จิ่งเยี่ยนกุยเห็นสีหน้าของเจียงอี่โหลวก็รู้สึกขำอยู่ในใจ ก่อนจะพูดต่อไปว่า “และระหว่างนั้น หนูจะไม่เพิ่มภาระให้พวกคุณอีก หนูจะหาทางจัดการเรื่องทางฝั่งบ้านตระกูลจิ่งเอง และหนูก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ จะไม่ถือว่าตัวเองเป็นคู่หมายของฟางเสียนจือเพื่อมาเรียกร้องอะไรจากตระกูลฟางค่ะ”
“เรื่องพวกนี้ หนูขอพูดให้ชัดเจนก่อน เพื่อจะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิดที่ไม่จำเป็นในภายหลัง คุณป้าคอยจับตาดูหนูได้เลยค่ะ”
วันนี้เจียงอี่โหลวรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเพราะเรื่องที่ฟางเสียนจือจะต้องแต่งงานกับจิ่งเยี่ยนกุย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเธอก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เผลอมองเข้าไปในดวงตาของเธอโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาของเด็กสาวนั้นช่างใสกระจ่างเป็นประกาย แฝงไปด้วยความดื้อรั้นเล็กน้อย
หัวใจของเจียงอี่โหลวรู้สึกสะเทือนอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย จึงถามจิ่งเยี่ยนกุยว่า “ฟังจากคำพูดของหนูเมื่อกี้แล้ว เหมือนกับว่าถ้าคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเสียนจือ หนูก็จะไม่แต่งงานกับเขา แล้วในใจของหนูคิดว่าต้องทำถึงขั้นไหนถึงจะคู่ควรกับเสียนจือล่ะ?”
คำถามของเธอค่อนข้างถากถาง แถมยังบิดเบือนคำพูดเมื่อครู่ของจิ่งเยี่ยนกุยไปบ้าง
จิ่งเยี่ยนกุยเข้าใจแผนการเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจของเธอ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคำถามของตัวเองผิดตรงไหน จึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “อย่างน้อยหนูต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ สะสมความมั่งคั่งได้ในระดับหนึ่ง ต้องรักษาจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาไว้เสมอ และต้องยืนอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างสง่างามค่ะ”
คำพูดเหล่านี้ฟังดูง่าย แต่ที่จริงแล้วการทำให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก ในหมู่บ้านแห่งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากฟางเสียนจือแล้ว ก็ไม่มีใครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกเลย แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่สูงมาก ในเวลาเดียวกันก็ยังแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอีกด้วย
ส่วนเรื่องความมั่งคั่งนั้น ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยแทบไม่มีอะไรติดตัวเลย แถมสถานการณ์ของทางบ้านตระกูลจิ่งก็เป็นเช่นนั้น การที่เธอจะทำอะไรให้สำเร็จจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกิน
ด้วยจิตใจอันมืดดำของจิ่งเจี้ยนกั๋วและหลิวชุนฮวาที่คิดร้ายแบบนั้น จิ่งเยี่ยนกุยที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายปี จิตใจคงบิดเบี้ยวได้ง่าย การที่จะคงจิตใจที่เมตตาแบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
สิ่งที่ทำให้เจียงอี่โหลวประหลาดใจจริงๆ คือ จิ่งเยี่ยนกุยมีความเข้าใจตัวเองชัดเจนมาก ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะทำตามที่พูดได้หรือไม่ การที่เธอกล้าพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
สายตาของเจียงอี่โหลวเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง สุดท้ายก็พูดขึ้นว่า “หนูจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้าใช่ไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า เจียงอี่โหลวจึงพูดเสียงเรียบ “ถ้าหนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ในปีหน้า ฉันจะไม่ให้เสียนจือรอหนูแล้วนะ ฉันจะให้เวลาหนึ่งปีพิสูจน์คำมั่นสัญญาที่พูดกับฉัน นี่คงไม่มากเกินไปใช่ไหม?”
ความหมายของเธอชัดเจนมาก เธอไม่เชื่อในสิ่งที่จิ่งเยี่ยนกุยพูด หากอยากให้เธอเชื่อ จิ่งเยี่ยนกุยต้องสอบเข้าให้ได้ในปีหน้า ไม่เช่นนั้นการแต่งงานของจิ่งเยี่ยนกุยและฟางเสียนจือก็ต้องเป็นอันยกเลิกไป
ในยุคสมัยนี้ อย่างไรการหมั้นหมายแล้วยกเลิกในภายหลังก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อฝ่ายชายมากนัก แต่จะเป็นฝ่ายหญิงที่ง่ายต่อการถูกนินทา
จิ่งเยี่ยนกุยยกยิ้มแล้วมองเจียงอี่โหลว “ตกลงค่ะ เรื่องนี้คุณป้าเจียงคงกังวลว่าพูดปากเปล่าจะไม่มีหลักฐาน งั้นรอให้หนูอาการดีขึ้นมากกว่านี้ก่อน พวกเราค่อยทำหนังสือสัญญาเป็นหลักฐานกันนะคะ!”
เดิมทีเจียงอี่โหลวตั้งใจว่าจะให้เธอรับปากแล้วบีบให้ทำหนังสือสัญญา ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง แต่ไม่คิดว่าเธอจะเป็นฝ่ายเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเอง เจียงอี่โหลวจึงประหลาดใจเล็กน้อย
เจียงอี่โหลวมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ถึงแม้เด็กสาวตรงหน้าจะมีผ้าพันแผลพันอยู่รอบหัว อีกทั้งใบหน้ายังมีรอยเลือดเปรอะเปื้อน รูปร่างหน้าตาที่เคยงดงามเหลืออยู่ไม่ถึงสามส่วน แต่ดวงตากลับใสกระจ่าง หลังยังคงเหยียดตรง ไม่มีความหวาดกลัวหรือความกังวลต่ออนาคตเลยแม้แต่น้อย
ความรังเกียจที่เจียงอี่โหลวมีต่อจิ่งเยี่ยนกุยเพราะเรื่องในวันนี้เลือนหายไปทันใด กลับกลายเป็นความชื่นชมขึ้นมาสามส่วน เธอจึงยกยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า “ดีมาก เรื่องนี้ก็ถือว่าตกลงกันตามนี้”
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า เจียงอี่โหลวจึงหันหลังไปขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านตระกูลฟาง
หยางหว่านซิ่วที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนมาตั้งแต่ต้นไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจกลับตกใจอยู่ลึกๆ จิ่งเยี่ยนกุยที่อยู่ในความทรงจำของเธอมีแต่จะตามใจคนอื่นตลอด แต่จิ่งเยี่ยนกุยในวันนี้ดูเหมือนจะแตกต่างจากเมื่อก่อน
เธอจึงพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “เยี่ยนกุย เรื่องวันนี้…”
“คุณย่า” จิ่งเยี่ยนกุยพูดขัดจังหวะขึ้น “ความจริงแล้วเงื่อนไขของหนูน้อยมาก หนูแค่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป พ่อแม่ของหนูอยากให้หนูตายไปเสียด้วยซ้ำ หลังจากที่เกิดเรื่องวันนี้ หนูก็ไม่กล้าเชื่อใจพวกเขาอีกแล้วค่ะ”
หยางหว่านซิ่วอยากจะพูดปลอบหลาน แต่กลับไม่รู้จะเริ่มปลอบจากตรงไหน เพราะวันนี้จิ่งเยี่ยนกุยเกือบจะตายจริงๆ จึงทำได้แต่ถอนหายใจยาวๆ แล้วประคองจิ่งเยี่ยนกุยกลับไปยังบ้านเก่าเพื่อให้เด็กสาวได้พักผ่อนก่อน
จิ่งเยี่ยนกุยบาดเจ็บไม่น้อยเป็นทุนเดิม พอตอนนี้สะสางเรื่องต่างๆ เสร็จ ลมหายใจที่เธอฮึดไว้พลันผ่อนคลายลง ทั้งร่างจึงโงนเงนแทบยืนไม่อยู่
หยางหว่านซิ่วรู้สึกสงสารจนใจแทบขาด เมื่อประคองหลานเข้าไปแล้วก็รินน้ำให้เธอดื่ม จิ่งเยี่ยนกุยแอบเติมน้ำจากลำธารในมิติลงไปเล็กน้อย ในระหว่างที่หยางหว่านซิ่วไม่ทันรู้ตัวแล้วดื่มลงไปหนึ่งอึก ร่างกายก็รู้สึกดีขึ้นมาก
เพียงแต่ครั้งนี้ทุกคนต่างรู้ว่าเธอได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อให้เธออยากรักษาตัวเองก็ไม่กล้ารักษาจนมากเกินไปนัก เพราะบาดแผลหายเร็วเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ เธอจึงไม่กล้าเข้าไปในมิติเหมือนทุกครั้ง อีกทั้งยังต้องควบคุมปริมาณการดื่มน้ำจากลำธารในมิติด้วย
ในขณะที่จิ่งเยี่ยนกุยนอนพักผ่อนอยู่ ทางบ้านตระกูลจิ่งกลับไม่ได้สงบสุขเลย
หลังจากหลิวชุนฮวากลับมาถึงบ้านก็เอาแต่บ่นปนด่าไม่หยุด หล่อนเป็นคนยุให้จิ่งเจี้ยนกั๋วไปสั่งสอนจิ่งเยี่ยนกุย แต่พอเรื่องมันบานปลายกลับโยนความผิดทั้งหมดให้สามี
หล่อนแทบจะชี้หน้าด่าจิ่งเจี้ยนกั๋วด้วยซ้ำ “คุณมันโง่ แค่ให้ไปสั่งสอนจิ่งเยี่ยนกุยให้รู้สำนึก คุณกลับลงไม้ลงมือหนักขนาดนั้น! ตอนนี้เป็นไงล่ะ คนทั้งหมู่บ้านคงพากันนินทาลับหลังว่าฉันเป็นคนใจเหี้ยมแน่ๆ!”
“แล้วอีกอย่าง จิ่งเยี่ยนกุยก็แยกบ้านออกไปแล้ว งานในบ้านต่อไปใครจะทำ? จิ่งเจี้ยนกั๋ว ตอนที่เราแต่งงานกัน คุณเคยสัญญาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะไม่ให้ฉันทำงานไร่นา ถ้าคิดจะผิดคำพูด คุณก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย!”
จิ่งเจี้ยนกั๋วถูกด่าจนไม่กล้าโต้ตอบอะไร แต่หลิวชุนฮวาที่ยังไม่คลายโทสะยังด่าทอต่อไปว่า “วันนี้คุณเห็นท่าทีของตระกูลฟางแล้วใช่ไหม! เจียงอี่โหลวหญิงแพศยานั่นแทบจะเหยียบหัวฉันอยู่แล้ว คุณก็เอาแต่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ไม่พูดอะไรสักคำ ผู้ชายคนไหนจะไร้ประโยชน์เหมือนคุณบ้าง! ฉันแต่งงานกับคุณแล้วเหมือนซวยไปแปดชาติจริงๆ!”
จิ่งเจี้ยนกั๋วทนไม่ไหวจึงแก้ต่างให้ตัวเองไปหนึ่งประโยค “พวกผู้หญิงทะเลาะกัน ฉันเป็นผู้ชายจะไปยุ่งก็คงไม่เหมาะ”
เขาไม่พูดก็ยังดีอยู่หรอก พอพูดขึ้นมาหลิวชุนฮวาก็แทบระเบิดอารมณ์ออกมาทันที “คุณคิดว่าฉันอยากทะเลาะกับเจียงอี่โหลวหญิงแพศยานั่นนักเหรอ? ที่ฉันต้องทะเลาะกับหล่อนก็เพราะคุณทั้งนั้นแหละ!”
จิ่งเจี้ยนกั๋วไม่กล้าพูดอะไรอีก ส่วนหลิวชุนฮวาก็โกรธจนแทบลุกเป็นไฟ “ทำไมฉันถึงได้ซวยมาเจอผู้ชายที่ไร้ประโยชน์แบบคุณกันนะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ยังทำไม่ได้ แถมจิ่งเยี่ยนกุยนังสารเลวนั่น ยังกล้าไปเกาะแกะตระกูลฟาง ไหนจะกล้าแยกบ้านกับฉันอีก!”
“นิสัยปอดแหกแบบมัน คู่ควรกับฟางเสียนจือตรงไหน นังเจียงอี่โหลวหญิงบ้านั่นก็เหมือนกัน นึกไม่ถึงว่าจะยอมให้ฟางเสียนจือแต่งงานกับมัน! ทั้งๆ ที่ปกติเจียงอี่โหลวก็ดูเหมือนจะฉลาด แต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้โง่ขนาดนี้!”