คำถามของจ้าวลู่ฉือ ทำให้ตู้เหลียนใบหน้าหมองเศร้าลง นางยังไม่ได้บอกเื่ที่เกิดขึ้นให้บิดาได้รู้ นับั้แ่ออกเรือนก็ไม่เคยได้รับข่าวจากผู้เป็บิดามารดาอีกเลย แม้จะส่งจดหมายไปขอขมาหลายครั้งแล้วก็ตาม
“ยังเ้าค่ะ ท่านพ่อไม่ตอบจดหมายข้าเลยสักครั้ง” นางเอ่ยเสียงเบาราวกับยุงบินผ่านออกมา
“เ้าอย่าได้กังวล ท่านอาจารย์ตู้มิได้โกรธเคืองเ้าแล้ว”
“ท่านรู้ได้อย่างไรเ้าคะ” ตู้เหลียนเงยหน้าขึ้นมองจ้าวลู่ฉืออย่างสงสัย
“ข้าหาเวลาแวะไปดูพวกท่านเสมอ เ้าควรจะเขียนจดหมายส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวพวกท่านเสียหน่อย”
“ขอบคุณท่านเ้าค่ะ” นางมองเขาอย่างซาบซึ้งใจ
หรูอวี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักล้วนได้ยินทุกสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกัน หากมารดานางจะเปิดใจให้ท่านแม่ทัพจ้าวอีกครั้ง นางก็ไม่ขัดข้องด้วยเขาดูจะปักใจกับมารดาของนางไม่น้อย ถึงขั้นยังมิได้แต่งฮูหยินเข้าจวน
“เอ่อ...ข้าเสียมารยาทแล้ว นี่บุตรสาวของข้าหรูอวี้ ส่วนนั้นบุตรชายข้าอาหยวนเ้าค่ะ” ตู้เหลียนเห็นสายตาของจ้าวลู่ฉือที่มองไปทางหรูอวี้หลายหนจึงได้เอ่ยแนะนำนางขึ้นมา
“คารวะท่านแม่ทัพจ้าวเ้าค่ะ” นางย่อกายเล็กน้อย
“อืม ไม่ต้องมากพิธี ข้าก็เหมือนกับพี่ชายของแม่เ้า เรียกข้าท่านลุงเถิด”
หรูอวี้ช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างข้องใจ ไม่ใช่อยากจะมาเป็บิดาของนางหรอกรึ จ้าวลู่ฉือเหมือนจะเข้าใจในแววตาของนาง เขาถลึงตามองนางเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวไปดูว่าเ้าหน้าที่ตรวจค้นรถม้าเรียบร้อยแล้วหรือยัง
“ท่านแม่ หากท่านแม่ทัพมาสู่ขอท่าน ท่านจะแต่งให้เขาหรือไม่เ้าคะ” หรูอวี้กระซิบถามผู้เป็มารดา
“อวี้เออร์!!! อย่าได้พูดเช่นนี้อีก แม่กับท่านแม่ทัพเ้าเปรียบเสมือนพี่น้องกัน หากผู้ใดได้ยินในสิ่งที่เ้าพูด แม่คงไม่พ้นคำครหาไปได้” นางตำหนิบุตรสาวอย่างจริงจัง
“เ้าค่ะ ต่อไปข้าไม่พูดแล้ว” นางยู่ปากเล็กน้อย จากสายตาก็เห็นอยู่ว่าเขาห่วงใยมารดาของนางไม่น้อย มารดาของนางจะมองไม่เห็นเลยหรืออย่างไร
ตู้หยวน (หรูอวี้กับพี่ชายได้เปลี่ยนแซ่เรียบร้อยแล้ว) มาแจ้งให้ผู้เป็มารดาและน้องสาวกลับขึ้นรถม้าได้แล้ว หลังจากที่การตรวจค้นเสร็จสิ้นลง
“อาอวี้” เสียงบุรุษะโเรียกหรูอวี้มาแต่ไกล จนนางต้องชะงักฝ่าเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าแล้วหันไปมอง
“ผู้ใด” นางเอ่ยถามพี่ชายที่อยู่ใกล้นางที่สุด
“อวี้เออร์ เ้าจำคุณชายกงมิได้รึ” ตู้หยวนร้องถามนางอย่างไม่อยากเชื่อ
“อ้อ...ข้าจำไม่ได้เ้าค่ะ” หรูอวี้หันไปมองอีกครั้ง นางอยากจะรู้ว่าเขามาพบนางด้วยเื่อันใด
กงจวิ้นเพิ่งเดินทางกลับมาจากนอกเมือง เขาเห็นหรูอวี้กำลังขึ้นรถม้าออกจากเมืองจึงร้องเรียกนางไว้
“เ้าจะไปที่ใด” เขาเอ่ยถามอย่างสงสัย แม้แต่ออกมาเที่ยวเล่นนอกจวน น้อยครั้งนักที่เขาจะได้พบนาง
“เื่ของข้า” นางเอ่ยเสียงเย็นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ คิดว่าจะพูดเื่อันใดกับนางเสียอีก
“เอ่อ...” เขาตกตะลึงถึงกับพูดไม่ออก
ด้วยนางไม่เคยพูดจาแข็งกร้าวเช่นนี้กับเขา แม้นางจะหลีกเลี่ยงเขาอยู่บ่อยครั้ง
“มีเื่อันใดอีกหรือไม่” นางปรายตามองเขาอย่างดูแคลน
“เหตุใดถึงเอ่ยตัดรอนข้าเช่นนี้เล่า” เขาเอ่ยออกมาอย่างเศร้าใจ
“ไร้สาระ” นางพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะขึ้นรถม้าไปโดยไม่สนใจกงจวิ้นอีกเลย
กงจวิ้นได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออย่างไม่รู้จะทำเช่นไร เขาเสียหน้าไม่น้อยที่นางมิสนใจเขาเช่นนี้ จ้าวลู่ฉือที่ได้ยินประโยคสนทนาของทั้งสองคนได้แต่ขมวดคิ้วของมึนงง คำว่าไร้สาระของนาง หมายความเช่นใดกันแน่
“คุณชายกง ข้าขอตัวก่อน” ตู้หยวนเอ่ยลาเพื่อให้เขาหลีกทางให้รถม้าเคลื่อนตัวเสียที
“คุณชายเซี่ย ไม่ทราบว่าพวกท่านจะไปที่ใด” เขาเห็นรถม้าอีกคันบรรจุข้าวของไม่น้อยจึงได้เอ่ยถาม
“ตอนนี้ข้ามิใช่คนตระกูลแซ่แล้ว” พูดเพียงเท่านี้หวังว่าเขาจะเข้าใจ
จ้าวลู่ฉือร้องสั่งให้ขบวนเดินทางออกเดินทางทันที กงจวิ้นยังไม่เข้าใจเื่ที่เกิดขึ้น ตัวเขาไม่อยู่ในเมืองหลวงเพียงไม่กี่วัน ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดบ้าง
ขบวนเดินทางเริ่มเคลื่อนออกจากเมืองหลวง จ้าวลู่ฉือก็ขี่ม้าเข้ามาใกล้รถม้าของตู้เหลียน
“อาเหลียน ข้าจะหยุดพักที่โรงเตี๊ยมนอกเมืองเสียก่อน เพื่อเ้าจะได้เขียนจดหมายส่งไปให้ท่านอาจารย์ได้รู้ข่าว”
หรูอวี้มองมารดาอย่างหยอกล้อ ถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะบอกว่าแม่ทัพจ้าวคิดกับมารดานางเพียงแค่น้องสาวอีกรึ
“ขอบคุณท่านเ้าค่ะ” ตู้เหลียนถลึงตามองบุตรสาว ทั้งกล่าวขอบคุณจ้าวลู่ฉือไปด้วย
หรูอวี้นางยกยิ้มอย่างพอใจ นางคิดจะหาหนทางกลับเข้าเมืองเพื่อไปจัดการเื่ที่นางยังไม่ได้ทำไว้อีกสักเล็กน้อย ด้วยมีแม่ทัพจ้าวร่วมขบวนมาด้วย ในตอนแรกนางก็กังวลว่าจะหาทางปลีกตัวออกมาไม่ได้
เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ย่อมเป็เื่ดีสำหรับนาง
ขบวนเดินทางมาได้เพียงแค่หนึ่งชั่วยามก็มาหยุดที่โรงพักม้าที่นอกเมือง ทหารที่ติดตามมาด้วยงุนงงไม่น้อย ความจริงแล้วทุกครั้งที่เดินทางกลับชายแดนเหนือพวกเขาแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย คงเป็เพราะมีสตรีร่วมเดินทางมาด้วย ท่านแม่ทัพถึงได้เมตตาเช่นนี้
“เ้ากับบุตรเข้าไปพักด้านในเถิด” จ้าวลู่ฉือให้คนไปจัดการเื่ห้องพักให้สามคนแม่ลูกเรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณท่านเ้าค่ะ” ตู้เหลียนยิ้มขอบคุณ ก่อนจะถูกสาวใช้กับแม่นมประคองเข้าไปด้านใน
หรูอวี้แยกตัวไปหากลุ่มนายทหารที่กำลังจะจูงม้าไปไว้ที่โรงม้าที่อยู่ด้านหลัง
“พี่ชาย ข้าขอถามหน่อย จากที่นี่เดินทางย้อนกลับไปเมืองหลวงไกลเพียงใดเ้าคะ” นายทหารที่ถูกเรียกว่าพี่ชายก็สะดุ้งใไม่น้อย
เขาไม่เคยเจอคุณหนูจวนใดที่ทำท่าทางสนิทสนมกับบุรุษร่างใหญ่ ใบหน้าดุร้ายเช่นสาวน้อยตรงหน้ามาก่อนเลย
“เอ่อ...หากเดินทางด้วยม้าก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้นขอรับ”
“อืม...ข้าขอยืมม้าท่านได้หรือไม่” นางเอ่ยขออย่างหน้าตาเฉย
“เ้าจะไปที่ใด” เสียงเหยียบเย็นเอ่ยถามมาจากด้านหลังของนาง
หรูอวี้มิได้สะดุ้งใเช่นนายทหารที่หยุดคุยกับนางทั้งสามคน นางหันกลับไปมองทางด้านหลังช้าๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวน เมื่อเห็นใบหน้าดำคล้ำของแม่ทัพจ้าว
“ข้าลืมของไว้”
“ลืมสิ่งใดถึงต้องกลับไปเอา”
“ท่านแม่ทัพ เื่นี้ข้าก็ต้องแจ้งท่านด้วยรึ” เขายังไม่ได้เป็บิดาของนางเสียหน่อย คิดจะข่มขู่นางยังเร็วเกินไป
“ข้าต้องคุ้มครองพวกเ้าสามคนแม่ลูกไปให้ถึงเป่ยหาน เื่ทั้งหมดข้าสมควรต้องรู้”
“เช่นนั้น ข้าหาหนทางอื่นก็ได้” นางเอ่ยออกมาเบาๆ แล้วเดินกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม
“ประเดี๋ยว ไม่ว่าของสิ่งนั้นคืออันใด เ้าก็ไม่อาจจะกลับไปเมืองหลวงได้แล้ว”
“หื้ม...ท่านยังไม่ได้เป็บิดาของข้าเลย จะห้ามข้าเสียแล้วรึ” นางเอ่ยถามอย่างใสซื่อ
“เพ้ย ผู้ใดอยากเป็บิดาของเ้ากัน” เขาถลึงตามองนางอย่างไม่พอใจ
เด็กสาวรุ่นเดียวกับนาง เมื่อเห็นเขาต่างพากันถอยหนี ไม่ใช่ว่าใบหน้าของเขาดูน่าหวาดกลัว แต่ด้วยรังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา ทำให้แม้แต่ขุนนางในเมืองหลวงยังต้องกลัว แล้วเหตุใดนางถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับเขาอย่างไม่รู้จบเช่นนี้
“ข้าก็คิดว่าท่าน้าจะทำหน้าที่บิดาแล้วเสียอีก หากมิใช่...เื่นี้ท่านอย่าได้เข้ามายุ่งจะดีกว่า” นางมองเขาด้วยแววตาที่แข็งกร้าว เป็การเอ่ยเตือน ก่อนจะเดินกลับเข้าที่พักไปไม่สนใจใบหน้าเขียวคล้ำที่น่ากลัวของเขาเลยสักนิด
ผิดกับทหารทั้งสามนายที่ได้ยินทุกคำพูดที่ทั้งสองโต้ตอบกัน พวกเขาล้วนแต่ตัวสั่นจนก้าวขาไม่ออก ด้วยรู้ว่าโทสะของผู้เป็นายโเี้มากเพียงใด
“ข้าขอสั่งพวกเ้า อย่าได้ให้การช่วยเหลือสิ่งใดกับนาง มิเช่นนั้น...กลับถึงค่ายชายแดนเมื่อใด พวกเ้าคงรู้ตัวว่ามีสิ่งใดรอพวกเ้าอยู่” เขาปรายตามองอย่างคาดโทษทั้งสามคน ก่อนจะเดินเข้าไปที่พักอย่างหัวเสีย