บทที่ 7 ปัญหาของพระรอง
"ตื่น.. แล้ว....สาย....ภาม...." เสียงของใครบางคนดังขึ้นแทรกผ่านห้วงความฝันอันพร่าเบลอของผมพร้อมกับแรงเขย่าที่หัวไหล่ ผมดึงอลิสที่ก่อกวนการนอนพักผ่อนอันแสนสงบสุขเข้ามากอดไว้แนบอกพลางเอาแก้มถูไถอย่างเคยตัว ท่ามกลางความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่นราวกับล่องลอยอยู่ในความฝัน ผมขมวดคิ้วอย่างงุนงงเมื่อรับรู้ได้ว่าอลิสเปลี่ยนไป
เดี๋ยวนะ ! ทำไมวันนี้อลิสไม่นุ่ม
"คิดจะนอนจนถึงค่ำเลยรึไงภาม ตื่นมากินข้าวก่อนแล้วค่อยนอนต่อเถอะ" ก่อนที่น้ำเสียงคุ้นหูของใครบางคนดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมือใหญ่ที่ขยี้หัวผม การกระทำแปลก ๆ นั่นทำเอาสติสตังแทบจะกลับเข้าร่างแทบไม่ทันหลังจากที่เหวอไปสองวินาที
"......" ไร้คำพูดใด ๆ จากผมในตอนนี้ ผมลืมตามองหน้าพระเอกที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบพลางกระพริบตาปริบ ๆ อย่างคนที่สมองกำลังประมวลผล ซึ่งดูเหมือนมันจะทำงานได้ช้ากว่าทุกวันราวกับกำลังประท้วงต่อการใช้งานมันมาอย่างหนักสามวันสามคืนยังไงยังงั้น
'อลิส ผมฝันแหละ ฝันว่ามีไอ้พระเอกขี้เก๊กนั่นอยู่ในห้องผม' ผมเลือกที่เรียกหาผู้ช่วยอันดับหนึ่งของผมทันทีอย่างเคยชิน
'นี่เป็ความจริงค่ะโฮสต์ พระเอกอยู่นี่ค่ะ' คำตอบของอลิสทำเอาผมถึงกับตาสว่างยันตัวเองขึ้นมาจากที่นอนด้วยความเร็วแสง
"เดี๋ยวนะ !! ทำไมมาอยู่นี่ได้อ่ะ" ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำถามนี้ผมกำลังถามอลิสหรือถามพ่อพระเอกที่กำลังนั่งจ้องหน้าผมอยู่กันแน่ ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองพลางพยายามตั้งสติ ไอ้บ้าเอ๊ย ความหล่อกระแทกตาั้แ่เช้า ตาจะบอดไหมวะเนี่ย
พระเอกมาดเนี้ยบ กับผมที่พึ่งตื่น สภาพต่างกันเห็น ๆ
"ขับรถมา" มีเพียงคำตอบสั้น ๆ ที่ตอบกลับมา เออใช่ มึงคงไม่ได้เดินมาหรอก ไม่ได้อยู่คอนโดติดกันนี่หว่า ผมอดขมวดคิ้วใส่ความกวนตีนไม่รู้ตัวของพระเอกไม่ได้ ว่าแต่.... อลิสหายไปไหน แทนที่พระเอกมาแล้วจะกรี๊ดกร๊าดกลับเงียบกริบ
"มึงเห็นแมวกูไหม" ผมถามพลางมองหาไปรอบ ๆ เตียง เพราะปกติผมจะนอนกอดอลิสอยู่เสมอ
"แมวมึงน่ารักดีนะ ขี้อ้อนดี" ครามว่าพลางเอียงไหล่อีกข้างให้ผมดู แล้วก็ใช่ครับ... อย่างที่ทุกคนน่าจะเดาได้ อลิสในร่างแมวเปอร์เซียร์สีขาวขนฟูกำลังนั่งอยู่บนไหล่ข้างนั้นของพระเอกพร้อมกับเอาหน้าถูไถพระเอกอย่างออดอ้อนราวกับเป็แค่แมวเชื่อง ๆ ที่พึ่งเจอเ้าของที่พลัดพรากจากกัน ดูรักกันปานจะกลืนกิน
วินาทีที่ดวงตาสีฟ้าหันมามองผม ไม่จำเป็ต้องมีคำพูดใด ๆ ไม่จำเป็ต้องสื่อสารกันด้วยสมอง ผมก็รู้ได้ทันทีว่าอลิสกำลังมีความสุขมาก ๆ และยิ่งเมื่อครามกำลังลูบหัวแมวขาวบนไหล่อย่างเบามือ สายตาคู่นั้นที่มองมาก็กำลัง เยาะ เย้ย ผม
มิน่าล่ะ ถึงไม่ยอมปลุกผม !!!
"อลิส คนทรยศ !! " ผมแค่นเสียงลอดไรฟันอย่างหงุดหงิด นอกจากจะไม่ยอมปลุกผมแล้ว ยังหนีไปออดอ้อนกับพระเอกอย่างออกนอกหน้าอีกต่างหาก รู้สึกเหมือนเห็นลูกสาวที่อุตส่าห์เลี้ยงดูอย่างดีคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำประคบประหงมมาั้แ่เกิดจนโตวิ่งไปกอดผู้ชายต่อหน้าต่อตา เ็ปเหมือนถูกแมวข่วนหัวใจ
"ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้า เตรียมข้าวไว้ให้แล้ว จะบ่ายสองแล้วนะ ไม่หิวรึไง" เสียงครามดังขึ้นขัดความน้อยเนื้อต่ำใจของผม หากแต่ผมก็ยอมลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำอย่างไม่อิดออด เหอะ ไม่ใช่เพราะมีคนเอาของกินมาหลอกล่อหรอกนะ
"มึงมาทำไม" ผมเอ่ยถามอีกฝ่ายพลางตักข้าวผัดที่โป๊ะหน้าด้วยไข่ลาวาเข้าปากอย่างไม่ให้เสียเวลากิน หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวล้างหน้าแปรงฟันหวีผม แน่นอนว่าผมไม่อาบน้ำด้วยซ้ำ เพราะมันเสียเวลา และผมคิดว่าผมอาจจะนอนต่อ
อะไรจะสำคัญกับการพักผ่อนไปมากกว่าการกินแล้วก็นอน นอนแล้วก็ตื่นมากินอีกที
"เมื่อวานมึงไปส่งกูกลับคอนโดแล้วมึงก็กลับเลย ใช่ไหม" ครามถามขึ้นพลางนั่งเล่นแมวแล้วมองผมกินข้าวไปด้วย โดยครามให้เหตุผลว่ากินมาแล้ว มีแค่คนที่นอนกินบ้านกินเมืองอย่างผมเท่านั้นที่ยังไม่ได้กินข้าว ทำเอาผมแทบจะวิ่งไปต่อยหน้าหล่อ ๆ นั่นเข้าให้เสียแล้ว ถ้าไม่ติดว่ามีของกินอยู่ เพราะงั้นผมจะยกโทษให้ครั้งนีงละกัน
"ทำไม อยากให้กูอยู่เป็ก้างขวางคอรึไง มึงถามเหมือนมีอะไรเกิดขึ้น" ผมว่าพลางทำสีหน้าสงสัย ทั้ง ๆ ที่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น ก็นั่นไง ฉากเมาแล้วจูบนั่นน่ะ ซีนโรแมนติกของนิยายเื่นี้เลยนะ แค่คิดก็เขินแทนแล้ว
'อลิส ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ เจอพระเอกลูบหัวลูบหางนิดหน่อยนี่เคลิ้มเลยรึไง' ผมอดแขวะอลิสที่นอนอยู่บนตักพระเอกไม่ได้ ท่าทีมีความสุขจนดูเกินจริงราวกับคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนผมอดหมั่นไส้ไม่ได้
'ไร้สัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก อลิสยังไม่ว่าง ขอให้โฮสต์กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด' อลิสตอบกลับผมพร้อมกับเปิดเสียงสัญญาณหลุดเป็เสียงประกอบอย่างจริงจัง ผมเลยเลิกสนใจอลิสแล้วหันมาสนใจแขกไม่ได้รับเชิญตรงหน้าแทน
"เมื่อคืนกูเมาน่ะ กูก็เลยคิดว่าเค้าเป็... " จู่ ๆ พระเอกก็นึกอยากจะเล่นเกมเติมคำในช่องว่างขึ้นมา ผมว่าแล้วว่าไอ้ครามมันต้องเขินแน่ ๆ มันหันหน้าหนีมองไฟเพดานห้องผมด้วย มันต้องอายมากแน่ ๆ ที่มันเผลอจูบกับนางเอกไปแบบนั้น
"เป็ห่วง คุณหยาดเป็ห่วงมึงมากเลยนะเมื่อคืนน่ะ รอมึงกลับมาทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอนเลย" ผมบอกออกไปพลางยิ้มอย่างนึกยินดี ฉลาดจริงๆ เลยผมเนี่ย ไอ้ครามเริ่มใจอ่อนเห็นความดีของคุณหยาดแล้วล่ะสิ ผมเลยต้องช่วยผสมโรงเพิ่มค่าความดีของนางเอกให้อย่างใจดี ช้าเร็วก็ต้องรักกันอยู่ดี แต่ถ้ามันจะเร็วหน่อยจะเป็ไรไป ใช่ไหมล่ะ
และแล้วผมก็ได้ยินเสียงพระเอกถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ภาม นี่มึงโง่หรือมึงโง่จริง ๆ กันแน่เนี่ย" แล้วพระเอกก็ด่าผมด้วยสีหน้าเอือมระอา ไอ้.....
"แล้วมันเื่อะไรที่มึงต้องมาด่ากูอ่ะ กูก็อยู่ของกูดี ๆ ไหม" ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่มันอย่างโมโหที่จู่ ๆ ก็โดนด่าอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ ไอ้บ้านี่เห็นว่าหล่อแล้วจะด่าใครก็ได้อย่างนั้นเหรอ ไอ้ลูกรักนักเขียนนิสัยเสีย ไอ้คนนิสัยไม่ดี ผมด่าพระเอกในใจไปหลายประโยค ก่อนจะรู้สึกไม่สาสมใจเลยคิดว่าควรฟ้องอลิสเพิ่มไปอีกคน
'พระเอกของอลิสนี่นิสัยเสียชะมัดเลย นึกอยากจะด่าผมก็ด่าซะเสียเลย นิสัยไม่ดีแบบนี้อลิสไม่ต้องไปรักแล้ว อลิสต้องช่วยผมนะ ต้องเข้าข้างผมเพราะครั้งนี้ผมไม่ผิด'
"...." มีแต่จุดไข่ปลาสามสี่จุดปรากฏขึ้นกลางอากาศข้างหน้าผม พร้อมกับสติกเกอร์แมวร้องไห้ที่อลิสส่งมาให้อย่างไร้เยื่อใยในการช่วยเหลือใด ๆ
"ภาม กูถามจริงเลยนะ มึงไม่รู้จริง ๆ เลยรึไงว่ากูคิดยังไงกันแน่ มึงไม่รู้ หรือมึงแค่แกล้งไม่รู้" จู่ ๆ ครามก็ถามขึ้นมา
อะไรวะ หมายถึงอะไร เื่นางเอกที่มันร้องห่มร้องไห้ใส่ผมเมื่อคืนที่บาร์น่ะเหรอ ทำไมผมจะไม่รู้ ผมไม่ได้เมาสักหน่อย
"มึงแค่บอกว่า ถ้าคุณหยาดเขามาในเวลาอื่นและมาในฐานะอื่น มึงคงไม่อคติกับเขาแบบนี้ ซึ่งกูก็ดีใจด้วยที่ในที่สุดมึงก็คิดได้ว่าคุณหยาดก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น" ผมตอบพลางก้มหน้าตั้งหน้าตั้งตากินข้าวผัดในจานอย่างไม่คิดอะไรมาก พยายามพูดให้ดูเป็เื่ปกติธรรมดา เหมือนเป็แค่การรับฟังปัญหาหัวใจของเพื่อน
"แล้วมึงโอเคเหรอถ้าเกิดกูชอบเขาขึ้นมาจริง ๆ " ครามหันมามองผมพลางถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"...." ท่าทีเอาจริงเอาจังนั้นทำเอาผมถึงกับพูดไม่ออก หัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจกับคำถามนั้นขึ้นมาดื้อ ๆ พระเอกนางเอกจะรักกันแล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ ก็รักกันไปซะสิเื่จะได้จบ เอ๊ะ ! ทำไมวันนี้พระเอกมันต้องอยากถามอยากรู้อยากเห็นอะไรขนาดนั้นเลยห๊ะ ! ก็แค่รักกันให้มันจบ ๆ ไปไม่ได้รึไง
"ก็มึง...ชอบเขา" เงียบไปสักพักครามก็เป็ฝ่ายตอบความสงสัยของผม
ใช่สิ ตอนนี้ผมชอบคุณหยาดอยู่นี่ คงเพราะเคยชินกับการเป็พระรองที่ผิดหวังอยู่แล้วมั้ง ผมเลยไม่ได้คิดจะคาดหวังอะไรกับความรักครั้งนี้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะมีความสุขก็คือพวกเขา ไม่ใช่ผม
ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้เป็เพื่อนกับพระเอก แล้วต้องมาชอบคนคนเดียวกัน ส่วนมากพระเอกพวกนั้นมักจะไม่รู้ตัวหรอกเพราะพระรองอย่างผมมักจะเก็บอาการเป็อย่างดีเสมอ แต่ดูเหมือนว่าเื่นี้จะใช้ไม่ได้กับคราม อีกฝ่ายดูผมออกั้แ่แรก และก็แคร์ความรู้สึกของผมมากพอที่จะเปิดอกคุยกันแบบลูกผู้ชาย
"มันไม่สำคัญหรอกว่ากูจะชอบเขารึเปล่า คนที่ตัดสินใจในเื่นี้ก็คือคุณหยาดต่างหากว่าเขาจะเลือกใคร ไม่ใช่มึงหรือกูที่เลือกจะถอยให้ใครเพราะความสงสารหรอกนะ สุดท้ายถ้าพยายามจนถึงที่สุดแล้ว ก็แค่ต้องยอมรับผลของมัน ก็เท่านั้นเอง" ผมตอบอีกฝ่ายไปด้วยรอยยิ้ม ฟังดูเหมือนเป็เื่ที่ยุติธรรมดี หากไม่ใช่ว่าผมรู้ผลของมันดีอยู่แล้ว
"พยายามให้ถึงที่สุด แล้วยอมรับผลของมันใช่ไหม ก็ได้ กูจะลองพยายามอีกสักครั้งก็ได้ แล้วไม่ว่าผลมันจะเป็ยังไง กูก็จะยอมรับมันเอง" ครามหันมายิ้มให้ผม ดวงตาคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความเศร้าและความเ็ปเบาบางที่พยายามข่มซ่อนเอาไว้ไม่มิด ซึ่งสุดท้ายแล้วผมก็เลือกที่จะเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น
"ว่าแต่มึงมาหากูถึงคอนโดนี่เพื่อมาปรึกษาปัญหาหัวใจเหรอ" ผมเอ่ยถามกลับไปเพื่อพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ
"อือ... แล้วกูแค่จะมาบอกว่าอีกสองวันลลิลจะกลับมาแล้ว ถ้ามึงว่างก็ไปหากูที่บริษัทก็ได้ จะได้เจอกันที่นั่นเลย" ครามพูดขึ้นพลางอุ้มอลิสขึ้นวางบนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืนราวกับเตรียมตัวจะกลับแล้ว
"มึงจะกลับแล้วเหรอ" ผมถามพลางมองอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาใกล้
"ภาม ถ้าเกิดสิ่งที่กูพยายามมาตลอดมันไม่เป็อย่างที่กูหวังไว้ กูก็แค่ต้องยอมรับมันให้ได้ใช่ไหม" พระเอกยืนหยุดอยู่ห่างจากผมไม่ถึงก้าว ทำเอาผมที่นั่งอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมองหน้ามันอย่างช่วยไม่ได้ ผมลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตอบกลับอย่างหนักแน่น
"ก็ถ้ามึงพยายามจนถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ทั้งกูและก็มึงก็ควรที่จะยอมรับผลของมัน แต่ไม่เป็ไรหรอก ไม่ว่ายังไงกูก็จะอยู่ข้างมึงเสมอแหละ ก็เราเป็เพื่อนกันนี่" ผมตบแขนอีกฝ่ายพลางยิ้มอย่างให้กำลังใจ ว่าเื่ของการชอบผู้หญิงคนเดียวกันมันจะไม่ทำให้ความเป็เพื่อนของเราต้องเปลี่ยนไป
"ขอบใจมาก ไม่คิดว่าคนเข้าใจอะไรยาก ๆ อย่างมึงจะพูดเื่ดี ๆ เป็ด้วย" ไม่ว่าเปล่าไอ้ครามก็เอามือมันมาขยี้หัวผมที่เพิ่งหวีมาอย่างดีจนเสียทรงอีกครั้งโดยที่ผมนั้นปัดป้องได้อย่างยากลำบากเพราะถือช้อนกับส้อมอยู่จนตอบสนองช้าไปสามวินาทีจากความมึน ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วเคี้ยวข้าวที่อยู่ในปากให้หมด อีกฝ่ายก็เดินไปใกล้ถึงประตูแล้ว
เดี๋ยวนะ ! มันหลอกด่าผมว่าผมโง่นี่นา !!!
"ไอ้คราม นอกจากจะนิสัยเสียแล้วยังปากหมาอีกนะมึง" ผมะโไล่หลังอีกฝ่ายอย่างโมโห หากแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้หันมามอง ครามแค่ยกมือขึ้นโบกลาแล้วเปิดประตูเดินออกไปก็เท่านั้น เมื่อไม่มีคนสนใจผมเลยได้แต่หันมาระบายอารมณ์กับคู่หูที่เมื่อกี้พึ่งจะนอนเคลิ้มอยู่ในตักของศัตรูอย่างหาที่ลง
"เห็นไหมอลิส คุณครามของอลิสน่ะนิสัยไม่ดี" ผมฟ้องอลิสในทันทีอย่างหาแนวร่วม
อลิสในร่างแมวนั่งอยู่ตรงหน้าผมพลางมองตาผมอย่างจริงจัง ก่อนกรอกตาใส่แล้วถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะะโหนีไปทางอื่นอย่างไม่สนใจผมอีก
"เห้อ....อลิสไม่น่ามีโฮสต์โง่เลย"
หลังจากกินข้าวเสร็จผมก็ยังคงไม่สามารถนอนหลับได้ลง จึงจำเป็ต้องอาบน้ำแล้วหอบสังขารที่เพิ่งฟื้นมาอยู่ในร้านกาแฟใกล้ ๆ คอนโดอย่าง้าหาของหวานมากินเพื่อแก้เครียดอย่างอดไม่อยู่ ผมเลือกนั่งที่โซฟาตัวเล็กริมหน้าต่างพลางมองผู้คนเดินผ่านไปมาอย่าง้าใช้ความคิด
"เอาคาราเมลมัคคิอาโต้กับบูลเบอร์รี่ชีสพาย แล้วก็เอาอัลมอนด์คาราเมลชีสเค้กด้วยอีกที่นึงครับ" ผมสั่งเมนูที่ผมอยากกินโดยสองในสามอย่างนั้นมีคาราเมลเป็หลัก
ซึ่งในความจริงแล้วผมเองก็ไม่ได้ติดของหวานขนาดนั้น หากแต่มันเป็ความเคยชินที่ร่างกายของผมในโลกที่ 3 นั้นมีอาการอ่อนเพลียและหมดแรงบ่อย ๆ จาการขาดพลังงานจนถึงขั้นต้องพกลูกอมคาราเมลไว้กินแก้เครียดหรือเวลาที่ร่างกายขาดแคลนเลยทีเดียว และนั่นก็รวมถึงอาการหน้ามืดจากการโหมงานหนักจนอ่อนล้าที่ผมมักจะเป็หลังจากมีอาการเครียดสะสมจากการผ่านบทละครแต่ละโลก โดยที่ไม่สามารถละทิ้งความรู้สึกและความผูกพันธ์เ่าั้ได้
อลิสเคยวินิจฉัยว่าผมเป็โรคเครียดสะสม ในตอนแรก ๆ ผมไม่มีความอยากอาหารด้วยซ้ำจนร่างกายขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก จนกระทั่งมันส่งผลกลับกันให้ผมกลายเป็คนที่ 'อยากกิน' มากขึ้นกว่าปกติ เพราะอย่างน้อยตอนกินก็เป็ตอนที่ผมมีความสุขและไม่ต้องคิดอะไรมาก ผมรู้ว่ามันไม่ดีต่อร่างกาย ผมเองก็พยายามลดเท่าที่จะทำได้ ผมพยายามอยู่จริง ๆ นะ
ดีที่อย่างน้อยพฤติกรรมการกินแบบผิดปกติของผมจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายมากนัก เพาะผมมักจะเข้ามารับบทบาทในร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ น้อยครั้งที่จะได้ร่างหายที่เจ็บป่วย ซึ่งทำให้พฤติกรรมการกินแย่ ๆ ของผมไม่ได้ส่งผลถึงร่างหลักให้มันพังได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น
'ถ้าทั้งหมดที่ผ่านมานั่นเป็ร่างจริงของโฮสต์ล่ะก็ กินไม่บันยะบันยังขนาดนั้น อลิสว่าโฮสต์ต้องเบาหวานขึ้นจนกลายเป็ตาลุงแล้วแน่ ๆ ค่ะ' เสียงอลิสดังขึ้นในหัวอย่างอดไม่ได้ที่จะว่าให้ผม ซึ่งผมก็ทำได้แค่หัวเราะเบา ๆ กับถ้อยคำเ่าั้ ทำไมผมจะไม่รู้ว่าอลิสเป็ห่วงผมแค่ไหน
"ทานให้อร่อยนะคะ" พนักงานสาวสาวยกกาแฟและขนมที่ผมสั่งมาวางไว้ให้ด้วยรอยยิ้ม ผมก็แค่ยิ้มรับเท่านั้น
ผมตักขนมเข้าปากทีละนิด ๆ เหม่อมองออกไปด้านนอกที่มีผู้คนมากมายเดินผ่านไปมา ปล่อยให้ความคิดของผมลอยไปตามสายลมที่พัดผ่าน จนแทบจะลืมเลือนกาแฟตรงหน้าไปซะสนิท
ผม้าเวลาในการประมวลผลสิ่งที่ผมคิดอยู่ มันคง้าเวลาสักพัก และไม่นานนักผมก็ได้คำตอบ...
'อลิส... คราม 'ชอบ' ภาม ใช่ไหม' ผมเลือกที่ถามออกไปแบบนั้น หากแต่อลิสไม่ตอบคำ ปล่อยให้ผมยังคงใช้ความคิดของผมไปตามลำพัง เพราะในตอนนี้คนที่ผมพูดถึง คือ 'ภาม' ไม่ใช่ผม
ที่ผ่านมาผมพยายามไม่คิดอะไรมากเหมือนภาม ผมพยายามที่จะเป็ภาม
หากแต่บางอย่างที่พ่อพระเอกทำก็ไม่ได้คิดจะเก็บซ่อนมันเลยสักนิด มันเลยทำให้ผมเห็นมันได้อย่างชัดจนเกินไป ชัดเจนจนไม่สามารถที่จะทำเป็ไม่รู้เื่ได้อีก แต่ก็ไม่สามารถบอกออกไปตรง ๆ ว่ารู้แล้ว เพราะตามความเป็จริง ภามไม่ควรที่จะรับรู้ แล้วสุดท้ายพระเอกกับนางเอกก็จะรักกัน เื่ราวก็จะจบแบบแฮปปี้
แต่มันดันกลับกลายเป็ว่า ผมไม่ใช่ภาม ไม่ใช่ภามที่ไม่รู้เื่รู้ราวนั้นอีกต่อไปแล้ว
แล้วผมควรจะทำยังไง...
จากการที่ผมประมวลผลความทรงจำของคนทั้งคู่ที่ผ่านมาด้วยกันในอดีตของภาม ครามค่อนข้างชัดเจนกับการกระทำที่มากกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่เคยเกินเลยหรือทำให้ภามลำบากใจ และภามก็ไม่ได้คิดอะไรกับอีกฝ่ายมากเกินกว่าความเป็เพื่อนเลยด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าครามรับรู้เื่นี้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่มีใครเกินเลยล้ำเส้นความเป็เพื่อนออกมา แม้จะมีคนที่คิดไม่ซื่ออย่างครามอยู่ก็ตาม
หากแต่นั่นคือภามในอดีต คนที่พระเอกชอบนั้นไม่ใช่ภามที่เป็ผมในตอนนี้ แต่เป็ภามที่ไม่มีอยู่จริงอีกแล้วต่างหาก ซึ่งผมบอกได้เลยว่าภาม ไม่ได้คิดอะไรกับครามเลยนอกเหนือจากความเป็เพื่อน ภามวางครามเอาไว้ในฐานะเพื่อนสนิทจนไม่คิดจะสงสัยอะไรในการกระทำที่ผ่านมาของอีกฝ่ายเลยสักนิด ภามใสซื่อเกินไป และครามก็รู้ดีว่าภามไม่ได้คิดอะไร
มันเลยกลายเป็ความรู้สึกที่แปลกประหลาด
ภามไม่เคยรับรู้ หากแต่ไม่ใช่กับผมในตอนนี้ ผมผ่านการแอบรักข้างเดียวมาตลอด 20 กว่าโลก ผมรู้ดีถึงสิ่งที่ครามกระทำและในตอนนี้มันคือการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายจากการพยายามมาหลายปี เป็การพยายามครั้งสุดท้ายก่อนที่จะถอดใจ ใช่ นั่นคือสิ่งที่ผมรับรู้ได้จากการคุยที่ผ่านมาเมื่อกี้นี้เลย เพราะภามในตอนนี้ชอบนางเอก ครามจึงไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเลือกทางไหนดี
ครามควรหยุดที่จะชอบภามได้หรือยัง การพยายามไล่ตามคนที่ไม่เคยรับรู้อะไรเลยมาตลอดหลายปีมันเหนื่อยนะ
หรือครามควรจะเปิดใจกับความรักครั้งใหม่ อย่างที่ภามกับคุณหญิงแม่และใคร ๆ บอกให้ลองเปิดใจกับหยาดพิรุณ
หรือสุดท้ายแล้วมันเป็แค่ความเห็นแก่ตัวที่ครามเลือกหยาดพิรุณ เพียงเพราะแค่ภามชอบผู้หญิงคนนี้
'อลิสก็ไม่ทราบค่ะโฮสต์ ตามบทในนิยายเราก็รับรู้แค่สิ่งที่นักเขียนอยากจะให้เรารู้ก็เท่านั้น บางทีนักเขียนก็คงไม่รู้หรอกค่ะว่าตัวละครที่พวกเขาสร้างขึ้นก็มีชีวิตจิตใจเป็ของตัวเองเหมือนกัน หากแต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ทำตามบทละครที่ถูกวางไว้ก็ได้ แล้วเื่ของพระเอกกับคุณภาม ก็เป็แค่ส่วนที่ไม่ถูกกล่าวถึง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง' เสียงอลิสดังขึ้นอย่างอธิบายเบา ๆ ไม่มีท่าทีเสียดสีหรือน้ำเสียงที่หน้าหมั่นไส้ เป็แค่น้ำเสียงราบเรียบอย่างเข้าอกเข้าใจ
'แต่ตอนนี้ผมคือภามไงอลิส ผมควรจะทำยังไงต่อไป' ผมรับรู้ได้ว่าความรักของครามไม่ใช่ความรักแบบฉาบฉวย มันเป็ความรักที่ลึกซึ้งและยินยอมได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการยอมปล่อยมืออีกฝ่าย เหมือนกับที่ผมเป็มาตลอด
รัก... ที่ต้องเสียสละ รัก... ที่ยอมรับแม้จะไม่สมหวัง
'เนื้อเื่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่ะโฮสต์ นั่นคือกฏ นั่นคือหน้าที่ของโฮสต์ที่ต้องทำให้นิยายเื่นี้จบได้สมบูรณ์แบบตามที่มันควรจะเป็ เพราะสุดท้ายแล้วก็จะมีแต่โฮสต์ที่ต้องจากไปตามลำพัง เพราะพวกเขา ไม่ได้มีอยู่จริง'
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางยกสองมือขึ้นลูบหน้าอย่างตั้งสติ
ใช่แล้ว... อลิสพูดถูก สุดท้ายแล้วถ้าผมยังยึดติดกับความสัมพันธ์ใด ๆ ในโลกใบนี้ มันก็จะมีแค่ผมที่จดจำได้ และจากไปเพียงลำพังอยู่ดี แบกรับความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้แล้วมันจะยังไง ในเมื่อพวกเขาเ่าั้ จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว
เหลือแค่ผม ที่เดินหน้าต่อไป แค่คนเดียว...
เหมือนอย่างที่เป็มาอยู่ตลอด และคงจะเป็แบบนั้นตลอดไป...
'ผมควรทำเนื้อเื่ให้มันเป็แบบเดิม เป็ภามที่ไม่รับรู้อะไรคนนั้นใช่ไหมอลิส' ผมถามออกไปเบา ๆ เพราะสุดท้ายแล้วครามก็จะตัดใจจากภาม แล้วลองเริ่มต้นกับนางเอก แม้เนื้อเื่จะดราม่าหรือเต็มไปด้วยปัญหามากมายแค่ไหน สุดท้ายพวกเขาก็จะผ่านมันไปได้ และแล้วมันก็จะก่อเกิดเป็ความรักขึ้นในที่สุด
ภามก็จะเป็แค่ รักครั้งหนึ่งในความทรงจำของพระเอกก็เท่านั้น
'อลิส ผมไม่เคยได้รับความรัก ผมไม่เคยสมหวังเลย ผมไม่รู้ว่าผมควรที่จะดีใจไหม และผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิเสธมันยังไง แต่สุดท้ายผมก็ต้องทำมันอยู่ดีใช่ไหม' ผมเอนตัวพิงโซฟาอย่างเหนื่อยล้า หลับตาลงอย่างอยากจะพักสมองจากเื่ราวหนักอึ้งพวกนี้ เหมือนกับว่าแค่หลับตาก็จะไม่ต้องเจอมันอีก
ช่างเป็การหนีปัญหาที่น่าตลก ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าไม่สามารถหนีไปได้แท้ ๆ
'อลิส เป็ไปได้ไหมที่ในโลกใบหนึ่งจะมีเ้าหน้าที่สองคน' ผมเอ่ยถามเื่ที่ไม่มีวันเป็จริงออกไปอย่างสิ้นหวัง เพราะผมเองก็รู้ดีว่าครามเป็เพียงตัวละครตัวหนึ่งในโลกใบนี้ เมื่อบทละครจบลงเขาจะหายไป แล้วทุกอย่างอาจจะเริ่มใหม่เมื่อมีคนเลือกนิยายเื่นี้ โดยที่ครั้งหน้า อาจจะเป็ใครก็ได้ที่เป็ภาม ไม่ใช่ผม แล้วครามก็จะยังคงรัก 'ภาม'
'มันเป็เื่ที่ค่อนข้างยากนะคะที่จะมีเ้าหน้าที่สองคนมาทำงานในโลกระดับ 3 ขึ้นไปกันแบบนี้ อลิสก็ไม่ทราบเพราะว่านี่เป็ข้อมูลระดับสูงไปอีกขึ้นที่โฮสต์ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่อลิสรู้มาแค่ว่า เ้าหน้าที่ระดับวีไอพีสามารถเลือกโลกในการปฏิบัติงานและบทบาทที่้าได้อย่างอิสระค่ะ' อลิสตอบด้วยข้อมูลที่ผมเองก็รู้ แต่ไม่เคยคิดจะสนใจมันมาก่อน
ระดับของเ้าหน้าที่แบ่งเป็ 6 ระดับ ซึ่งสามารถเก็บสะสมคะแนนเพื่อเลื่อนขั้นได้
การทำงานของพวกเรา คือการเข้ามาเพื่อทำให้โลกนิยายเื่นั้น ๆ จบได้สมบูรณ์แบบตามเนื้อเื่ที่กำหนดมาให้ นั่นก็เป็เพราะว่าเมื่อตัวละครมีชีวิต มีความรู้สึกนึกคิด พวกเขาอาจทำให้เกิดการนอกบทและส่งผลต่อเนื้อเื่ให้เกิดการผิดเพี้ยนจากต้นฉบับได้ ซึ่งเป็เื่ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น โดยแบ่งเ้าหน้าที่ เป็ 6 ระดับ ดังนี้
ระดับ 5 หรือที่เรียกกันว่าระดับต่ำ หรือ ระดับเริ่มต้น คือการฝึกงานเพื่อเป็ตัวประกอบที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ในเนื้อเื่ อาจจะไม่มีชื่อด้วยซ้ำ หากแต่ก็ขาดไม่ได้ เป็งานที่ทำแค่สั้น ๆ ได้คะแนนไม่มาก แต่หากขยันก็สามารถเก็บคะแนนเยอะ ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็เ้าหน้าที่ระดับต่ำที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ และมีกฏยิบย่อยเยอะแยะ และเ้าหน้าที่ที่เยอะแยะพอกัน
ระดับที่ 4 (ทั่วไป) รับบทเป็ตัวประกอบมีชื่อในนิยายเื่นั้น ๆ เช่น เพื่อน พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ หรือใครก็ตามที่ปรากฏตัวในเนื้อเื่ มีผลต่อเนื้อเื่ และมีชื่อกล่าวถึงในเนื้อเื่ ซึ่งระดับความยากของโลกก็แบ่งตามระดับของโฮสต์ที่ปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน
ผม N3141 เป็เ้าหน้าที่ระดับ 3 (กลาง) รับบทบาทเป็พระรอง ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมพอได้รับหน้าที่นี้ก็ได้ระดับสามเลย แต่ผมก็ไม่เคยคิดสงสัยหรืออยากเลื่อนขั้นแต่อย่างใด เพราะผมพอใจกับสิ่งที่เป็อยู่แล้ว การรับบทเป็พระเอกหรือตัวร้ายในโลกระดับสองหรือระดับหนึ่งนั้น ผมว่ามันหนักหนาเกินไป
อย่างที่บอกไป ระดับ 2 (สูง) คือตัวร้ายของเื่ ที่ค่อนข้างมีบทที่หนักหนา เพราะตัวร้ายส่วนมากก็ค่อนข้างจะไม่ปกติ หรือเป็พวกที่ค่อนข้างเข้าใจยากและเดาได้ยาก แถมยังมีจุดจบที่เลวร้าย ดังนั้นหน้าที่นี้จึงถือเป็เ้าหน้าที่ระดับสูง แต่แน่นอนว่าคะแนนก็ค่อนข้างออกมาดี มากกว่าระดับข้างล่างและผมแน่ ๆ
ระดับที่ 1 (สูงสุด) คือพระเอกนางเอก แน่นอนว่าคนที่รับบทบาทอันหนักหน่วงและมากมายที่สุดในนิยายจะเป็ใครไปได้ถ้าไม่ใช่พระเอกกับนางเอก ยิ่งนิยายเื่ไหนมีบทบาทที่รันทดจนเกินไปมากแค่ไหน บางทีก็้าเ้าหน้าที่ที่มีฝีมือไปปฏิบัติภารกิจแทนอย่างช่วยไม่ได้ เพราะบางทีสิ่งที่พวกเขาจะพบเจอก็เกินจะรับไหว
และสุดท้ายคือระดับวีไอพี ระดับที่ถือว่าสูงที่สุดในขณะนี้ที่ยังมีอยู่แค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น แถมข้อมูลยังถือเป็ความลับสุดยอดอีกต่างหาก เป็ระดับที่สามารถเลือกงานเลือกตัวละครได้ตามใจชอบ ซึ่งคนแบบนั้นคงไม่ใช่คิดจะอยากเจอคงจะได้เจอหรอกนะ
"สวัสดีครับคุณภาม ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ พอดีที่อื่นเต็มหมดแล้ว" เสียงของใครบางคนดังขึ้นเรียกผมให้กลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็จริง ผมหันมามองผู้มาใหม่พลางมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าวันนี้ร้านเต็มจริง ๆ อย่างช่วยไม่ได้
"เชิญครับ คุณเหนือเมฆ บังเอิญจังที่ได้เจอกันที่นี่นะครับ" ผมหันไปยิ้มให้ตัวร้ายที่ถือแก้วกาแฟในมือพลางเปลี่ยนท่านั่งจากเอนอิงโซฟาเป็นั่งหลังตรงแล้วหยิบกาแฟมาจิบเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถอย่างเป็ปกติ พลางเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างสังเกตแบบไม่ให้เสียมารยาทมากนัก
'ทำไมตัวร้ายถึงมาโผล่ที่นี่ล่ะอลิส นี่มันอยู่ในบทหรือเปล่า' ผมเอ่ยถามอลิสเมื่อเห็นว่าคนหน้าตาดีเบอร์ 2 ที่นั่งอยู่อีกฟากอยู่ในชุดลำลองแตกต่างจากชุดสูทแบบทางการที่ควรใส่แบบปกติ เหมือนกับว่าเหนือเมฆแค่มาเที่ยว ไม่ได้ออกมาคุยงานหรืออะไรพวกนั้น
'ส่วนมากบทในนิยายจะเล่าถึงตัวพระนางเป็หลักค่ะ ตัวร้ายและพระรองอย่างโฮสต์ถ้าไม่ได้ร่วมฉาก หรือเป็ฉากเื้ัที่มีผลกับเนื้อเื่ก็จะไม่มีการบันทึกไว้ และแน่นอนว่าตัวละครเ่าั้สามารถทำอะไรได้ตามใจ ตราบเท่าที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเื่หลักค่ะ บางทีคุณเหนือเมฆอาจจะมีงานอดิเรกชอบดื่มกาแฟก็ได้นะคะโฮสต์ เหมือนที่ทีแรกโฮสต์ก็ไม่คิดจะออกมาที่นี่ถ้าไม่เครียด' อลิสตอบกลับเบา ๆ พอให้ผมโล่งใจกับข้อสันนิษฐานนั้น
หากแต่เหนือเมฆก็พังข้อคิดเห็นนั้นอย่างไม่มีชิ้นดี
"แล้วถ้าผมบอกว่ามันไม่ได้บังเอิญล่ะครับ"
ใบหน้าหล่อแบบร้ายกาจนั่นหันมามองผมพลางยิ้มให้ด้วยสายตาที่สื่อความนัยแบบแปลก ๆ อาจจะแค่แวบเดียวที่มองเห็น หากแต่ว่าผมคิดว่าผมไม่น่าจะเดาผิด ซึ่งแววตานั่นกับคำพูดกำกวมนั่นทำเอาผมต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ทำได้แค่นั่งกระพริบตาปริบ ๆ มองอีกฝ่ายอย่างไร้การตอบสนอง
'อลิสตรวจสอบให้ผมด่วนเลยว่านิยายเื่นี้ไม่ได้อยู่ในโหมด BL' ผมแทบจะะโถามอลิสอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ หัวสมองทำงานเร็วจี๋เพื่อค้นหาว่าในความทรงจำของภามตอนที่เจอกับเหนือเมฆมีอะไรที่ผิดปกติบ้างหรือเปล่า
โลกใบนี้นี่มันอะไรกันเนี่ย ขนาดพระเอกยังคิดไม่ซื่อได้ ผมก็ได้แค่หวังว่าตัวร้ายจะไม่ได้ชอบผู้ชายเหมือนกันหรอกนะ
อย่าให้ผมต้องโชคร้ายขนาดนั้นเลยเถอะ ผมไหว้ล่ะ...
นี่มันปัญหาใหญ่เลยนะเว้ยเฮ้ย!!!
'อลิสจะรีบตรวจสอบให้เร็วที่สุดค่ะโฮสต์'
---------------
มีคนเชียร์ว่าให้พาพระเอกกลับห้องด้วย น้องไม่ได้ทำตามนะคะ เพราะฉะนั้นก็ไม่ยากค่ะ น้องไม่พามา พระเอกมาหาเองก็ได้ 555555 เอาใจช่วยน้องพระรองของเราด้วยนะคะ ปาดเหงื่อตามน้อง
น้องผ่านอะไรมาเยอะมากค่ะ และก็เป็คนที่หวาดกลัวความสัมพันธ์เป็อย่างมากด้วย น้องค่อนข้างโดดเดี่ยวและมีาแในใจอยู่เยอะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฝากน้องไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ
ขอให้น้องอยู่รอดปลอดภัยจากพวกตัวอันตราย (ต่อหัวใจ) ด้วยนะคะ
ตัดจบแบบนี้ถือว่าไม่เศร้าแล้วได้ไหมคะ ไม่อยากให้จบเศร้ากลัวคนอ่านค้าง 555