จินหวังเฟย

    เล่ม 3 - ตอนที่ 5 ข้าอยากได้

    ใต้ศาลาที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากนำศพของฉีฉินมาฝังยังที่นี่ มีเงาร่างของตงตี้มายืนรอจางหานเฟิ่งตามที่ได้รับแจ้งจากจางอิงถิง และเมื่อนางกับโอวหยางไป๋พร้อมกับผู้ติดตามก้าวเข้ามา ขันทีกับนางกำนัลต่างแยกออกมาวางเตาไฟให้ความร้อนคลายความหนาว อีกทั้งยังวางกาน้ำชากับถ้วยน้ำชาบนโต๊ะหินใต้ศาลา เผื่อจางหานเฟิ่งกับโอวหยางไป๋ต้องการดื่มจางหานเฟิ่งคลี่ยิ้มผลิบานไปให้ตงตี้ทันใด นางบอกกล่าวก่อนเบนสายตาไปทางนางกำนัลผู้หนึ่งที่ถือถาดไม้ขนาดใหญ่ยืนอยู่ทางด้านหลัง บนถาดไม้วางด้วยเสื้อคลุมกันหนาวขนสัตว์สีหมึกแลดูน่าเกรงขามราวกับผ้าห่มผืนใหญ่“ข้ามีของที่จะมอบให้”ตงตี้เบนสายตาไปมองเช่นกัน พลันนางกำนัลผู้นั้นก็เดินเข้ามาใกล้ จางหานเฟิ่งจึงส่งโส่วหลูที่อยู่ในมือไปให้นางกำนัลอีกผู้หนึ่งถือและหยิบเสื้อกันหนาวขนสัตว์สีหมึกตัวนั้นกางออกให้บ่าวร่างยักษ์ของนางดูพลางส่งเสียงหัวเราะคิกๆ สมวัยอันสดใสของนาง“ข้าตั้งใจตัดเย็บให้ท่านน้าเองกับมือ แต่ก็มีผู้ช่วยเย็บอยู่บ้าง”“เจ้า!” ตงตี้ตะลึงงัน แม้จะรู้อยู่ว่าจางหานเฟิ่งเป็นสตรีที่เอาใจใส่บ่าวไพร่ทุกคนเป็นอย่างดี ทว่าก็ยังคิดไม่ถึง เพราะยามนี้นางไม่ใช่คุณหนูใหญ่สกุลจางอีกต่อไปแล้ว“ใส่แล้วอุ่นแค่ไหน ท่านน้าต้องลองใส่ดู” นางเชิญชวนให้ตงตี้รับไปพร้อมรอยยิ้มผลิบาน“ตัดเย็บให้ข้าสักตัวได้หรือไม่” โอวหยางไป๋กล่าวแทรกขึ้นมาอย่างรู้สึกอิจฉานิดๆ พี่ชายบุญธรรมที่คอยช่วยเหลือนางมาตลอดมิเคยได้รับการเอาใจใส่แม้แต่น้อย“ท่านก็หาฮูหยินสักคนมาตัดให้ท่านสิ” จางหานเฟิ่งหันมาโต้เถียงตามนิสัย กับคนผู้นี้...เป็นต้องพูดจาค่อนแคะกันทุกที“เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบคนผู้หนึ่งอยู่แล้ว”“ท่านก็ให้คนผู้นั้นตัดเย็บให้สิ”“เจ้า!” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ถึงกับเถียงไม่ออกจึงแยกเขี้ยวใส่ บุรุษที่ไหนจะนั่งเย็บเสื้อผ้าให้แก่กันและกัน ดวงตามองจางหานเฟิ่งที่คะยั้นคะยอให้ตงตี้รับเสื้อกันหนาวขนสัตว์สีหมึกตัวนี้ไป“ใส่ดูเถิดท่านน้า พอดีตัวของท่านน้าหรือไม่”“ลำบากเจ้าเปล่าๆ”“ไม่ลำบากแม้แต่น้อย”ตงตี้รับมาสวมด้วยความปลาบปลื้มใจก่อนแทรกด้วยความเศร้าโศกเมื่อนึกถึงฮูหยินและบรรดาลูกหลานที่จากไปอย่างไม่ยุติธรรม ถ้าฮูหยินของเขายังอยู่ เขาคงได้รับเสื้อกันหนาวตัวใหม่จากนางจางหานเฟิ่งมองบ่าวร่างยักษ์สวมเสื้อกันหนาวขนสัตว์สีหมึกราวกับเป็นหมีตัวใหญ่แล้วยิ้มกว้าง เพราะร่างของตงตี้ทั้งสูงทั้งใหญ่กว่าผู้อื่นอยู่แล้ว“อุ่นหรือไม่ท่านน้า”“อุ่นมาก”“ข้าว่าจะเย็บหมวกกับทำรองเท้าให้ท่านน้าเพิ่ม”“แค่นี้ก็พอแล้ว ขอบใจเจ้ามาก” ตงตี้มองจางหานเฟิ่งด้วยแววตาขอบคุณจริงๆ“มีข่าวสำคัญบางอย่างที่ข้าอยากจะบอกกับท่าน...”โอวหยางไป๋กล่าวแทรกการสนทนาขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เพราะดวงตามองอยู่ที่ตงตี้ ตงตี้จึงเกิดความแปลกใจเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งแคว้นจ้าวผู้นี้มีข่าวสำคัญอะไรจะบอกเช่นนั้นหรือ หรือว่าจะเป็นเรื่องของเชวียนอ๋องจางหานเฟิ่งพอจะรู้อยู่ว่าเป็นเรื่องใด โจรกลุ่มนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับตงตี้“แถวภูเขาชายแดนระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเหอมีกลุ่มโจรที่ร้ายกาจมากอยู่กลุ่มหนึ่ง ข้าได้ยินมาว่าโจรกลุ่มนี้คือทหารเก่าของท่านที่รอดชีวิตไปได้”อดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหอพลันมีสีหน้าคาดไม่ถึงและถามกลับ“รอดชีวิตไปได้?”“ถูกต้องแล้ว ทว่ามีจำนวนไม่มากนัก คาดว่าประมาณร้อยกว่านาย”“ร้อยกว่านาย...” ตงตี้นึกถึงบรรดาทหารกล้าผู้ไม่กลัวตายที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชา คนคุ้นหน้าคุ้นตานับไม่ถ้วน บัดนี้มีชีวิตเหลือรอดจากเหตุการณ์อันเลวร้ายแค่ร้อยกว่านาย“ท่านน้า...” จางหานเฟิ่งเรียกเสียงอ่อน เพราะในจดหมายที่หลงจู๊ส่งมาให้อ่านนั้นระบุเอาไว้หลายเรื่อง และมีเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับตงตี้โดยตรง นั่นก็คือเชวียนอ๋องให้คนส่งอะไรบางอย่างมาให้หลังจากที่กลับไปถึงแคว้นเหอแล้ว และสิ่งนั้นกำลังจะมาถึงมือของตงตี้ในอีกไม่ช้า สำนักคุ้มกันหมาป่าดำที่เชวียนอ๋องจ้างโดยไม่เปิดเผยตัวใกล้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแล้วตงตี้อ่านความคิดของจางหานเฟิ่งออก อยู่กับนางมานานหลายปี มีหรือจะไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไร จึงเอ่ยออกไป“เจ้าเอ่ยออกมาเถิด”“เชวียนอ๋องมิได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงโดยตรง เพราะเหตุใดท่านน้าก็น่าที่จะอ่านออก การที่องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยอยู่ในแคว้นเหอนั้น ข้าคิดว่าคงมีการเจรจาร่วมมือกันโจมตีแคว้นจ้าว แต่เชวียนอ๋องยังเป็นหนามตำพระทัยฮ่องเต้เชวียนตี้ ยิ่งฮ่องเต้เชวียนตี้เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร มีหรือที่จะปล่อยเชวียนอ๋องเอาไว้ ข้าคาดการณ์ว่าจะต้องมีราชโองการให้กวาดล้างเชวียนอ๋องออกมาแน่!”“เจ้าต้องการให้ข้ากลับไป?”“ถูกต้องแล้ว”“ข้าไม่อยากจะกลับไป” ตงตี้มีความแค้นอยู่ในใจก็จริง แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้ปฏิเสธ หนึ่งคือกองกำลังทหาร สองคือวิธีการต่อกร และสามคือไม่สามารถไปจากจางหานเฟิ่งได้ ถ้านางไม่ใช่ผู้ที่สั่งให้ไป“ข้ารู้ดีถึงความรู้สึกของท่านน้า”นางมีสีหน้าสุขุมและแววตาคมกริบเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน นางต้องการให้ตงตี้ไปช่วยเหลือเชวียนอ๋องตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงได้เย็บเสื้อคลุมกันหนาวขนสัตว์สีหมึกตัวนี้ให้ ยิ่งได้ฟังจากโอวหยางไป๋ว่ายังมีเหล่าทหารของอดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหอผู้นี้รอดชีวิต แม้จะเพียงแค่ร้อยกว่านาย ทว่าก็เป็นกองกำลังหนุนที่สำคัญได้“ข้าต้องการให้ท่านน้าออกเดินทางไปคอยช่วยเหลือเชวียนอ๋อง”“เจ้า...” ตงตี้คาดไม่ถึง“ท่านน้าไปหากลุ่มโจรนั้นก่อน...ข้าเชื่อว่าทหารของท่านน้ายังคงจงรักภักดีต่อท่านน้าอยู่”“นี่เจ้า!”“สงครามระหว่างแคว้นเกิดขึ้นแน่ ทางแคว้นจ้าวต้องเดินหมากนำหน้าก่อนหนึ่งก้าว อีกทั้งฝ่าบาทและท่านอ๋องได้ให้สัญญาแล้วว่าจะส่งกองทัพช่วยเหลือเชวียนอ๋อง...”ตงตี้เชื่อในคำพูดของจางหานเฟิ่ง แต่ก็ยังสับสนและลังเลใจอยู่ บ่าวร่างยักษ์ผู้นี้ฟังนางพูดต่อไป วาจาของนางกำลังเกลี้ยกล่อมเขา“ก่อนที่ไฟสงครามจะลามมาถึงชายแดนแคว้นจ้าว แคว้นจ้าวจะต้องฉวยโอกาสก่อน...นั่นก็คือให้การช่วยเหลือเชวียนอ๋องอย่างเต็มที่”“ข้าจะกลับไปช่วยองค์ชายแปดได้อย่างไร ข้าอยู่ในฐานะกบฏ”“ท่านน้ารู้ดีว่ามันไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย ข้าอยากให้ท่านน้าล้างมลทิน” นางดำเนินการบางอย่างอย่างลับๆ เมื่อสองเดือนก่อน นางให้คนรวบรวมหยูกยา อาหารแห้ง และของต่างๆ เช่นดินเทาที่นำมาสร้างดินปืน แน่อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ได้รับความเห็นชอบจากจินเยี่ยหยางตงตี้กล้าหาญและฮึกเหิม ในอดีตความตายไม่ได้ทำให้รู้สึกกลัวสักกระผีกริ้น ยามนี้ก็เช่นกัน...ทว่าสถานการณ์ของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จึงทำให้ตัดสินใจยาก“กลับไปอย่างมิต้องเปิดเผยตัวก็ได้” จางหานเฟิ่งกล่าวต่อ สมองของนางมีแผนการอยู่มากมาย “แค่ท่านน้าช่วยเชวียนอ๋องอย่างลับๆ กลายเป็นกองกำลังหนุนอันสำคัญก็พอ”“กองกำลังหนุนอย่างลับๆ” ตงตี้ย่นหัวคิ้วขณะมองแววตาใสกระจ่างของจางหานเฟิ่ง นางมีความคิดหลักแหลม รอบคอบ และเด็ดเดี่ยวไม่ลังเล“ถูกต้องแล้ว ไหนๆ ก็ได้กลายเป็นโจรไปเสียแล้ว ถ้าจะขโมยเสบียงและหยูกยาเพื่อความอยู่รอด ก็คงไม่เป็นไรหรอกใช่หรือไม่”“เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง” โอวหยางไป๋ที่ไม่เคยปรึกษาจางหานเฟิ่งเรื่องการทหารมาก่อนเสริมขึ้น เห็นนางวางแผนการได้เป็นฉากๆ เช่นนี้ มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นแห่งแคว้นจ้าวถึงกับตะลึงงันไม่น้อย มองนางเปิดกล่องไม้แล้วหยิบปืนสั้นพลางกล่าวออกมาอีกสุ้มเสียงเคร่งขรึมแฝงอำนาจ“เผาคลังอาวุธ...หรือไม่ก็สังหารแม่ทัพใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม ตัดหัวให้หางระส่ำระสายหวาดกลัว”ตงตี้กับโอวหยางไป๋ถึงกับนิ่งงันไปสามสี่ลมหายใจ พลันเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งแคว้นจ้าวก็หัวเราะลั่นออกมาด้วยความชอบอกชอบใจ จางหานเฟิ่งถึงกับเลิกหัวคิ้วดุจใบหลิวของนางแล้วหันมามองหน้า“ท่านหัวเราะอะไร”“เจ้าช่างร้ายกาจ!”“ข้าร้ายกาจตรงไหน” นางทำไขสือแล้วหยิบลูกกระสุนปืนขึ้นมาใส่รูเล็กๆ ทั้งหกรูอย่างชำนาญทั้งที่ไม่เคยใช้งานปืนสั้นมาก่อน“เจ้าทำให้ข้ารู้สึกไม่อยากที่จะเป็นศัตรูด้วย” โอวหยางไป๋คิดเช่นนั้นจริงๆ“ข้ากำลังครุ่นคิดอยู่ว่า...” นางเอ่ยขณะมีสีหน้าครุ่นคิดจริงจัง อีกทั้งยังตั้งท่าจะเหนี่ยวไกยิงกระสุนปืนใส่ต้นไผ่สีเขียวสดตรงหน้าต้นหนึ่ง ถ้าจินเยี่ยหยางนำทัพเข้าสู่สมรภูมิรบ นางก็อยากจะติดตามไปด้วย นางอยากอยู่ข้างกายเขาเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือแก่เขา“เจ้าคิดสิ่งใด” โอวหยางไป๋มองมาอย่างสงสัย“ท่านอ๋องจะให้ข้าติดตามไปด้วยหรือไม่...ถ้าต้องเคลื่อนทัพออกสู่ชายแดนเพื่อปกป้องแคว้นจ้าว มิใช่เพียงแค่แคว้นเหอเท่านั้นที่จ้องจะโจมตี! ยังมีแคว้นเป่ยอีกด้วย”“ท่านอ๋องไม่ให้เจ้าติดตามไปด้วยอย่างแน่นอน”โอวหยางไป๋ไพล่สองมือไปข้างหลัง ดวงตามองนางที่ตั้งท่าจะยิงปืนสั้น และทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาอย่างสนั่นกึกก้อง เป็นเสียงที่ทำให้บรรดานางกำนัลกับขันทีต่างสะดุ้งด้วยความตกใจเปรี้ยง!ดวงตาของตงตี้ โอวหยางไป๋ และบรรดานางกำนัลกับขันที ต่างมองไปยังไผ่ต้นหนึ่งซึ่งหักกลางให้เห็น สำหรับผู้ที่มีสายตาดีอย่างตงตี้กับโอวหยางไป๋ บุรุษทั้งสองมองเห็นกระสุนปืนพุ่งทะลุต้นไผ่จนเกิดการแตกและหัก ทว่าจางหานเฟิ่งไม่หยุดเพียงแค่นั้น นางยิงเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และครั้งต่อไปหัวใจของจางหานเฟิ่งยามนี้เต้นแรงโลดด้วยความดีใจ อานุภาพของปืนสั้นที่อยู่ในมือช่างร้ายกาจยิ่งเปรี้ยง!“ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง” โอวหยางไป๋กล่าวแทรกขึ้นมาอย่างตื่นตะลึง ดวงตามองรอยลูกกระสุนบนต้นไผ่อีกต้นหนึ่งเปรี้ยง!“หมายความว่ายิงได้ถึงหกครั้งใช่หรือไม่” โอวหยางไป๋พึมพำถามเสียงใคร่รู้ เพราะได้นับรูเล็กๆ นั้นเอาไว้ อีกทั้งยังเห็นจางหานเฟิ่งใส่ลูกกระสุนปืนลงไปจนครบเปรี้ยง!เปรี้ยง!เปรี้ยง!“ยิงได้รวดเร็วยิ่ง ถึงหกครั้งติดต่อกันได้ในไม่กี่ลมหายใจ” โอวหยางไป๋ตาโตขึ้นมาเสียแล้วจางหานเฟิ่งหลุบสายตามองปืนสั้นที่อยู่ในมือแล้วยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เพราะสิ่งที่มารดาบันทึกเอาไว้เป็นความจริงทุกประการ...เอ๊ะ! นางลืมไปได้อย่างไร อาหารที่มารดาบันทึกเอาไว้ เมื่อนางทดลองปรุงขึ้นมา ความอร่อยของมันทำให้หอสุรากุ้ยฮวาเจริญรุ่งเรืองอย่างทุกวันนี้ สิ่งที่มารดาบันทึกเอาไว้ย่อมจะเป็นจริงทุกอย่าง“ข้าอยากได้” โอวหยางไป๋ยิ้มแฉ่งราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่ง“ข้าไม่ให้!”