“ได้ เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ผู้ใดกลับคำผู้นั้นเป็หมา” จะเดิมพันหรือไม่เฉียวซีก็กุมชัยชนะไว้ในมืออยู่แล้ว เพื่อให้มีความชอบธรรมในการขึ้นเขานางจึงตอบรับการเดิมพันในครั้งนี้เป็ที่เรียบร้อย
ดังคำกล่าวที่ว่าอยู่ใกล้ทะเลก็หากินกับทะเลอยู่ใกลู้เาก็หากินกับูเาเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีสมบัติอยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่อาจไขว่คว้ามาไว้ได้จะไม่ให้รู้สึกแย่ได้อย่างไร
พวกเขาไม่เข้าใจไม่ได้แปลว่านางจะไม่เข้าใจเช่นกันแต่ไม่ใช่ว่าความคิดของพี่ใหญ่จะผิด เขาแค่กลัวการสูญเสียกลัวจะไม่มีหน้าไปพบพ่อและแม่ เื่เหล่านี้นางพอจะเข้าใจได้แต่ก็ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้เช่นกัน นางต้องพยายามต่อสู้เพื่อ่ชิงมันมา
“เ้านี่นะ ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเ้าแล้วจริงๆ หลังจากที่ท่านพ่อกับท่านแม่จากไปเ้าเปลี่ยนมากเลย” ก่อนหน้านี้น้องรองเป็คนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยสถานที่ที่ชอบไปที่สุดคือห้องหนังสือของพ่อ ไม่เคยคิดเลยว่าน้องรองจะเปลี่ยนไปเป็จอมเผด็จการเยี่ยงนี้
“จะไม่เปลี่ยนได้อย่างไรกัน ไม่มีท่านพ่อกับท่านแม่แล้วผู้ที่พวกเราสามารถพึ่งพาได้ก็มีเพียงแค่ตนเองเท่านั้น”การพึ่งคนอื่นสู้พึ่งตัวเองไม่ได้หรอกหากยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองจะไปกังวลเื่การใช้ชีวิตไปทำไม
“...” เื่นี้เขาเข้าใจดี น้องสาวผู้ไร้ซึ่งความกังวลได้หายไปและถูกแทนที่ด้วยน้องสาวผู้มุ่งมั่นพยายามพลิกชะตาชีวิตเสียแล้ว
“ผู้ที่สามารถช่วยเราได้ก็มีน้อยจนไม่อาจช่วยอะไรได้ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ดีมีสุขเท่าไรนัก ดังนั้นจะหวังพึ่งผู้อื่นได้อย่างไร”
“มาพยายามด้วยกันเถอะ” จะพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ลงมือปฏิบัติให้เป็รูปธรรมเลยจะดีกว่า
“พยายามไปด้วยกันนะ”
“ข้าก็ด้วย ๆ” เฉียวไป่ไม่ยอมแพ้ พยายามแสดงตัวอย่างเต็มที่
“งานของเ้าก็ไม่ได้สบายๆ เช่นกันนะ หลังปีใหม่เ้าก็จะอายุ 6 ขวบแล้วรอให้ที่บ้านมีเงินเสียก่อนประเดี๋ยวจะส่งเ้าเข้าไปเรียนที่สำนักศึกษานะ”ในฐานะคนที่มีการศึกษาสูง ความรู้เป็สิ่งสำคัญมากและเมื่อมีความรู้ก็สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ตลอดชีวิต
“ข้าก็ไปหรือ ให้พี่ใหญ่ไปก็ดีอยู่แล้ว ส่วนข้าจะอยู่บ้านช่วยท่านเอง”แม้ว่าเขาจะตัวเล็ก แต่ก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ตนพอจะมีกำลังทำได้ เดิมการเรียนหนังสือก็เป็เื่ที่ฟุ่มเฟือยเป็อย่างยิ่งถ้าเขาและใหญ่ไปสำนักศึกษาทั้งคู่ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรกัน ไม่ ไม่ไป
“เ้าโง่ ข้าไม่ได้บอกว่าจะส่งเ้าไปเดี๋ยวนี้สักหน่อยจะส่งไปก็ต้องรอให้ครอบครัวของเรามีเงินเหลือใช้เสียก่อน” ด้วยความสามารถของนางนางสามารถทำให้มีเงินเหลือใช้ได้อย่างรวดเร็วแต่หากเอ่ยออกมาพวกเขาก็อาจจะไม่เชื่อ สู้ไม่พูดอะไร แต่แสดงให้เห็นเลยจะดีกว่า
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าฟังคำท่าน” เฉียวไป่โน้มตัวไปข้างตัวของเฉียวซีทั้งเชื่อฟังทั้งรู้ความ
บทสนทนาของพวกเขาสามพี่น้องเข้ามาในหูของอาไหลทุกคำโดยไม่ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียวได้ฟังเื่ที่พวกเขาพยายามทุ่มเทเพื่อกันและกันเช่นนี้เมื่อกลับมาคิดเื่ของตนอีกครั้ง มุมปากก็ยกยิ้มอย่างประชดประชัน
การได้มาอยู่ร่วมกันสองสามวันนี้ทำให้นางรู้สึกสบายใจอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ทั้งยังรู้สึกสงบอย่างไม่เคยเป็มาก่อนด้วยลืมเื่ความทุกข์ใจและความเกลียดชังไปจนหมดสิ้น ที่นี่ช่างสุขใจเสียจริง
นอกจากนี้นางก็ดูออกว่า ในครอบครัวนี้แม้เฉียวซงจะเป็พี่ชายใหญ่แต่กลับฟังคำน้องสาวมากๆ เื่ต่างๆ ในบ้านไม่ว่าเื่เล็กหรือเื่ใหญ่เฉียวซีล้วนเป็ผู้รับผิดชอบทั้งสิ้นส่วนเฉียวไป่ผู้อายุน้อยที่สุด ก็เป็ผู้ที่ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ น่าใมากทีเดียวหากต้องกล่าวถึงผู้ที่เก่งกาจที่สุดก็ต้องกล่าวถึงเฉียวซีสติปัญญาและความสามารถของนาง ไม่เหมือนเด็ก 8 ขวบเลยแม้แต่น้อย ทั้งสุขุมเยือกเย็นพฤติกรรมทุกอย่างก็เหมือนกับผู้ใหญ่ไม่มีผิด ไม่เหมือนหญิงสาวชาวบ้านเลยสักนิด
พิษในร่างกายของนางถูกขจัดออกจนหมดแล้วเพียงแต่อาการาเ็บนร่างกายของนางยังไม่หายดี กระนั้นนางก็ดีขึ้นแล้วระดับหนึ่งหากนางจะจากไปตอนนี้ก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้แต่นางยังอาลัยอาวรณ์ความสงบสุขและความดีงามของที่แห่งนี้ จนตัดใจจากไปไม่ลง
สายตามองผ่านหน้าต่างไปยังทิศทางของตำหนักร้อยบุปผาความแค้นนี้นางจำเป็ต้องชําระสะสางรอให้จัดการปัญหาของตำหนักร้อยบุปผาเรียบร้อยแล้วอาจจะมีชีวิตที่แตกต่างออกไปจากเด็กสาวตัวเล็กๆ คนนี้ก็เป็ได้
หันหน้ากลับมา หลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ และพ่นลมหายใจออกมาเมื่อนึกถึงชีวิตในวันข้างหน้าทั้งร่างกายและจิตใจต่างผ่อนคลายลงอย่างห้ามไว้ไม่ไหวไม่จำเป็ต้องเตรียมป้องกันตัวเองจากสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ทุกวันและสามารถใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไปเรื่อยๆ ได้อีกด้วย
ทิ้งจดหมายไว้ 1 ฉบับ และอาไหลก็จากบ้านของครอบครัวเฉียวไปเงียบๆ โดยไม่ได้รบกวนผู้ใดเมื่อมาเงียบๆ ก็จากไปเงียบๆ เช่นกัน
เฉียวซีกลับมาถึงห้อง เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนเตียงนางเดินเข้าไปใกล้และหยิบมันขึ้นมา ข้างบนเขียนไว้แค่คำว่า “ข้าไปแล้วนะ”เพียงเท่านั้น
เดิมทีก็เป็คนที่ไม่มีความสำคัญคนหนึ่งนางฉีกกระดาษที่หยิบขึ้นมาในมือเป็ชิ้นๆ แล้วปล่อยให้มันร่วงหล่นลงบนพื้นราวกับเกล็ดหิมะ
ถอดเสื้อผ้าแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง
ยามนี้ในหัวของนางเต็มไปด้วยคำถามว่าจะร่ำรวยขึ้นได้อย่างไรตอนนี้นางไม่อาจขึ้นเขาโดยพลการได้และนางก็ไม่อาจเร่งผักในแปลงให้งอกงามสมบูรณ์ได้เช่นกันแม้ว่าถั่วงอกจะเป็รายได้ใหม่ แม้จะมีพลังวิเศษคอยช่วยนางก็ไม่อาจทำให้มันงอกขึ้นมาในวันเดียวได้ หากใช้สะเปะสะปะเกินไปพี่ชายใหญ่กับน้องชายคนเล็กอาจจะสงสัยเอาได้หากพวกเขาถามหาความจริงเข้า นางจะบอกหรือไม่บอกอย่างไรเสียเื่เช่นนี้ก็เป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อเกินไปในตอนแรกแม้แต่ตัวนางเองยังใจนต้องวิ่งหนีไปยิ่งไปกว่านั้นเป็ไปได้ว่าพี่ชายใหญ่และน้องชายคนเล็กผู้เกิดและเติบโตในที่แห่งนี้จะคิดว่านางเป็ปีศาจ
ดังนั้นไม่ว่าเื่ใดจะทำมันมากเกินไปย่อมไม่ได้หากพอเหมาะพอควรแล้วก็จงหยุดแต่เพียงเท่านั้น แค่พอเหมาะพอดีก็พอแล้ว
คิดไปคิดมาก็เผลอหลับไปทั้งอย่างนั้นเมื่อรู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าก็ใกล้จะสว่างเสียแล้ว วันนี้ยังคงเป็วันที่ดวงอาทิตย์สว่างสดใสอีกวันหนึ่ง
เมื่อคืนนางคิดอยู่นานมากแต่ก็คิดวิธีแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ออก 3เดือนกับเงิน 10 ตำลึงเชียวนะ เมื่อวานนี้ตกปากรับคำอย่างกล้าหาญตอนนี้กลับรู้สึกลำบากใจเสียแล้วเดิมทีการจะหาเงินในฤดูหนาวก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลยสักนิด โอ๊ย… กลุ้มใจ…กลุ้มใจจังเลย...
“น้องรอง ข้าวเช้าเสร็จแล้ว เ้ามายกไปให้อาไหลเถอะ”เฉียวซงผู้ยืนอยู่ที่ประตูครัวเอ่ยขึ้นเมื่อมองเห็นน้องสาวยืนอยู่ที่ประตูห้อง
“ไม่ต้องหรอกพี่ใหญ่ นางไปแล้ว”
“ไปแล้วหรือ เฮ้อ ไปแล้วก็ดี” พวกเขาแค่ทำเป็ว่าคนคนนี้ไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อนก็พอ“เช่นนั้นยังไม่รีบมากินมื้อเช้าอีกหรือ” ร้องเรียกน้องรองผู้ยังสะลึมสะลืออย่างเห็นได้ชัดสักเล็กน้อย
“ประเดี๋ยวจะไปแล้ว” เฉียวซีส่ายหน้าและเข้าไปในครัวเพื่อทานอาหารเช้า
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเฉียวซีก็โน้มตัวไปข้างหน้าเฉียวซง และเขย่าแขนพี่ชายของตนด้วยท่าทางประจบประแจงพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “พี่ใหญ่ ข้าขอปรึกษาอะไรท่านสักเื่สิ”
เมื่อมองไปที่น้องสาวผู้กำลังยิ้มแฉ่งเฉียวซงก็รู้ว่าน้องสาวต้องรู้สึกร้อนใจเป็แน่ “เื่ขึ้นเขาเ้าอย่าได้คิดเชียวไว้เ้าชนะเมื่อไหร่ เ้าถึงจะไปได้”
เฉียวซีคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะทายถูกทั้งที่นางยังไม่พูดอะไรเลยนางรู้สึกผิดหวัง จึงทำหน้ามุ่ยอย่างน่าสงสารและมองไปที่เฉียวซงหวังว่าจะทำให้เขาเห็นใจและยอมสักครั้ง
“อย่ามองข้าด้วยท่าทางเช่นนี้นะ ข้าไม่มีทางใจอ่อนเป็อันขาดไม่ได้ก็คือไม่ได้ ข้าจะไปคัดลอกหนังสือแล้ว หากเ้าไม่มีอะไรทำก็ไปวิ่งเล่นเสีย”เฉียวซงแสร้งทำเป็ไม่เห็นและไม่ยอมใจอ่อนให้
เฉียวซีเบะปากมองแผ่นหลังพี่ชายที่เดินจากไป
ใจร้าย ใจร้ายเกินไปแล้ว เชอะ ถึงไม่ตอบรับนางก็คิดหาวิธีได้
หันหน้ากลับไปหยิบกะละมังและเสื้อผ้าสกปรกไปซักที่แม่น้ำ
แม่น้ำสายนี้เป็ลำน้ำสาขาที่ไหลผ่านหมู่บ้านหลายแห่งและหมู่บ้านเฉียวของพวกเขาก็เป็หนึ่งในนั้นด้วย
ในฤดูหนาวคนที่ออกมาซักผ้ามีน้อยมาก จึงแทบจะไม่เห็นใครที่ริมฝั่งแม่น้ำเลยเฉียวซีกวาดสายตามองไป มีผู้หญิงในหมู่บ้านเพียงสองสามคนกำลังซักผ้าอยู่ที่นั่น
ครอบครัวของนางย้ายเข้ามาจากถิ่นอื่นและพวกเขาแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านเลยในเวลานั้นคนที่นี่ต่อต้านคนต่างถิ่นมากทั้งยังไม่เต็มใจต้อนรับผู้ที่ย้ายเข้ามาจากถิ่นอื่น ด้วยเหตุนี้บ้านของพวกนางจึงถูกสร้างขึ้นห่างจากตัวหมู่บ้านมากกระทั่งพ่อของนางสอบซิ่วไฉได้ ความสัมพันธ์ของพวกนางกับคนในหมู่บ้านจึงค่อยๆ ดีขึ้น
วางกะละมังไม้ลง แล้วเฉียวซีก็เริ่มซักผ้าอย่างตั้งใจ ซักผ้าไปพลางฮัมเพลงเบาๆ ไปพลาง
ปลาในน้ำดูจะถูกเสียงเพลงของนางดึงดูดเข้าเสียแล้ว พวกมันต่างว่ายไปมาอย่างเบิกบานอยู่ในน้ำ
เมื่อเฉียวซีเห็นปลาในแม่น้ำ รอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเหตุไฉนนางจึงลืมพวกมันไปเสียแล้ว ช่างโง่เง่าเสียจริง