เดิมทีเป็แค่การเดินทางสามถึงห้าวัน แต่ตอนนี้เจ็ดแปดวันเข้าไปแล้ว หลินเหว่ยกับหลิวเจิ้นยังไม่เห็นว่าเว่ยตงจะกลับมา หลินเหว่ยได้แต่ถอนใจกับหลิวเจิ้นและเหอเหล่ย ลองโทรศัพท์หาก่อน อย่าเงียบหายไปหลายปีอีกเลย แบบนั้นก็เลวเกินไปแล้ว
เมื่ออีกฝ่ายรับสาย หลินเหว่ยก็ดีใจ
“หมายความว่า แกจะลงหลักปักฐานที่เมืองปินไห่งั้นเหรอ” หลินเหว่ยเสียบหูฟังบลูทูธ มือแกะเมล็ดแตงโม ขาเรียวยาวทั้งคู่วางพาดบนโต๊ะทำงานสะอาดวาววับ ดูราวกับผ่อนคลายไม่สนใจอะไร
“อะไร แล้วฉันจะลงหลักปักฐานที่เมืองปินไห่ไม่ได้เหรอ” เว่ยตงได้ยินคำพูดที่แฝงไปด้วยความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น จึงถามกลับอย่างไม่ยินดียินร้าย
หลินเหว่ยเอ่ย “ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แกจะอยู่ที่นั่นแล้วมีเมียมีลูกก็ไม่มีปัญหา ถ้าแกแต่งงาน ฉันต้องให้ซองแดงใบใหญ่แน่ๆ”
ที่เขาดีใจไม่ใช่เื่นี้ แต่เป็เพราะหมอนี่เลิกนิสัยชอบโยนงานให้คนอื่นทำสักที ดีเหลือเกิน ตอนนี้ใจเขาถือว่าเสมอภาคและสบายใจแล้ว มีสิทธิ์อะไรไอ้หมอนี่ถึงได้ใช้ชีวิตสุขสบาย ขณะที่เขาต้องแบกรับธุรกิจของที่บ้านมาตลอด ในเมื่อเป็พี่เป็น้องก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันสิ จะเลือกที่รักมักที่ชังได้ยังไง
“งั้นแกก็รอไปเรื่อยๆ นั่นแหละ” เว่ยตงเอ่ยเยาะเสียงเย็น
ให้เขาหาผู้หญิงมาแต่งงานมีลูกงั้นเหรอ ต่อให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกก็ยังไม่มีหวังเลย
“ไม่ใช่สิ...ฉันถามหน่อยเถอะเพื่อน สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้หญิงไปทำอะไรให้แกไม่พอใจวะ” หลายปีก่อนยังกินดุอยู่เลยไม่ใช่หรือไง ก็ไม่เห็นว่าเ้าหมอนี่จะเกลียดผู้หญิงตรงไหน ทำไมพอพูดเื่ให้แต่งงานมีลูก ถึงได้ไม่พอใจขึ้นมาล่ะ
“ถ้าผู้หญิงไม่มีปัญหาอะไร แล้วทำไมแกถึงโสดอยู่วะ” เว่ยตงถาม
หลินเหว่ยยักไหล่ “แกก็รู้ ฉันไม่ใช่คนที่มีความรับผิดชอบเท่าไร ผู้หญิงคนไหนมาคบฉันต้องร้องไห้ตายแน่ เื่แต่งงานมีลูกน่ะ เหมาะกับไอ้เหล่ยมากกว่า ฉันมันเหมาะกับผู้หญิงที่รักสนุก ไม่กล้าไปจีบสุภาพสตรีดีๆ หรอก ถ้าต้องแต่งงานก็ต้องหาผู้หญิงดีๆ ไม่ใช่เหรอ ถ้าจะแค่เล่นๆ จะจริงจังไปทำไม”
“แล้วแกคิดว่าสิ่งที่แกไม่มี ฉันจะมีเหรอ” เว่ยตงยิ้มเยาะ
“...เออก็จริง” หลินเหว่ยเบะปาก ในหมู่พวกเขานั้น ถ้าพูดถึงเื่ไม่เอาไหนกับไม่มีความรับผิดชอบละก็ ไอ้ตงต้องเป็ที่หนึ่งแน่ ไม่มีใครสู้มันได้หรอก
เว่ยตงวางหูโทรศัพท์ของหลินเหว่ยโดยไม่แม้แต่จะบอกลา
หลินเหว่ยได้ยินเสียงสัญญาณตู๊ดๆ จากโทรศัพท์ ก็ดึงหูฟังที่เสียบอยู่โยนลงบนโต๊ะ แล้วสบถ “ถ้างั้นแกก็ไปหาผู้ชายสักคนสิ ยังไงซะแกก็เป็พ่อพันธุ์ไม่ได้อยู่แล้วนี่ หาผู้ชายสักคนก็ไม่มีเื่ยุ่งยากอะไรแล้ว ไม่เื่มากเท่าผู้หญิงด้วย”
ตอนยังเป็วัยรุ่นคึกคะนอง พวกเขาเที่ยวกันหนักมาก ทั้งกิน ดื่ม เที่ยวผู้หญิง พนัน สูบ ครบสูตรเื่ชั่ว
เื่ผู้หญิงพวกเขาลองกินมานานแล้ว ส่วนผู้ชายก็เคยแตะต้องเพราะความอยากรู้อยากเห็น
ต่อมาพออายุมากขึ้น ค่อยๆ รับ่ต่อธุรกิจจากครอบครัว ก็เก็บอาการลงไปไม่น้อย ก็ยังเล่นสนุกอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ได้บ้าคลั่งเท่าตอนนั้นแล้ว
เว่ยตงที่ดูภายนอกเหมือนเป็ผู้ชายนิ่งๆ ตอนนั้นก็เที่ยวแบบไม่อ่อนโยนเหมือนกัน แต่พออยู่บนเตียง เ้าหมอนี่กลับดุดันโคตรๆ ได้ยินว่า ดุจนทำเอาพวกเพศผู้เหงื่อตกเลยทีเดียว...
จากนั้นเขาก็ไม่ได้เที่ยวแล้ว ข้างกายเองก็ไม่มีคู่นอนตายตัว หากมีความ้าเขาก็ตรงไปที่คลับ ไปหาพวกที่ใช้เงินซื้อได้โดยตรง
สามปีที่เขาจากไปนั้นไม่ต้องนับ ก่อนจะไปเขาก็ไม่มีคู่ขาที่ไหนมานานแล้ว
หลิวซินโยวเอาความเป็ความตายของตัวเองไปผูกไว้ แต่ผูกไม่ติด ผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้มักบ้าคลั่ง แต่คิดไม่ถึงว่าผลกระทบจะส่งผลมาถึงตัวเองด้วย
……
เว่ยชิงอู่บอกว่าการจะมาลงทุนก่อสร้างที่เมืองปินไห่เป็ธุรกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ การสร้างโรงงานในเมืองปินไห่เป็เพียงความคิดชั่วคราว นอกจากเงินแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย
ตอนนี้เว่ยตงเป็เหมือนเศรษฐีใหม่ที่ถูกลอตเตอรี่ ไม่มีอะไรสักอย่าง ขาดไปเสียหมด เขาต้องลงมือทำเื่ยุ่งยากทั้งหลายด้วยมือของตัวเอง แม้แต่เลขาก็ไม่มี กระทั่งข้าวกล่องยังต้องซื้อเองเลย
“จะให้ผมทำทุกอย่างให้เสร็จคนเดียวเลยเหรอ” เว่ยตงโทรไปถามเว่ยชิงอู่
“ไม่รู้จักอ้าปากขอเหรอ” เว่ยชิงอู่ที่ยุ่งจนมือเท้าพันกันไปหมด เมื่อได้ยินน้องชายใจแคบพูดแบบนี้ ก็หัวเราะเยาะแล้วตอบไป
เมื่อพูดจบ เว่ยตงก็วางสาย พวกเขาไม่เคยมีเื่อะไรให้พูดกันมากมายอยู่แล้ว แถมพูดไปก็ไม่มีประโยชน์
ห้านาทีต่อมา เลขาของเว่ยชิงอู่ก็ยื่นกระดาษที่ลิสต์รายการไว้แน่นขนัดส่งให้เธอ
เว่ยชิงอู่กวาดตามอง ตวัดปากกา ขีดฆ่าไปมากกว่าครึ่ง แล้วโยนลิสต์รายการให้เลขา ให้เธอส่งผู้ช่วยไปให้เว่ยตง
เจ็ดชั่วโมงผ่านไป เว่ยตงก็มองเห็นกลุ่มคนบางตาจำนวนห้าคนรีบร้อนเข้ามาหา พลันหมุนตัวเข้าไปยังสถานที่ประมูลที่ดินโรงงานด้วยสีหน้าไร้อารมณ์