จ้าวเยียนใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึงคฤหาสน์ของหวู่เผิงหลงเป็ที่เรียบร้อย ยามนั้นใบหน้าของมันยิ้มระรื่นเต็มไปด้วยความเบิกบานอย่างเต็มที่ และผู้แรกที่มันคิดจะไปหาก็คือ หลิวซินมารดาคนงาม ทว่า...เดินมาได้ไม่นานมันก็บังเอิญได้พบกับคนผู้หนึ่งเขาเสียก่อน
“จ้าวเยียนเป็อย่างไรบ้าง ข้าไม่ได้เจอเ้าหลายวันทีเดียว แล้วนี่แอบไปทำอันใดมา ยิ้มหน้าบานเลย” คนผู้นั้นระบายยิ้มสดใสก่อนเอ่ยถาม จ้าวเยียนเองก็ดีใจที่ได้พบนาง ทว่า..จะให้เอ่ยตอบอย่างไร ว่าตัวมันมีความสุข เพราะพึ่งจะกลับมาจากหาความสำราญในหอนางโลม
“เออ...ข้า...ข้า...”
“อ้ำอึ้งอันใดของเ้า นี่คงแอบไปเล่นอะไรพิเรนทร์มาอีกแล้วสิท่า ระวังท่านป้าจะดุเอานะ” พอนางเอ่ยออกมาแบบนั้น จ้าวเยียนก็เลยเกาหัวแกรก ๆ พร้อมระบายยิ้มแห้ง ๆ เออออตามน้ำไป
“คุณหนูเซียนอี้ช่างหลักแหลมนัก มองปราดเดียวก็ทราบความจริง ขอท่านอย่าไปบอกแม่ข้านะ ไม่งั้นข้าคงโดนดุเป็แน่"
“ข้าไม่บอกก็ได้แต่เ้าต้องรับปากทำงานให้ข้าหนึ่งเื่”
“ได้เลยหนึ่งเื่ สิบเื่จ้าวเยียนยินดีทำให้คุณหนูทุกอย่าง”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ สิบเื่มากไปหน่อย ข้าขอเื่เดียวพอ ได้ยินว่าเ้าซ่อมว่าวเป็ใช่หรือไม่ พอดีว่าวของข้าขาดเมื่อหลายวันก่อน อยากให้เ้าไปช่วยดูหน่อย”
“ซ่อมว่าวกระนั้นหรือ? งานถนัดของข้าเลย ข้าซ่อมเก่งมาก แถมเื่ชักว่าวก็มีฝีมือไม่แพ้ใคร”
“จริงหรือ! เช่นนั้นหากซ่อมเสร็จแล้ว มาเล่นว่าวแข่งกับข้านะจ้าวเยียน”
“ย่อมได้ขอรับคุณหนู”
พอสองคนสนทนากันจบ หวู่เซียนอี้ก็คิดจะพาจ้าวหยุนให้ไปที่ห้องของนางเพื่อซ่อมว่าว ทว่า...ในเวลานั้นสาวใช้คนสนิทที่มาด้วยได้เอ่ยออกมาเสียก่อน
“คุณหนูทำเช่นนี้มันจะดีหรือเ้าคะ หากนายท่านทราบละก็เื่ใหญ่แน่”
“ไม่เป็ไรหรอกพี่ไป๋ซิน ซ่อมว่าวไปนานเอง ถ้าพี่ไม่พูดข้าไม่บอก แล้วท่านพ่อจะทราบได้อย่างไร” หวู่เซียนอี้ขยิบตาข้างหนึ่งให้หญิงรับใช้ และพอผู้เป็นายเอ่ยออกมาแบบนั้นผู้มีฐานะต่ำต้อยอย่าง หงไป๋ซินมีหรือจะกล้าขัดใจ
“หากคุณหนูยืนกร้านเช่นนั้น ข้าจะพูดอย่างไรได้อีก”
“ดีมากพี่ไป๋ซินเช่นนั้นพวกเราก็รีบไปกันเถิดก่อนที่ท่าน...!!” หวู่เซียนอี้ยังกล่าวไม่จบสองตาของนางก็พลันเบิกกว้างด้วยท่าทางตื่นใสุดขีด ก่อนจะมีเสียงของคนผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น “จะรีบไปไหนงั้นหรือลูกพ่อ...” ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา คนพูดเป็ใครไปไม่ได้ได้นอกจาก หวู่เผิงหลง บิดาของหวู่เซียนอี้ และเป็เ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ ซึ่งมันบังเอิญเดินผ่านมาตรงนี้พอดี
“ว่าอย่างไรลูกพ่อ เ้าไม่ได้ยินที่พ่อถามหรือ” หวู่เผิงหลงเอ่ยถามเสียงเรียบอีกครั้ง ทว่า...การถามครั้งนี้กลับทำให้หวู่เซียนอี้พลันขนลุกไปทั่วร่าง และพอนางไม่ตอบ หวู่เผิงหลงจึงหันไปถามสาวรับใช้อย่างหงไป๋ซินแทน หวู่เซียนอี้ที่ว่ากำลังกลัวบิดาอยู่นั้นกลับเทียบไม่ได้กับความกลัวของหงไป๋ซิน นางตัวสั่นระริก ปากคอสั่นหน้าซีดเผือด และพอโดนพ่อบ้าน...ที่มากับเผิงหลงตวาดใส่ เข่าของนางก็ถึงกับทรุดลงพื้น จ้าวเยียนที่ดูเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่นาน มันพลันก้าวออกมายืนด้านหน้าของ หวู่เซียนอี้ และหงไป๋ซิน ก่อนเอ่ยออกมาว่า
“ขอท่านพ่อบ้าน กับนายท่านอย่าได้ดุด่าพวกนางเลย เป็ข้าเองที่คิดเสนอตัวไปซ่อมว่าวให้คุณหนู หากท่านคิดจะลง....!!” จ้าวเยียนยังพูดไม่ทันจบ ก็พลันเกิดเสียง ผัวะ!! ดังลั่น ใบหน้าของเด็กหนุ่มสะบัดไปทางซ้ายอย่างแรง จนมันเซล้มลง จากนั้นความเ็ปก็พลันแผ่ซ่านแก้มซ้าย จ้าวเยียนมึนงงไปชั่วขณะก่อนทราบว่าที่โดนเมื่อครู่ คือมือหยาบหนาของ หวู่เผิงหลงนั้นเอง..
“ไอ้เด็กปากเมื่อวานซีน เ้ากล้าดีอย่างไร ถึงมายุ่งเื่กับลูกสาวข้า รู้หรือไม่นางมีฐานะใด แล้วเ้ามีฐานะใด เป็แค่ลูกของ....” หวู่เผิงหลงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด มันมองจ้าวเยียนราวกับอยากจะกินเืกินเนื้อ หรือไม่ก็อยากจะสับเขาออกเป็หมื่น ๆ ชิ้น จ้าวเยียนเองไม่ได้รู้สึกกลัวหากแต่มันไม่เข้าใจมากกว่า ว่าเหตุใด คนอย่างหวู่เผิงหลงถึงเกลียดชังมันเช่นนี้ เพราะมันมายุ่งกับหวู่เซียนอี้หรือ? หรือเพราะมันเป็แค่ลูกคนรับใช้ต้อยต่ำ
“ชิ ไอ้เด็กนี่ แปลกประหลาดน่าขนลุกยิ่งนัก พอโดนนายท่านสั่งสอนแทนที่จะหวาดกลัวหรือสำนึกผิด แต่กลับมองนายท่านด้วยสายตาอาฆาตเคียดแค้น แบบนี้คงปล่อยไง้ไม่ได้เสียแล้ว เยาว์วัยยังร้ายกาจเพียงนี้ ถ้าเติบใหญ่ไม่พาโจรเข้ามาปลุกปล้นคฤหาสน์หรือ นายท่านให้ข้าเป็คน....” ....หันไปหาหวู่เผิงหลง และกำลังจะเอ่ยปากเพื่อขอจัดการจ้าวเยียน ทว่า...มือของผู้เป็นายของมันก็พลันยกขึ้นมาห้ามเสียก่อน มือยกค้าง แต่ดวงตากลับจับจ้องไปเบื้องหน้า
“วันนี้...ข้าจะทำบุญทำทำทาน ปล่อยลูกนกลูกกาอย่างเ้าไปสักครั้ง แต่หากวันหน้า ข้าพบว่าเ้ายังมาวุ่นวายกับเซียนอี้ไม่เลิก รับรองว่าข้าจะจัดการกับเ้าขั้นเด็ดขาด โดย...ไม่สนหน้าใครทั้งนั้น ไปได้แล้วเซียนอี้!!!” หวู่เผิงหลงแค่นเสียงพูดก่อนที่มันจะสะบัดแขนเสื้อ แล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ซึ่งในเวลานั้นก็เป็เวลาเดียวกับที่ใครบางคน วิ่งสวนเข้ามาดูอาการของจ้าวเยียนพอดี
“เยียนเยียนเ้าเป็อย่างไรบ้าง? เจ็บมากไหมลูกแม่” ผู้วิ่งเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน หลิวซินนั้นเอง ซึ่งนี้ก็เป็เหตุผลว่าทำไม เผิงหลงถึงยอมจากไปง่าย ๆ
“อูยยย...ยยข้าเจ็บยิ่งนักท่านแม่ ใบหน้าปวดตุบ ๆ แถมชาไม่หายเลย นายท่านตบข้าแรงเหลือเกิน” หลิวซินพอได้ฟัง นางก็ยิ่งบังเกิดความคับแค้นใจเป็อย่างมาก
“ท่านแม่....”
“อันใดหรือเยียนเยียน?”
“เหตุใดนายท่านถึงตบข้า? ข้าทำผิดอันใดหรือ? แล้วข้าเคยไปทำอันใดให้เขาโกรธเคือง? ท่านแม่พอจะทราบหรือไม่” คำถามเ่าั้จากปากของจ้าวเยียนทำเอา หลิวซินนิ่งงันไปชั่วขณะ จะให้นางบอกบุตรชายอย่างไรดี ให้บอกว่า เพราะใบหน้าของจ้าวเยียนเหมือนกับจ้าวหยุน เผิงหลงก็เลยโกรธแค้น เพราะ ทั้งสองเคยมีความหลังไม่ดีร่วมกัน เื่เช่นนั้นมันซับซ้อนเกินกว่าที่จ้าวเยียนจะเข้าใจ
“ระ...เื่เช่นนั้นแม่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เอาเป็ว่า ต่อจากนี้เ้าต้องอยู่ห่าง ๆ คุณหนูเซียนอี้เข้าใจไหม” พอหลิวซินกล่าวเช่นนั้น จ้าวเยียนก็ทำหน้าเศร้าสร้อย พร้อมกับจำใจพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า
“ดีมากลูกแม่ เอาล่ะเรากลับห้องกันเถิดแม่จะผ้าชุบน้ำอุ่นประคบให้ จริงสิแล้ว...”
“แล้วอันใดท่านแม่?
“แล้ว...ที่เ้าไปเที่ยวมาเป็...เป็อย่างไรบ้าง” หลิวซิวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนเอ่ยปากถามบุตรชาย อันที่จริงนางทราบดีว่าตนไม่ควรถามเื่นี้ ทว่า...มันก็เป็เื่เดียวที่พอจะทำให้จ้าวเยียนลืมเื่เลวร้ายเมื่อครู่ไปได้ ซึ่งพอจ้าวเยียนได้ฟังมันก็ระบายยิ้มกว้างก่อนเริ่มเล่าทุกอย่างด้วยความตื้นเต้น...
จบบท