บทที่ 22 ข้าเก็บดวงดาวให้น้องสาว!
"ท่านพ่อ! รีบเข้ามาเร็ว น้องสามาเ็!"
คำพูดของไท่จี้จู่ฟังดูร้อนรนอยู่บ้าง ทำให้ท่านผู้เฒ่าไท่เตะประตูรั้วเปิดทันที แล้วเดินเข้าไปด้วยก้าวยาว ๆ ทุกคนรีบพุ่งตามเข้าไปในกระท่อมมุงหญ้าขนาดสามห้องที่ค่อนข้างทรุดโทรม
ไท่จี้เย่นอนอยู่บนเตียงดินฝั่งตะวันตก ใบหน้าบวมช้ำ มีคราบเืติดอยู่ที่มุมปาก เสื้อคลุมและกางเกงสกปรก ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด!
เขาคงไม่คิดว่าคนที่บ้านจะมาหา ยิ่งไม่คาดว่าบิดาผู้เคร่งครัดจะมาด้วย จึงรีบลุกขึ้นอย่างร้อนรน แต่ขาข้างหนึ่งกลับขยับไม่ได้ เจ็บจนต้องขบฟันกัดริมฝีปาก
ลูกชายคนเล็กหลานชายคนโต ล้วนเป็แก้วตาดวงใจของปู่ย่า
ท่านผู้เฒ่าไท่เห็นลูกชายอยู่ในสภาพเช่นนี้ ใจเจ็บร้าวรุนแรง ทว่าปากกลับดุด่าเสียก่อน
"เ้าเด็กไร้ประโยชน์ ไม่ได้บอกหรือว่าอยู่ในเมืองสบายดี? แล้วนี่อะไร โดนซ้อมจนเหมือนหมาตายอย่างนี้!"
ไท่จี้เย่ก้มหน้าลง ไม่กล้าตอบรับ
หยางลี่ฮวารีบช่วยแก้สถานการณ์ พยายามเบี่ยงเบนประเด็น "น้องสาม นี่เป็บ้านของใครกัน ทำไมไม่จุดไฟที่เตียงนอนล่ะ แล้วนี่ได้เชิญหมอมาดูอาการหรือยัง?"
ไท่จี้เย่ถือว่าพี่สะใภ้เป็เหมือนมารดาอีกคนหนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของเขาก็แดงเรื่อขึ้น ก่อนจะตอบเสียงอู้อี้ว่า “นี่เป็เรือนเก่าของสหายคนหนึ่ง เขาไปค้าขายต่างเมืองแล้ว ให้ข้ายืมพักอยู่ชั่วคราวหลายเดือน…”
"ข้าเจ็บไปทั้งตัว ไม่มีแรงจุดไฟ..."
หยางลี่ฮวาไม่มีทางเลือก รีบจัดการทุกอย่างทันที
ไท่จี้จู่ไปเชิญหมอ ส่วนเด็กชายทั้งสองช่วยกันขนของลงจากเลื่อนหิมะ แล้วไปหาฟืนมาเพิ่ม
หยางลี่ฮวาผลักประตูห้องเล็กที่ใช้เป็ห้องครัวเข้าไป ทำความสะอาดและขัดล้างทั่วห้อง เตรียมต้มโจ๊กทำอาหารให้น้องชายสามี
นางกังวลว่าจะเกิดเหตุไม่คาดคิด จึงหอบของจากบ้านมาไม่น้อย โดยเฉพาะเสบียงอาหาร
ไม่นานไท่จี้จู่ก็พาหมอเข้ามา ส่วนไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ก็แบกกองฟางแห้งขนาดใหญ่สองมัดกลับมาด้วย
บริเวณโดยรอบนี้ส่วนใหญ่เป็บ้านเรือนที่ทรุดโทรม มีหญ้ารกขึ้นเต็มไปหมด นับได้ว่าเป็พื้นที่ที่ยากจนที่สุดในทางตอนเหนือของเมือง แต่กลับอยู่ติดกับฝั่งตะวันออกของเมืองซึ่งเป็ย่านที่รุ่งเรืองที่สุด...
หมอเป็ชายวัยราวสามสิบปี ทั้งจรรยาบรรณและฝีมือทางการแพทย์ของเขาไม่เลว หลังจากตรวจอาการไท่จี้เย่อย่างละเอียดแล้ว เขาก็กล่าวว่า "ขาไม่ได้หัก น่าจะเป็แค่แผลฟกช้ำ พักสักสองสามวันก็หาย"
สุดท้ายเขายังทิ้งขวดยาขี้ผึ้งไว้อีกขวดหนึ่ง พร้อมสั่งกำชับให้ทาตรงที่มีรอยช้ำแดงบวม กล่าวโดยสรุป ไท่จี้เย่เพียงาเ็ภายนอกเท่านั้น
ทุกคนจึงโล่งอก แล้วเชิญหมอตรวจชีพจรให้จูจูด้วย
หมอเองยังรู้สึกประหลาดใจ เด็กน้อยผิวขาวนุ่มนิ่มดั่งก้อนแป้ง ดวงตากลมโตใสแจ๋ว มิได้ดูป่วยเลยแม้แต่น้อย
พอได้ยินว่าเด็กคนนี้โง่งมมาสามปี แล้วอยู่ ๆ ก็ฉลาดขึ้น เขาจึงยิ่งสนใจเป็พิเศษ
หลังจากตรวจอาการอย่างละเอียดนานครึ่งชั่วยาม ทั้งยังชวนจูจูพูดคุยสองสามประโยค หมอจึงสรุปว่า
"วางใจได้ คุณหนูคนนี้สบายดี! เพียงแต่ตอนเด็กมีปัญหาสุขภาพ ต่อไปให้นอนหลับพักผ่อนให้มากหน่อยก็พอ"
ทุกคนในครอบครัวไท่ยิ่งดีใจ พากันกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายจ่ายค่าตรวจค่ายาหนึ่งร้อยอีแปะแล้วจึงส่งหมอออกจากบ้าน
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่จัดการก่อไฟให้เตียงเตาแล้วก็วิ่งออกไปช่วยไท่จี้จู่กวาดหิมะที่เหลือในลาน ซ่อมแซมประตูหน้าต่างที่มีลมรั่ว
ไท่จี้เย่ทายาขี้ผึ้งแล้วนั่งเงียบอยู่ที่หัวเตียง ไม่กล้าพูดมาก
จูจูนอนซบอยู่ในอ้อมกอดท่านปู่ เห็นกลุ่มหมอกสีเทาพวยพุ่งเหนือศีรษะของอาสาม ใบหน้าที่มีพวงแก้มอวบเล็ก ๆ ของนางเต็มไปด้วยความกังวลและเป็ห่วงเป็ใย
นางดิ้นลงจากอ้อมกอด คลานต้วมเตี้ยมไปข้างอาสาม แล้วพยายามเป่าลมใส่รอยฟกช้ำสีเขียวคล้ำไม่หยุด
"ฟู่ ฟู่ ท่านอาสามไม่เจ็บ ๆ !"
ไท่จี้เย่ยกหลานสาวตัวนุ่มนิ่มขึ้นอุ้ม รู้สึกลมอุ่นพัดผ่านใบหน้า กลิ่นนมจาง ๆ หอมละมุนวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก ใจอ่อนยวบจนแทบละลาย
เมื่อมองหลานสาวตัวน้อยที่เป่าลมจนแก้มป่อง ท่าทางเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและจริงจัง เขาพลันรู้สึกแสบปลายจมูก น้ำตาไหลลงมา
"จูจูไม่ต้องเป่าแล้ว เดี๋ยวเหนื่อยแย่ อาสามไม่เจ็บแล้ว!"
ท่านผู้เฒ่าทนมองลูกชายในสภาพเช่นนี้ไม่ได้ ยิ่งรู้สึกเ็ปใจมาก สะกดกลั้นอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
"อย่าทำตัวเหมือนสตรี มีอะไรก็พูดมา เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครทำให้เ้าเป็แบบนี้! พ่อเ้ายังไม่ตาย ยังยกมีดได้อยู่!"
ไท่จี้เย่เช็ดน้ำตา อุ้มหลานสาวตัวน้อยอย่างมั่นคง แล้วตอบว่า "ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ทำเื่ไม่ดีจริง ๆ ! ข้าแค่ไปดูความสนุกที่โรงพนันเหมือนที่เคยทำ! ตอนแรกคิดว่าจะช่วยคนอื่นเล่นเพื่อหาเงินนิดหน่อย"
"ผลก็คือ พวกนักเลงในบ่อนพยายามยุให้ข้าเล่นตลอด! พอข้าบอกว่าไม่มีเงิน พวกเขาก็เสนอจะให้ยืมถึงหนึ่งร้อยตำลึงอีก!"
"ข้ารู้สึกไม่ชอบมาพากลเลยหาข้ออ้างวิ่งออกมา แต่พอเดินมาถึงตรอกก็ถูกคลุมกระสอบ แล้วก็ถูกซ้อมอย่างหนัก!"
บิดาผู้ชราขมวดคิ้วแน่น ถามว่า “เ้าหมายความว่า คนที่ทำร้ายเ้าคือพวกในโรงพนัน?”
ไท่จี้เย่พยักหน้า สายตาดุดัน “พวกมันไม่เคยเมตตาใครถึงเพียงนี้ แต่กลับตื๊อให้ข้ายืมเงินไม่หยุด! พอข้าไม่ยอมหลงกลจึงถูกซ้อม!”
“แปลกที่สุดคือข้าไม่เคยทำให้พวกมันขุ่นเคือง ปกติยังพอคบหากันได้ ไม่รู้เหตุใดคราวนี้ถึงได้ลงมือเช่นนี้!”
ผู้เป็บิดาจ้องลูกชายด้วยสายตาดุ ๆ แต่ไม่พูดอะไรอีก
ลูกชายของตัวเองย่อมรู้จักดี ถึงแม้ไท่จี้เย่จะไม่ค่อยมีระเบียบสักเท่าไร แต่ก็มีความฉลาดอยู่บ้าง
เื่นี้เก้าในสิบส่วนคงหนีไม่พ้นฝีมือของพวกนักเลงในโรงพนัน แต่จุดประสงค์ของพวกนั้นคืออะไรกันแน่ ยังต้องพิจารณาให้ดีอีกที!
ตอนนั้นหยางลี่ฮวาต้มโจ๊กเสร็จแล้ว และอุ่นวอโถวที่นำมาจากบ้านให้ร้อน ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกินอาหารกันอย่างเรียบง่ายบนเตียง
หลังอาหาร ท่านผู้เฒ่าบอกว่าจะออกไปเดินเล่นโดยไม่ได้พาใครไปด้วย
จูจูง่วงนอนมาก จึงนอนเป็เพื่อนอาสามที่ป่วยอยู่บนเตียง ไม่นานอากับหลานก็นอนกรนเสียงดังสนั่น
เมื่อจูจูตื่นขึ้น ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลืองอำพันของยามเย็นแล้ว แต่ท่านปู่ก็ยังไม่กลับมา
ไท่จี้จู่ไม่วางใจจึงออกไปตามหาคน
หยางลี่ฮวาวุ่นอยู่กับการจัดการเสื้อกางเกงสกปรกของน้องชายสามี ส่วนไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ก็พากันหลอกล่อจูจูให้ออกไปเล่นในลานบ้าน
จูจูหดตัวอยู่ในเสื้อกั๊กขนกระต่าย ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยท่าทีต่อต้าน
ข้างนอกมืดมากนะ!
จะมีปีศาจมากินเด็กไหม?
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ได้ยินว่าน้องสาวกลัวความมืด พวกเขาจึงหาถังเหล็กที่มีขอบแตกตรงข้างกำแพง แล้วทำฝาถังน้ำแข็งสี่ห้าอัน จากนั้นก็นำไปวางบนโม่หินและกำแพงรอบลานบ้าน
คบเพลิงที่ใช้จุดไฟในห้องครัวถูกพวกเขาแอบเอาออกมา จุดไฟแล้วโยนเข้าไปในถัง ทำให้ถังน้ำแข็งธรรมดากลายเป็โคมไฟน้ำแข็งสีส้มเหลือง
ในความมืดของราตรี เพราะมีโคมไฟเหล่านี้ ทำให้ลานบ้านเก่า ๆ ดูงดงามขึ้นหลายส่วน
จูจูตบมือน้อย ๆ อวบ ๆ ของตน วิ่งตามหลังพี่ชายทั้งสองะโโลดเต้นอย่างมีความสุข ดูเหมือนกระต่ายตัวอ้วนกลมกลิ้ง
ไท่จี้เย่ออกมาทำธุระส่วนตัว เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดอยากเล่นสนุกขึ้นมา เขาจึงช่วยทำโคมไฟเพิ่มอีกห้าหกอัน
ครึ่งชั่วยามต่อมา ในสวนเล็ก ๆ งดงามและอบอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าไม้คบไฟนั้นลุกไหม้เร็วจึงต้องเติมไม้ใหม่เข้าไปในโคมไฟน้ำแข็งบ่อย ๆ
ไท่จี้เย่แบกหลานสาวตัวน้อยไว้บนบ่า น่าเสียดายที่ขาที่าเ็ของเขาทนรับน้ำหนักได้ไม่นาน
ดังนั้นไท่หย่งลู่กับไท่หย่งเยว่จึงประสานมือกันเป็เก้าอี้หาม แล้วอุ้มน้องสาวไปจุดไฟโคม
มือเล็ก ๆ ขาวอวบของจูจูไม่ค่อยฟังคำสั่ง ก้านไม้เล็ก ๆ ที่จุดไฟแล้วมักจะตกหล่น ทำให้ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ต้องะโเหยงและร้องะโ ส่วนไท่จี้เย่ก็หัวเราะตาม ทำให้บรรยากาศยิ่งครึกครื้นมากขึ้น
ท่านผู้เฒ่าไท่และไท่จี้จู่กลับมาในเวลานั้นพอดี ได้ยินเสียงจากระยะไกล ไท่จี้จู่ก็หัวเราะพูดว่า "ต้องเป็น้องสามกำลังพาเด็ก ๆ เล่นแน่ พวกเด็ก ๆ ชอบเขามากที่สุด"
ชายชราแค่นหัวเราะอย่างเ็า "เ้านั่นไม่ยอมโตสักที ถ้าฉลาดขึ้นอีกหน่อยก็คงไม่ต้องให้ทางบ้านเป็ห่วงแบบนี้"
ไท่จี้จู่หัวเราะเซ่อ ๆ แก้ตัวให้น้องชายสักประโยค "น้องสามเป็คนฉลาด ในอนาคตเขาไม่ทำผิดพลาดแน่นอน"
ขณะที่พ่อลูกคุยกันอยู่นั้น เมื่อเดินมาถึงประตูก็เกิดชนกับกลุ่มคนเข้าพอดี