ชินอ๋องเท่านั้นแต่แท้จริงเพื่อความปลอดภัยของลู่จื้อเอง ในค่ายทหารที่มีทั้งคนของท่านพ่อตาทั้งคนของท่านอ๋องอยู่ ย่อมไม่มีอันตรายใดมากล้ำกรายนางได้
แรกทีเดียวเขาปรึกษากับบุตรชายทั้งสองตั้งใจว่าจะส่งลู่จื้อไปอยู่ที่สำนักซื่อเจียนของจิ๋นหลี่แต่เมื่อจิ๋นหลี่ได้ฟังข้อสงสัยที่เกี่ยวกับคนในราชสำนักก็เสนอตัวสืบหาความจริงให้ประกอบกับการกดดันจากฮ่องเต้เื่อาหารการกินของท่านอ๋อง เมื่อปรึกษากับทั้งภรรยาและท่านพ่อตาผ่านทางเลี่ยงหรงทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการส่งลู่จื้อเข้าไปในค่ายทหารจะเป็การดีที่สุดแม้หากนางทำอาหารไม่ถูกปากท่านอ๋องท่านพ่อตาก็จะส่งนางไปช่วยงานพ่อครัวในค่ายทหารไปก่อน
เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมของใช้เรียบร้อยแล้วในตอนแรกนางอยากให้จิ๋นหลี่ไปด้วยกันหากแต่เขาบอกว่ามีงานบางอย่างที่ต้องไปทำไม่อาจไปด้วยได้ทั้งยังกำชับให้นางพกมีดสั้นติดตัวไปด้วย มารดาเอ่ยลาไปร้องไห้ไปอย่างน่าสงสารบิดาเพียงสวมเชือกมงคลให้แล้วดึงนางเข้าไปกอดเอ่ยอวยพรและย้ำให้นางให้ระวังตัวนางสังเกตได้ว่าในดวงตาของบิดามีความกังวลบางอย่างฉายชัดั้แ่เกิดจนโตนางไม่เคยห่างบิดากับมารดามาก่อน ตัวนางเองก็รู้สึกใจหายเมื่อเอ่ยล่ำลากันเสร็จพี่ใหญ่ก็อุ้มนางขึ้นม้าก่อนจะขึ้นมาซ้อนด้านหลังแล้วควบทะยานออกไปทันที
ชีวิตใหม่นี้คงมีเื่ดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตนางมากเกินไปใช่หรือไม่ ์ถึงได้อยากให้มันมีสีสันขึ้นมาบ้างหรืออยากให้นางเจอเื่ตื่นเต้นให้ใจเต้นระรัวหรืออาจอยากให้นางลับสมองหาหนทางหนีให้พ้นมีดปะา ์! ท่านบอกข้าทีว่าเพราะเหตุใด!
นางในคราบเด็กชายกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของ ‘ชินอ๋อง’ ‘แม่ทัพใหญ่’ ‘ฉางกวนเฟยเทียน’ ผู้ที่ระหว่างทางนางได้ฟังถึงความโเี้เด็ดขาดกิตติศักดิ์การรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งและความยิ่งใหญ่องอาจอีกหลายอย่างที่พี่ใหญ่เล่าให้ฟังเพื่อให้นางระวังกิริยายามอยู่หน้าพระพักตร์นางเองก็ตั้งใจจะทำงานอย่างดีและสงบที่สุด คาดไม่ถึงว่าพอเข้ามาในค่ายทหาร มาถึงกระโจมใหญ่เพื่อรายงานตัวแวบแรกที่นางเหลือบตามองพระพักตร์ท่านอ๋อง สบกับดวงตาคมดังเหยี่ยวนั่นแล้วแค่แวบเดียวเท่านั้น นางก็รู้ทันทีว่าชินอ๋องที่ว่านั่นเป็คนเดียวกับชายที่นางช่วยไว้ระหว่างทางกลับจากตงหนาน เทพเ้าทั้งหลาย!โลกนี้กลมเกินไปหรือไม่ และไม่ใช่แค่นางที่จำเขาได้ เขาเองก็จำนางได้เช่นกันทันทีที่เห็นนางมุมปากที่เคยเรียบนิ่งก็กระตุกยิ้มร้ายกาจขึ้นทันทีแม้จะเพียงนิดเดียว แต่นางก็เห็นนะ
‘ชีวิตหนอชีวิต ตามหาแทบตายไม่เจอ เพียงนั่งอยู่เฉย ๆ กลับเดินมาหา’เฟยเทียนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายบางเบาจนยากจะสังเกต เมื่อเดินลงหลุมเองเช่นนี้ข้าก็ขอดูความอดทนของเ้าหน่อยเถิด
ราวสองชั่วยามแล้วที่นางนั่งคุกเข่าก้มหัวสงบเสงี่ยมยิ่งต่อหน้าท่านอ๋องไม่มีวี่แววขยับกระดุกกระดิกแม้เพียงนิด ดูแล้วเป็คนที่มีความอดทนเป็เลิศแต่ผู้ใดจะรู้กันเล่าว่านางหงุดหงิดใจขนาดไหน นับหนึ่งถึงล้านไปกี่ครั้งเ้าอ๋องชั่วนี่เป็ใบ้หรือไรถึงได้ไม่พูดอะไรเลยสักคำไม่แม้แต่จะพูดว่าตามสบายให้นางได้ยืดตัวตรงต้องนั่งคุกเข่าค้อมตัวกระดุกกระดิกไม่ได้จนเหน็บกินไปทั้งขาข้าจะเอายาถ่ายใส่ข้าวให้เ้ากิน อ๋องสุนัข! ไม่ได้ ๆนางต้องรักษาความสงบของตัวเองเอาไว้อย่างน้อยก็เพื่อท่านตากับพี่ใหญ่สงบไว้ลู่จื้อ สงบไว้
เฟยเทียนที่นั่งจับลมหายใจเด็กชายััได้ถึงลมหายใจที่สงบนิ่งสลับกับการหายใจแรง บางครั้งยังมีเสียงกัดฟันเบา ๆออกมาอีกด้วย อารมณ์ที่เคยขุ่นมัวอยู่เสมอก็ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ยากเ้าเด็กนี่คงรู้แล้วกระมังว่าผู้ใดควรเคารพ ผู้ใดไม่อาจลบหลู่ ระลึกไว้เถิดเ้าเด็กน้อยเ้ายังต้องเจออีกมาก
“ชื่ออะไร” เสียงเรียบนิ่งที่เอ่ยถามถือเป็สัญญาณของความตึงเครียดที่ลดลงสองพี่น้องหานเหลือบมองกันเล็กน้อยพวกเขาััได้ถึงความสำราญใจในน้ำเสียงของเ้านายดูเหมือนนายท่านจะเจอของเล่นที่ถูกใจ
“กระหม่อมชื่อเสี่ยวลู่พ่ะย่ะค่ะ” นางพยายามทำให้เสียงเข้มขึ้นอีกระดับเพื่อไม่ให้ดูเป็ผู้หญิงมากเกินไปโชคดีที่เด็กชายหญิงวัยเท่านางนั้นยังไม่มีความต่างกันนักลำตัวที่ค้อมอยู่ก็ยืดขึ้นเล็กน้อย สายตาทอดมองลงที่พื้นใกล้เท้าของชินอ๋องดูเป็ผู้ที่ได้รับการอบรมอย่างดียิ่ง
“เป็ใครมาจากไหน” เฟยเทียนสังเกตท่าทางมีมารยาทนั่นแล้วนึกพอใจขึ้นมาเด็กนี่น่าจะเป็คุณชายจากที่บ้านไหนสักบ้านกิริยามารยาทจึงได้รับการอบรมเป็อย่างดี มิน่าคืนนั้นจึงดูหยิ่งยโสไว้ซึ่งศักดิ์ศรี
“กระหม่อมเป็คนครัวในจวนของท่านเ้าเมืองตงเป่ยพ่ะย่ะค่ะ” นางตอบตามที่ได้ตกลงไว้กับบิดา แม้จะเสี่ยงโทษหลอกลวงเบื้องสูงก็ตาม
“คนครัวในจวน? ขนาดอาหารที่พ่อครัวหลวงปรุงข้ายังไม่แตะต้องแล้วคนครัวในจวนเ้าเมืองเล็ก ๆ คิดหรือว่าจะทำอาหารถูกปากข้าได้หยางเลี่ยงหวงสิ้นคิดไร้สมองแล้ว หรือไม่เห็นชินอ๋องอย่างข้าอยู่ในสายตากันแน่!”น้ำเสียงเกรี้ยวกราดพร้อมกับเสียงฝ่ามือฟาดลงบนโต๊ะดังสนั่นจนหลายคนสะดุ้งแต่ลู่จื้อกับยังยืนนิ่งรักษากิริยาอยู่เช่นเดิม
เห็นได้ชัดว่าโป้ปดคนครัวที่ใดเจอหน้าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเช่นเขาแล้วไม่หวั่นเกรงเช่นนี้บ้างไม่เพียงเท่านั้นยังกล้ารู้สึกหงุดหงิดเสียอีกด้วย กิริยามารยาทเช่นนี้ดูอย่างไรก็เป็ลูกผู้ดีมีสกุลเ้าเมืองตงเป่ยกล้าส่งคนมาเล่นงิ้วถึงใต้จมูกเขา เช่นนั้นก็ดีอยากรู้เช่นกันจะเล่นได้สักกี่ฉาก!
“กระหม่อมมิบังอาจจะเทียบชั้นกับพ่อครัวหลวงในวังหากแต่ฝีมือกระหม่อมจะถูกปากท่านอ๋องหรือไม่นั้น มีเพียงลองดูจึงรู้ได้พ่ะย่ะค่ะ”นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเจียมเนื้อเจียมตัวแต่ประโยคกลับท้าทายอีกฝ่ายเต็มที่ ในเมื่อท่านอยากเล่นข้าจะเล่นเป็เพื่อนท่านดูสักตั้ง!คนโบราณถือเื่บุญคุณเพียงหยดทดแทนเท่ามหาสมุทร นางเคยชั่วชีวิตเขาไว้อย่างไรเร็ว ๆ นี้เขาก็ไม่ฆ่านางหรอก ถ้าจวนตัวนางจะเอ่ยเื่คืนนั้นออกไปให้ทุกคนได้ยินเขาย่อมไม่ยอมได้ชื่อว่าเนรคุณ หมากตานี้คำนวณดูอย่างไรนางก็เป็ต่อ
“ดี ในเมื่อเ้ามั่นใจในฝีมือตัวเองเช่นนี้ก็ไปปรุงอาหารเที่ยงให้ข้าแต่บอกไว้ก่อนว่าหากไม่ถูกปากข้า เ้ารวมถึงคนที่ส่งเ้ามาจะถูกลงโทษ” เฟยเทียนตีสีหน้าเรียบเฉยสั่งพร้อมข่มขู่สำทับก่อนจะหันไปมองหานเฟิงให้เป็ผู้พามันไปโรงครัว
“ข้าจะพาเ้าไป ลุกขึ้น” ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งเดินมาสั่งตรงหน้านางนางก้มหัวคำนับอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นโชคไม่ดีนักที่นางนั่งคุกเข่านานเกินไปจนเท้าชา พอลูกขึ้นเท่านั้นก็เซจะล้มทันทีมือนางปัดป่ายไปมาอย่างหาที่พึ่ง ใกล้ตัวนางที่สุดคือองครักษ์ที่จะพานางไปทำอาหารด้วยความหวังว่านางจะไม่ต้องขายหน้ามากนัก นางจึงเอื้อมไปหมายจะจับแขนเขาระยะใกล้เพียงแค่นี้อย่างไรนางก็จับโดน คาดไม่ถึง...เขาเบี่ยงตัวหลบนาง!เพียงเขาก้าวถอยหลังไปแค่ก้าวสั้น ๆ ก็พลาดระยะที่นางกะเอาไว้แล้วสุดท้ายใบหน้ากลม ๆ ของนางก็ได้ไปทักทายกับเศษฝุ่นบนพื้น
เ้านายเป็สุนัขลูกน้องก็ไม่พ้นหมา! แค่ส่งมือมารับนางมันยากนักหรือไง หรืออย่างน้อยไม่หลบมือนางก็ยังดีสารเลวทั้งเ้านายทั้งลูกน้อง! แม้จะก่นด่าอยู่ในใจ แต่นางมาด้วยหน้าตาของท่านพ่อท่านตา และพี่ใหญ่ จะขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อย...ก็ขายหน้ามากกว่านี้ไม่ได้!
นางพยุงตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะความ้ารักษาหน้ามีมากกว่าความเ็ปจึงทำให้นางสามารถยืนได้อย่างสวยงามค้อมตัวทำความเคารพอย่างงดงามอีกครั้งแล้วจึงเดินถอยออกมา ก่อนที่นางจะออกจากกระโจมนางเหลือบตามองอ๋องสารเลวนั่นอีกครั้งพนันได้เลยว่านางเห็นสายตาหัวเราะเยาะจากเขา สองเท้าจึงเดินเร็วขึ้นตามอารมณ์นางอยากออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นนางได้ชี้หน้าด่าอ๋องสุนัขนี่แน่!
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟยเทียนั้แ่เ้าตัวเล็กเดินออกจากกระโจมไปนานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกสำราญใจขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะมันหกล้มแต่ไอ้ท่าทีพยายามสง่างามมีมารยาทนั่นต่างหากที่น่าขันเหลือทนนอบน้อมแต่ไม่เกรงกลัว ไม่ผยองแต่ก็ไม่กดข่มตัวเองเป็เด็กที่น่าสนใจคนหนึ่งทีเดียว ที่น่าสนใจกว่านั้นคือดวงตาที่วูบไหวไปมาตามอารมณ์พูดคุยกับเขาด้วยท่าทางเรียบร้อยอยู่เสมอแต่ดวงตานั่นกลับบอกอารมณ์ของเ้าของจนหมดสิ้น เอาเถิดหากปรุงอาหารมาแล้วแม้ฝีมือไม่ถูกปาก เขาก็จะฝืนกินสักสองสามคำเอาไว้เป็เพื่อนปะทะฝีปากแก้เหงาเสียหน่อย มีบุญคุณอย่างไรก็ต้องทดแทน แต่ยามนี้แค้นต้องชำระก่อน!
จัดการทุกอย่างเรียบร้อยเฟยเทียนก็เดินกลับกระโจมด้วยความอารมณ์ดีหานตงที่เดินตามข้างหลังยังมองอย่างแปลกใจรับใช้ท่านอ๋องมาแต่เล็กหาเคยเห็นท่านอ๋องอารมณ์ดีเช่นนี้ไม่ดูท่าเด็กเสี่ยวลู่คงอยู่ไม่สงบไปอีกนาน แต่หากท่านอ๋องสำราญใจเขาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรไม่สมควร
หานเฟิงเดินนำเด็กเสี่ยวลู่มาทางโรงครัวของค่ายระหว่างทางเขาก็แจกแจงความโปรดของท่านอ๋องไปด้วยไม่สิไม่อาจเรียกว่าแจกแจงความโปรดได้ ต้องเรียกว่า ‘เน้นย้ำ’ สิ่งที่ท่านอ๋องไม่ทรงโปรดมากกว่า
“ท่านอ๋องไม่ทรงโปรดเนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นคาวไม่โปรดผัก เกลียดกลิ่นเครื่องเทศ ไม่โปรดอาหารรสจัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ็ดจัดอาหารทอดในน้ำมันไม่ควรทำให้เสวยอย่างที่สุดและที่เ้าต้องจำไว้ให้ดีที่สุดคือพระองค์ไม่โปรดกลิ่นไม่พึงประสงค์หากสิ่งใดมีกลิ่นที่ทำให้พระองค์รำคาญพระทัย สิ่งนั้นจัดเป็สิ่งต้องห้าม” ลู่จื้อที่เดินฟังมาตลอดทางคิ้วเริ่มเคลื่อนที่มาชนกันอะไรมันจะกินยากขนาดนั้น ถ้าจะขนาดนี้ละก็กินข้าวเปล่ามั้ย ง่ายดีหรือกินหญ้าจะได้จบ ๆ ไป กินยากแบบนี้ไม่น่าโตขึ้นมาได้เลยนะ!
คนหนึ่ง ‘เน้นย้ำ’ อีกคนก็ฟังมาจนถึงบริเวณโรงครัวของค่ายที่กำลังวุ่นวายเพราะใกล้เวลาอาหารเที่ยงนางสังเกตดูคนงานส่วนใหญ่เป็ทหารยศน้อยมีเพียงพ่อครัวใหญ่คนเดียวที่ไม่ได้ดูเป็ทหารนางเดินตามท่านองครักษ์ถัดมาจากโรงครัวของค่ายโรงครัวขนาดเล็กกว่าที่ดูคล้ายกับพึ่งสร้างขึ้นเมื่อไม่นานก็ปรากฏสู่สายตาก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปก็พบกับวัตถุดิบที่หาได้ง่ายหลากหลายอย่างวางเรียงรายแม้จะไม่ใช่วัตถุดิบชั้นเลิศ แต่บรรยากาศของครัวก็ทำให้นางตื่นเต้นได้อยู่เสมอ
นี่ถือเป็ครั้งแรกที่นางทำอาหารให้คนอื่นนอกเหนือจากคนในครอบครัวกิน ในโรงครัวนี้นอกจากนางแล้วก็ไม่มีคนอื่นอีก ดีละถือเสียว่านางมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แม้ไม่อาจเปิดร้านอาหารได้อีกครั้งแต่นางก็สามารถทำอาหารให้คนอื่นกินแล้วถูกใจได้เช่นที่เคย
หานเฟิงที่คอยสังเกตอีกฝ่ายเมื่อสังเกตเห็นดวงตากลมโตของเสี่ยวลู่มีประกายทันทีที่เห็นห้องครัว ใบหน้าเล็ก ๆนั้นปรากฏรอยยิ้มบางเบา ในอกก็เกิดปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุใจเต้นรัวจนต้องเบือนหน้าหนีเพื่อระงับอารมณ์ควบคุมลมหายใจให้เข้าที่
“ข้าจะคอยดูเ้าทำอาหาร เพื่อกันไม่ให้เ้าเล่นตุกติก ลงมือทำได้แล้ว”รอจนควบคุมตนเองได้ เขาก็หันมาสั่งเสี่ยวลู่ด้วยเสียงนิ่งขึ้น
ก่อนที่จะลงมือทำอาหารนอกจากที่นางจะต้องรู้ความชอบแล้ว ยังจำเป็ต้องรู้อาการบางอย่างของเขาด้วยนางจึงหันมาเอ่ยถามองครักษ์คนนั้น
“พี่ชายองครักษ์ คุณชายใหญ่บอกว่าท่านอ๋องไม่เสวยอาหารในค่ายมาหลายวันแล้วท่านอ๋องเสวยอาหารครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่หรือขอรับ” นางถามเสียงประจบทั้งใช้ลูกไม้เดิมที่ใช้กับคนรอบตัว เสนอดวงตากลมโตสดใสไปให้เขามองเป็พิเศษ
หานเฟิงรู้สึกเหมือนถูกจู่โจมเข้ากลางอกทันทีที่ได้สบดวงตากลมโตนั่นลมหายใจแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้ามจนเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเองเข้าถึงได้ตวาดเ้าเด็กเสี่ยวลู่ออกไป
“เ้ามีหน้าที่แค่ทำอาหารก็ทำหน้าที่ของเ้าไปอย่าได้ถามไถ่อันใดนอกเหนือหน้าที่!” เสียงดังทรงพลังของผู้มีกำลังภายในทำให้แก้วหูสั่นะเืลู่จื้อหดคอลงด้วยความเกรงกลัว ร่างน้อยสะดุ้งใก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปด้านในเพื่อทำอาหารอย่างรวดเร็ว ชายคนนี้น่ากลัวมากนางแค่ถามจะได้จัดอาหารให้ถูก ดันตวาดด้วยใบหน้าน่ากลัวเช่นนั้นใครไม่ใก็คงขวัญแข็งมากทีเดียว
นางสูดหายใจเข้าออกสองสามทีก็สงบอารมณ์หันไปมองวัตถุดิบที่วางเรียงราย ทั้งเนื้อทั้งปลามีค่อนข้างหลากหลายใจที่พึ่งขวัญหนีไปเมื่อครู่ก็กลับมาเข้าที่เข้าทางนางกวาดตามองทุกอย่างแล้วสรุปกับตัวเองว่าจะทำอาหารอ่อนย่อยง่ายให้เขาทานก่อนส่วนเื่ความชอบยิบย่อยพวกนั้นนางจับใจความได้แค่ไม่ชอบอาหารกลิ่นแรงและรสจัดเท่านั้นที่เหลือล้วนเื่มากไปเองทั้งสิ้น
ตอนนี้เป็ยามอู่(เวลา 11.00 น. จนถึง 12.59 น.)มีเวลาไม่มากนักเพื่อทำอาหารให้ทันมื้อเที่ยงนี้ เช่นนั้นก็ทำข้าวต้มปลากะพงแค่อย่างเดียวก็พอคนที่ไม่ได้ทานอะไรมาหลายวัน ความอยากอาหารคงไม่มากอีกทั้งหากกินมากไปท้องจะอืดเอาได้
นางลับมีดเริ่มแล่ปลากะพงสดเป็ชิ้นแล้วล้างให้สะอาดจากนั้นก็นำมาขยำเกลือเบา ๆ เพื่อดับกลิ่นคาวแล้วล้างให้สะอาดอีกทีตั้งหม้อต้มน้ำซุปกระดูกหมู ใช้หมูส่วนกระดูกสันหลังและกระดูกหน้าแข้งตอนแรกให้ใช้ไฟแรงในการต้มเพื่อล้างสิ่งสกปรกออกให้หมดจากนั้นเททิ้งตั้งหม้อต้มอีกครั้งใช้ไฟแรงในตอนแรกเดือดแล้วจึงลดเป็ไฟอ่อนเคี่ยวไปเรื่อย ๆคอยช้อนเอาฟองขาวออกให้ได้น้ำซุปใสน่ากิน การเคี่ยวน้ำซุปเดิมทีควรใช้เวลาข้ามคืนด้วยซ้ำเพื่อน้ำซุปที่หวานหอมและได้ประโยชน์จากไขกระดูกเต็มที่แต่เพราะเวลามีจำกัดนางจึงต้องทุบกระดูกก่อนต้มรอบสองเพื่อให้ไขกระดูกออกมาง่ายมากขึ้น
ได้น้ำซุปที่หวานใสได้ที่นางก็ช้อนเอากระดูกทั้งหมดออกแล้วใส่เนื้อปลากะพงที่เตรียมไว้ พร้อมกับรากผักชีทุบและข่าเผาที่ฝานเป็แผ่นลงไปต้มให้เดือดโดยที่ไม่คนไม่เช่นนั้นจะเกิดกลิ่นคาวแถมเนื้อปลายังจะยุ่ยเละไม่น่ากิน ปรุงรสชาติด้วยเกลือน้ำตาลและพริกไทยเล็กน้อย
ในส่วนของน้ำจิ้มนางหั่นขิงและข่าเผาเป็เส้นละเอียดจากนั้นใส่ลงไปในครกตามด้วยพริกและกระเทียมตำให้ละเอียดเข้ากันตักทั้งหมดใส่ถ้วยใส่น้ำลงไปเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยว น้ำตาล เกลือและมะนาว
ระหว่างรอน้ำซุปซึมเข้าเนื้อปลาจนได้ที่นางก็ลงมือเจียวกระเทียมในกระทะให้เหลืองหอม หั่นขึ้นฉ่ายรอไว้ตกแต่งจานหันไปชิมน้ำซุปว่าหวานหอมได้ที่ เนื้อปลาสุกพอเหมาะแล้วนางก็ตักข้าวสวยใส่ถ้วยราดด้วยเนื้อปลากะพงและน้ำซุปโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวและขึ้นฉ่ายเพิ่มความหอม จัดจานพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดกลิ่นหอมหวานแต่ไม่ฉุนจมูก หน้าตาน่าอร่อยขนาดนี้ ใครไม่กินก็โง่เต็มทน
จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยนางก็ยกถาดอาหารออกมาคนที่บอกว่ามาคอยดูนางไม่ให้วางยากลับไม่ได้ทำหน้าที่ยืนกอดอกหันหน้าออกจากโรงครัว ไม่เห็นเหลือบตาเข้ามามองสักนิดถ้านางเป็คนร้ายคิดวางยาจริง ๆ ปานนี้เ้านายเขาคงตายไปแปดรอบแล้ว
“ท่านองครักษ์ ข้าน้อยทำอาหารเสร็จแล้วนะขอรับ” หานเฟิงหันหน้าหนีั้แ่เห็นเสี่ยวลู่เริ่มเคี่ยวน้ำแกงท่าทางขะมักเขม้นตั้งใจ ใบหน้ากลมอมยิ้มเล็กน้อยคล้ายกับมีความสุขอยู่ในโลกของตัวเองทำให้ใจเขาเต้นแรงจนต้องหันหน้าหนีพอโดนเรียกเข้าเขาถึงได้เดินก้มหน้าก้มตาล้วงเอาเข็มเงินขึ้นมาทดสอบพิษทั้งสองอย่างเห็นว่าไม่ได้ผิดปกติก็เดินนำออกมาไม่พูดอะไร
ลู่จื้อมองอาการแปลกๆ ขององครักษ์แล้วก็ให้จนใจ มีเ้านายบ้า ลูกน้องก็คงไม่ปกติอยู่แล้วก่อนหน้าก็ตะคอกนาง พอมาตอนนี้ก็ไม่พูดไม่จา มีปัญหาด้านอารมณ์ทั้งนายทั้งบ่าว
นางเดินตามหลังองครักษ์ของชินอ๋องมาตามทางในมือยกถาดที่ใส่ถ้วยข้าวต้มและถ้วยน้ำจิ้มมาด้วย เหตุการณ์ไม่มีอะไรผิดแปลกถ้าไม่นับนายทหารทั้งหลายที่มองด้วยสายตาแห่งความเวทนามาตลอดทาง จนนางเริ่มคิดแล้วว่าหนทางข้างหน้านางคือปรโลกจากที่ไม่กลัวกลายเป็ใจนางเริ่มสั่นไหวขึ้นมาบ้างแล้วนางแค่เอาอาหารไปส่งเขานะไม่ได้ไปขึ้นแท่นปะาไม่ต้องทำท่าไว้อาลัยให้กันขนาดนี้ก็ได้!
เดินมาจนถึงหน้ากระโจมสีน้ำเงินเข้มหลังหนึ่งที่ขนาดใหญ่กว่ากระโจมหลังอื่นอยู่เล็กน้อยเมื่อก้าวขาเข้าไปในกระโจมแม้เห็นเพียงปลายเท้าเพราะสามัญชนไม่สามารถมองใบหน้าของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงได้แต่นางสาบานได้เลยว่านางััได้ถึงสายตาเหี้ยมเกรียมจากคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
เฟยเทียนเห็นในถาดอาหารที่เ้าตัวเล็กถือมามีเพียงถ้วยใหญ่กับถ้วยเล็กวางอยู่อย่างละถ้วยมุมปากก็ยกยิ้มเล็กน้อย ไม่เผื่อทางรอดให้ตัวเองเช่นนี้มั่นใจในตัวเองดีนี่ถึงทำอาหารมาแค่อย่างเดียวเขาหันไปพยักหน้าให้หานตงเดินไปรับถาดอาหารมาวางลงบนโต๊ะถ้วยที่ปิดฝาไว้อย่างดีตรงหน้าไม่อาจเรียกความสนใจของเขาไปจากเ้าเด็กเสแสร้งที่แกล้งทำตัวสงบเสงี่ยมได้อยากรู้นักหากอาหารไม่ถูกปากเขา มันจะทำหน้าเช่นไร?
“นี่อะไร” คำถามถูกถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความถือตัวโดยที่สายตาคนถามไม่ได้ละจากเป้าหมายไปแม้แต่น้อย
“ทูลท่านอ๋อง นี่คือข้าวต้มปลากะพงพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมนำเนื้อปลาไปต้มในน้ำแกงกระดูกหมู เพื่อให้รสหวานของน้ำแกงซึมเข้าเนื้อปลาผสานรสหวานธรรมชาติของเนื้อปลาจะได้รสชาติที่พิเศษขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงธรรมชาติ เรียบนิ่งไร้แววเกรงกลัวแม้ถ้อยคำจะยกฐานะอีกฝ่ายแต่หากวัดจากน้ำเสียงนอกจากการไว้ซึ่งฐานะหาได้มีความเคารพแฝงอยู่ไม่
“เนื้อปลา? หานเฟิงไม่ได้บอกรึว่าข้าไม่ชอบกลิ่นเหม็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลิ่นคาว!”เสียงตะคอกดังออกมาถึงนอกกระโจมทำให้เลี่ยงหรงที่ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลนักเกิดความกังวลใจมากขึ้นจื้อเอ๋อร์ของเขาฝีมือนับว่าล้ำเลิศก็จริงแต่ท่านอ๋องเสวยที่แม้กระทั่งฝีมือพ่อครัวหลวงยังไม่ทรงโปรดนับภาษาอะไรกับฝีมือจื้อเอ๋อร์ตอนนี้คงได้แต่ภาวนาว่าหากไม่ทรงโปรดก็ขอให้อย่าทรงลงโทษเลย
ลู่จื้อยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับเสียงตะคอกเป็เพียงเสียงนกร้องยามเช้าไม่รู้ทำไมนางไม่รู้สึกกลัวอ๋องผู้นี้สักนิดแม้ตัวเขาจะมีกลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์มากเพียงใด แต่นางกลับไม่รู้สึกรู้สาอาจเป็เพราะนางมาจากโลกที่มีความเท่าเทียมกันมากความน่ากลัวพวกนี้จึงไม่อาจกระทำสิ่งใดต่อนางได้
เมื่อเห็นเด็กชายยืนนิ่งสงบไม่สนสิ่งใดราวกับเทพเซียนละซึ่งทุกสิ่งใจเฟยเทียนก็เกิดอาการคันยุบยิบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ลองเป็คนอื่นถูกเขาตวาดเช่นนี้คงจะเอาแต่ร้องว่า ‘ท่านอ๋องไว้ชีวิตด้วย’ซ้ำไปซ้ำมาแล้ว
ทั้งข่มขู่ทั้งตะคอกยังไม่มีอาการกลัวให้เห็นเขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่มาจับที่ฝาถ้วยข้าวต้มแทน ทันทีที่ฝาถูกเปิดออกกลิ่นหอมของน้ำแกงที่ถูกเคี่ยวปรุงอย่างดีก็ลอยออกมาปะทะจมูก เมื่อรวมกับกลิ่นกระเทียมเจียวและขึ้นฉ่ายทำให้เกิดกลิ่นหอมสดชื่นกลิ่นนี้ไม่ได้รุนแรงจนทำให้รำคาญใจเหมือนอาหารที่พ่อครัวหลวงปรุงขึ้นอาหารพวกนั้นมักพิถีพิถันใส่เครื่องปรุงมากมาย จนเกิดกลิ่นที่รุนแรงแยกไม่ออกโดยเฉพาะกับเขาที่มีประสาทรับกลิ่นดีกว่าผู้อื่น กลิ่นพวกนั้นจึงกลายเป็กลิ่นเหม็นแต่ข้าวต้มตรงหน้านั้นมีกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายไหลเต็มปาก เขาไม่อาจอดใจไหวจึงวางฝาถ้วยแล้วจับเอาช้อนมาค้นข้าวต้มส่งเข้าปากอย่างช้า ๆ
ทันทีที่ข้าวต้มแตะที่ลิ้นรสหวานธรรมชาติก็แผ่เต็มปาก กลิ่นหอมที่แต่เดิมลอยในอากาศกลายเป็ลอยกรุ่นทั่วทั้งปากและจมูกอย่างทั่วถึง พอบดเคี้ยวข้าวและเนื้อปลาน้ำแกงที่ซึมอยู่ในเนื้อก็ยิ่งไหลออกมา อาหารธรรมดา ๆ อย่างข้าวต้มเ้าเด็กเสแสร้งกลับทำออกมาได้อย่างไม่ธรรมดา จัดว่ามีฝีมือยิ่งกินเขายิ่งไม่อาจสนสิ่งใด มือขยับเป็จังหวะตักข้าวต้มส่งเข้าปากไม่ขาด
ลู่จื้อเงยหน้าสังเกตท่านอ๋องั้แ่กลิ่นข้าวต้มลอยออกมาจากถ้วยเมื่อเห็นปฏิกิริยาคนขี้เก๊กก็ยกยิ้มมุมปากบางเบา นางเดาถูกเขาไม่ชอบกลิ่นแรง ๆหากทำอาหารกลิ่นอ่อนให้ทานไม่มีปัญหา เห็นอีกฝ่ายจดจ่อกับการกินนางก็ใช้โอกาสนี้ลอบมองสำรวจชินอ๋องอย่างละเอียด คราแรกที่เจอกันตอนนั้นฟ้ายังไม่สว่างทั้งเขายังใส่ชุดปกปิดมิดชิดจึงไม่อาจเห็นได้ชัดตอนที่อยู่ที่กระโจมกลางนางก็ไม่อาจเงยหน้ามองพระพักตร์ได้มีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่นางสบโอกาสมองเขาอย่างเต็มตา
ยิ่งมองคิ้วเรียวราวกิ่งหลิวก็ยิ่งจะกลายเป็เส้นตรงใช่คนแน่หรือ? สิ่งที่โผล่มานอกแขนเสื้อไม่อาจเรียกว่ามือได้อย่างเต็มคำราวกับเป็เพียงกิ่งไม้แห้งห้ากิ่ง เป็เพียงหนังที่หุ้มกระดูกอยู่เท่านั้นทั้งแห้งและดูแข็งเกร็ง ใบหน้ารึก็ซูบตอบนางอยากะโถามออกไปนักว่าท่านอายุเท่าไหร่ทำไมหน้าตาดูราวกับคนแก่ใกล้ลงโลงเช่นนี้ ผิวพรรณชนชั้นสูงควรจะขาว นิ่มนวลหรือหากจะกร้านแดดก็ควรดูสุขภาพที่ดีไม่ใช่หรือแต่นี่ดูราวกับตอไม้ไกลตายในพื้นที่แห้งแล้งไม่ได้รับน้ำฝนมาแล้วสิบยี่สิบปีอย่างไรอย่างนั้น อันนี้ไม่น่าจะเรียนกินยากแล้วน่าจะเรียกว่าทั้งชีวิตนี้ไม่กินอะไรเลยต่างหาก!
สองพี่น้องหานที่อยู่กับท่านอ๋องมาั้แ่เล็กจำไม่ได้ว่าเ้านายเสวยอาหารได้มากเพียงนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใดในใจตอนแรกที่คิดดูถูกเด็กชายตรงหน้า ยามนี้ความคิดนั้นถูกลบออกจนหมดสิ้นแทนที่ด้วยความเลื่อมใสจากใจ ข้าวต้มนั่นจะอร่อยเพียงไหนกันนะท่านอ๋องถึงได้เสวยเกือบครึ่งถ้วยเช่นนี้
รู้ตัวอีกที่ก็ตอนที่ท้องไม่อาจรับอาหารเข้าไปเพิ่มได้อีกข้าวต้มในถ้วยพร่องไปกว่าครึ่งนับเป็ครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขากินอาหารได้มากเพียงนี้แต่เดิมเขาไม่กินอาหารจนเป็เื่ปกติเสียแล้วร่างกายที่อยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงจากกำลังภายใน การกินดื่มจึงจัดเป็เื่วุ่นวายในชีวิตแม้กระทั่งฝ่าาเองก็เป็กังวลกับเื่นี้ แต่เขาหาสนใจไม่เมื่อไม่ชอบเขาก็ไม่กิน ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องฝืน เด็กนี่นับว่ามีความสามารถไม่น้อยเช่นนั้นเก็บไว้ข้างตัวก็ไม่ขาดทุนแล้ว
“เ้าชื่ออะไร” ลู่จื้อเมื่อถูกสายตาคมกล้าตวัดมามองไม่ทันตั้งตัวก็สะดุ้งเบาๆ นางกำลังมองสำรวจเขาอย่างจริงจัง พอถูกจับได้ก็เลยกระดากอายขึ้นมา
“เสี่ยวลู่พ่ะย่ะค่ะ” เดี๋ยวนะ นางบอกเขาไปแล้วนี่อ๋องบ้านี่ไม่มีสารอาหารไปเลี้ยงสมอง ชิ ขี้ลืม!
“อืม ต่อไปข้าจะไม่ลืม” น้ำเสียงเรียบ ๆพร้อมสายตาที่มองมาทำให้ลู่จื้อสั่นสะท้านในกาย ความหมายของประโยคนี้ทำเอานางขนลุกจดจำตลอดไป? ท่านอารมณ์แปรปรวนรึไง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
“อาหารที่เ้าทำนับว่าพอกินได้อยู่บ้าง” พอกินได้มากจ้าแหม่ กินอีกไม่กี่คำก็หมดถ้วยแล้วมั้ง ท่อนไม้ปากหนัก!
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ที่ทรงชมว่าอาหารของกระหม่อมพอกินได้” นางอดไม่ได้ที่จะประชดประชันกลับ เน้นหนักที่ท้ายประโยคดวงตาที่เคยหลุบมองต่ำตลอดเวลาก็เหลือบมองใบหน้าแห้ง ๆ แวบหนึ่งอย่างไม่พอใจ
“ไม่เป็ไร ต่อไปก็ต้องพัฒนาฝีมือให้มากกว่านี้ไม่เช่นนั้นหากข้าต้องฝืนกินอาหารพื้น ๆ ของเ้ามากเข้าเกรงว่าจะท้องเสียเข้าสักวัน” เห็นอีกฝ่ายเริ่มตอบโต้ความสำราญใจของเฟยเทียนก็ยิ่งมากขึ้น
“เกรงว่ากระหม่อมคงต้องให้พระองค์เสวยอาหารพื้น ๆ ไปอีกพักใหญ่เพราะที่นี่หามีคนที่ทำอาหารเก่งหรือวิจารณ์อาหารเป็ให้กระหม่อมพัฒนาตนเองไม่พ่ะย่ะค่ะ”อาหารข้าไม่ได้พื้น ๆ โว้ย เ้าตั้งหากกินอาหารไม่เป็ ท่อนไม้ปากเสีย!
“ไม่ต้องกังวลเื่นั้นหากเ้าอยากพัฒนาตนเองข้าจะเป็คนเสี่ยงตายชิมอาหารฝีมือเ้าเองขอเพียงกินแล้วท้องไม่เสีย รสชาติไม่แย่จนลาตายเป็ใช้ได้” ยังไม่หยุดใช่ไหม!ถ้าอยากท้องเสียนักข้าจะได้ผสมยาถ่ายให้กิน
“เป็บุญของกระหม่อมนักพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยงตาย? ท้องเสีย? ลาตาย? แต่ละคำช่างขัดกับท่าทางที่กินเมื่อครู่มากอ้วกเอาอาหารของนางออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!
“หานตง ไปจัดที่พักให้เสี่ยวลู่ ให้พักในบริเวณขององครักษ์เสื้อน้ำเงินห้ามพบกับคนนอกโดยที่ข้าไม่อนุญาต” เห็นว่าเสี่ยวลู่ดูอารมณ์เสียได้ที่แล้วเขาก็ปล่อยให้กลับได้ ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่ออีกฝ่ายอารมณ์เสียเขากลับอารมณ์ดีขึ้นอย่างมาก
องครักษ์ที่ชื่อหานตงเมื่อได้ยินคำสั่งก็ค้อมหัวลงเล็กน้อยก่อนเดินนำนางออกนอกกระโจมไปยังไม่ทันที่นางจะก้าวออกจากประตูเสียงเรียบนิ่งแฝงแววล้อเลียนที่ฟังขัดหูก็ดังขึ้นก่อน
“อาหารเย็นยกเข้ามาตอนกลางยามอิ่วล่ะ (เวลา 17.00 น.จนถึง 18.59 น.) ทำดีดีระวังอย่าให้ข้าท้องเสียเข้าใจหรือไม่?” ท้องเสียอีกแล้ว!หลายวันนี้ท่านถ่ายไม่ออกใช่หรือไม่ ถึงได้เอาแต่พูดเช่นนี้ซ้ำไปมาหากไม่ได้เป็อ๋องนะ นางจะเอายาถ่ายอย่างแรงผสมอาหารให้กินจริง ๆ แล้ว!แม้จะไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็เดินกระทืบเท้าออกนอกกระโจมอย่างลืมตัว
เฟยเทียนเมื่อเห็นเหยื่อเดินปั้นปึ่งออกไปอารมณ์ที่ดีอยู่แล้วก็ดียิ่งขึ้นไปอีกไม่รู้เพราะเหตุเขาถึงชอบอาการไม่สำรวมของเด็กคนนี้นักหากเป็คนอื่นหากพูดจาประชดประชัน เดินกระทืบเท้าหรือทำกิริยาไม่เคารพเขาเช่นนี้คงไม่พ้นโทษตายแต่พอเป็เด็กเสี่ยวลู่ทำ กลับมองว่าน่าดูเสียอย่างนั้นคงเป็เพราะความเมตตาที่เด็กคนนี้เคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ หาข้อสรุปให้ตนเองได้เฟยเทียนก็ลุกขึ้นไปนั่งโคจรกำลังภายในที่เตียงเพื่อรักษาตนเอง
ลู่จื้อเดินออกมาจากกระโจมด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นเต็มที่แต่เมื่อมาถึงที่พักของตัวเองอารมณ์ที่แต่เดิมร้อนดังไฟก็กลับเป็เย็นะเืจนจะแข็งเป็หินตอนแรกที่เขาสั่งให้นางมานอนกับองครักษ์ของเขานางนึกว่าจะเป็การนอนแบบแยกกระโจมกันแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็กลุ่มกระโจมใหญ่ที่หนึ่งกระโจมนอนได้ถึงห้าคน
พระเ้าช่วย!นางต้องนอนกับผู้ชายห้าคนเลยเนี่ยนะ หานตงดูเหมือนไม่ได้สังเกตเห็นอารมณ์บนหน้านางเดินพานางมาที่หนึ่งในกระโจมพวกนั้นแหวกผ้าเข้าไปก็เจอผู้ชายตัวใหญ่สองคนในสภาพที่เสื้อไม่ใส่เดินโชว์ซิกแพคไปมาอย่างสบายใจ พอหันเห็นพวกนางก็เข้ามาทำความเคารพและพูดคุยกับหานตงสองสามคำที่นางไม่สนใจฟังตอนนี้ในตานางมีเพียงหกห่อตรงหน้าเท่านั้น โอ้ว ล่ำบึกยิ่งกล้ามทั่วทั้งตัวดูแน่นไปหมด ไม่ได้ นางอยู่ที่นี่ไม่ได้ไม่เช่นนั้นนางต้องเผลอลุกขึ้นคลุกวงในทหารพวกนี้แน่ อ้ากก น่ากินโว้ยย
.......
มาดึกอีกแล้ว เอาไว้อ่านตอนเช้านะคะพระเอกเราเตรียมปูเสื่ออยู่ยาวแล้วนะคะ รับประกันความมันส์แน่นอนค่ะ
1 คอมเมนต์ = 1 กำลังใจ
หอมราตรีกาล