บทที่41กลซ่อนกล แผนซ้อนแผน
เฟยหลงพุ่งทะยานร่างไต่ไปตามผนังและหลังคาของตึกจนไปถึงวังหลวงฝ่ายใน เป้าหมายเพื่อติดตามบุรุษชุดดำมือสังหารผู้นั้นแต่ด้วยความที่ไม่ชำนาญเส้นทางในวังหลวง กอปรกับเป็นค่ำคืนที่มืดมิดทำให้ชายหนุ่มต้องคลาดเคลื่อนกับบุรุษชุดดำในที่สุดเฟยหลงครุ่นคิด
“บุรุษชุดดำผู้นี้ต้องเป็นคนในไม่ผิดแน่จึงได้ชำนาญเส้นทางหลบหลีกถึงเพียงนี้”
เมื่อมิอาจติดตามบุรุษชุดดำได้ทันเช่นนั้นเฟยหลงจึงส่งจิตสัมผัสยื่นขยายออกไป มันสัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติจากตัวคนมากมายที่อยู่ในรัศมีจิตสัมผัสของมันนี้โดยยามราตรีดึกสงัดเช่นนี้ทุกผู้คนย่อมอยู่ในลักษณะที่นิ่งสงบ เพราะพวกมันต่างต้องหลับนอนกันหมดแล้วแต่ทว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่เฟยหลงสัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติของคนที่มีการเคลื่อนไหวอย่างผิดแผกดังนั้นชายหนุ่มจึงช่อนงำประกายพลัง ก่อนพุ่งร่างไปยังทิศทางที่จิตสัมผัสได้ทันที
เฟยหลงทิ้งร่างลงจากหลังคาของตัวตึกและซุกกายซ่อนอยู่หลังรูปปั้นหินสลัก เมื่อมาถึงคนจึงสังเกตเห็นป้ายหน้าตึกได้อย่างชัดตาที่นี่กลับเป็น สำนักหมอหลวง นั่นเอง เฟยหลงเพ่งจิตสัมผัสไปที่ร่างที่มีการเคลื่อนไหวซักพักเงาดำสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากอาคารสำนักหมอหลวง ก่อนทะยานเลียบไปตามกำแพงตึก และกระโจนไต่กำแพงออกทางด้านทิศเหนือไปเฟยหลงสะกิดเท้าเตะพื้นส่งร่างทะยานขึ้นบนกำแพง ไล่ติดตามคนชุดดำดังกล่าว จนไปถึงมุมอาคารแห่งหนึ่งคนชุดดำจึงได้หยุดยั้งฝีเท้าลงแล้วกล่าวขึ้นแผ่วเบา
“เรียบร้อยแล้วขอรับ”
อีกมุมหนึ่งของอาคาร มีเสียงทุ้มต่ำของบุรุษวัยกลางคนที่หลบฉากอยู่ด้านข้างกล่าวขึ้น“มีใครรู้ตัวหรือไม่”
“แม้แต่หัวหน้าหมอหลวงยังมิทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงขอรับ”
“เจ้าทำงานได้ดีมาก องค์ชายทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง”
คนชุดดำยื่นของสิ่งหนึ่งให้บุรุษที่หลบฉากอยู่อีกมุมของสิ่งนั้นเป็นกระบอกไม้ไผ่ที่มีไว้สำหรับบรรจุสิ่งของขนาดไม่ใหญ่มาก บุรุษที่ยืนหลบฉากยื่นมือออกมารับก่อนกล่าว
“เจ้าไปได้แล้ว”
“ขอรับ”
เฟยหลงยื่นจิตสัมผัสตรวจสอบดูมันสัมผัสได้ถึงไอพิษอันเจือจางอย่างยิ่งในกระบอกไม้ไผ่นั่น ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มถูกงูทมิฬหมื่นพิษกลืนกินเข้าไปตั้งแต่ครั้งที่อยู่ในบึงมรณะร้อยลี้ชายหนุ่มก็เหมือนจะสัมผัสรับรู้ได้ถึงพิษทุกชนิดบนโลก ทั้งพิษยังมิอาจกล้ำกลายชายหนุ่มได้แม้แต่น้อยดังนั้นพิษที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ย่อมมิอาจหลบรอดจากสายตามันไปได้ เฟยหลงแม้ทราบแล้วว่าคนชุดดำเบื้องหน้าเป็นคนละคนกับบุรุษชุดดำที่ตนไล่ล่าแต่เรื่องราวลับลมคมนัยน์นี้ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกันเป็นแน่ ได้คิดเช่นนั้นเฟยหลงจึงแอบติดตามบุรุษอีกผู้ที่พึ่งรับกระบอกไม้ไผ่ไป
ณ ห้องหับอันมืดมิดแห่งหนึ่งในวังหลวงฝ่ายในแคว้นเหยียน มีบุรุษสามผู้กำลังยืนสนทนากันอยู่
“ผิดพลาดไปเพียงก้าว มิคิดว่าจะคลาดกันกับมันได้”
“เจ้าคงประเมินบุรุษหนุ่มผู้นั้นสูงจนเกินไปจึงได้ใช้ความเร็วหลบหลีกอย่างเต็มกำลังเช่นนี้”
“มิเป็นไร แม้จะผิดแผนไปบ้างแต่อย่างน้อยมันก็สร้างปัญหาให้บานปลาย และทำให้ข้าได้มีโอกาสที่จะฉกฉวย……..ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เฟยหลงติดตามบุรุษผู้นั้นจนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีทหารชุดเกราะยืนเรียงราย ทั้งยืนลาดตะเวนกันอยู่อย่างมากมาย และบุรุษผู้นั้นก็เดินฝ่าเข้าไปโดยมิเกรงกลัวอันใดเป็นเหล่าทหารเมื่อเห็นมันเป็นต้องหลีกทางและทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“คาราวะท่านรองแม่ทัพซ้ายมิคิดว่าท่านจะมาถึงยามดึกวิกาลเช่นนี้ ทางค่ายจึงมิได้เตรียมการต้อนรับอย่างสมเกียรติ”
“มิต้องมากความ”
“เช่นนั้นเชิญด้านนี้เลยขอรับ”
บุรุษผู้นี้กลับเป็นถึงรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายนามต้าจงเหริน หนึ่งในบุคคลที่มีอำนาจในกองทัพแห่งแคว้นเหยียนนั่นเอง เฟยหลงครุ่นคิดถึงเรื่องยาพิษคนชุดดำที่ถูกส่งไปยังสำนักหมอหลวง บุคคลที่สามที่ถูกเรียกขานว่าองค์ชาย หรือทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการลอบปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหยียนและเป็นต้นตอที่ทำให้มันต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ได้มาถึงพร้อมๆ กับความวุ่นวายในวังหลวงก็ได้บังเกิด เมื่อเฟยหลง บุคคลต้องสงสัยอันดับหนึ่งในการลอบปลงพระชนม์ได้หายตัวไปทั้งผลการวินิจฉัยจากหมอหลวง และผลจากการตรวจสอบของมือปราบต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นมันเช่นนั้นเฟยหลงบัดนี้ย่อมไม่ต่างจากผู้ร้ายตัวฉกาจแห่งแคว้นเหยียนไปแล้ว ตอนนี้รอบกำแพงวังหลวงถูกวางไว้ด้วยเหล่าทหารชุดเกราะเงินวาวเมื่อสอบถามข้อเท็จจริงได้ความว่ายังไม่มีผู้ใดที่แอบลักลอบออกนอกวังหลวงในค่ำคืนที่ผ่านมาเช่นนั้นทุกผู้จึงลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เฟยหลงยังอยู่ในวังแห่งนี้ และสถานที่ต้องสงสัยอันดับแรกย่อมหนีไม่พ้นตำหนักขององค์หญิงเหยียนจินอวี้
เสียงฝีเท้าทหารชุดเกราะหลายสิบนายเคลื่อนขบวนมายังตำหนักของเหยียนจินอวี้ผู้ที่เดินนำหน้าเหล่าทหารนี้มาก็คือองค์ชายรอง เหยียนโจวหยวน และรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายต้าจงเหริน นั่นเอง เสียงของเหยียนโจวหยวนกล่าวขึ้น
“น้องหญิง เจ้าอยู่หรือไม่”
เสียงสตรีดังก้องกังวานมาจากภายในตำหนัก“ท่านจะมาจับกุมข้าหรือ”
“มิกล้า เพียงแต่ตัวเลวร้ายที่คิดสังหารบิดาของพวกเราอาจมาหลบซ่อนที่นี่ขอน้องหญิงจงโปรดอนุญาตให้พี่ชายผู้นี้เข้าตรวจค้นซักเล็กน้อย”
“ท่านอาศัยอะไรที่จะเข้ามาตรวจค้นที่ตำหนักข้า”
ชิ้ง เสียงชักกระบี่ของเหยียนโจวหยวนดังขึ้นเมื่อตัวกระบี่ที่มีสัญลักษณ์รูปมังกรทองปรากฏสู่สายตา ทุกผู้ต่างคุกเข่าลงทันที เพราะกระบี่ที่เหยียนโจวหยวนถืออยู่นี้คือกระบี่อาญาสิทธิ์ อันเป็นดั่งประกาศิตที่ออกจากโอษฐ์ขององค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหยียนนั่นเอง
“น้องหญิงอย่าถือโทษที่ข้าทำเช่นนี้เพราะนี่คือคำสั่งของพระบิดา”
“เฮอะ! แผนการท่านช่างแยบยลนัก ขนาดข้ายังตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้”
เหยียนโจวหยวน สั่งทหารที่อยู่เบื้องหลังด้วยเสียงทุ้มต่ำ“ค้น”
ทันใดประตูตำหนักพลันเปิดออกรองแม่ทัพฝ่ายขวา อวู่เซี่ยวเหว่ย พร้อมด้วยเหล่าทหารชุดเกราะนับสิบนายเดินออกมาจากตำหนักขององค์หญิงจากนั้นพวกมันก็ทำการคำนับเหยียนโจวหยวนแล้วกล่าวขึ้น
“กระหม่อมได้นำทหารเข้าตรวจค้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในตำหนักไม่มีผู้ต้องสงสัยดำรงอยู่พะยะค่ะ”
เหยียนโจวหยวนคิ้วกระตุกมันจ้องมองรองแม่ทัพฝ่ายขวาเขม็ง เป็นรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายที่เดินเข้ามาแล้วกล่าว
“ราชโองการขององค์จักรพรรดิได้มีคำสั่งให้องค์ชายรองมาตรวจค้นแต่เจ้าชิงตัดหน้าเช่นนี้ ใช่มีลับลมคมนัยน์อันใดหรือไม่ หรือว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับมันหรือต้องให้องค์ชายสั่งคุมตัวเจ้าเพื่อตรวจสอบ”
เสียงสตรีดังก้องกังวานมาจากภายในตำหนัก“หุบปากแล้วรีบมาตรวจค้น ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
รองแม่ทัพฝ่ายขวา อวู่เซี่ยวเหว่ยยืนกำหมัดแน่น ก่อนเบี่ยงตัวหลีกทางให้องค์ชายรองนำทหารเข้าสู่ตำหนักขององค์หญิงเหยียนจินอวี้ขณะที่รองแม่ทัพฝ่ายซ้าย ต้าจงเหริน กำลังเดินผ่านไป มันก็เอ่ยปากขึ้นมาแผ่วเบา
“ต้าจงเหริน เจ้ากับข้าซักวันต้องได้เห็นดีกัน”
ต้าจงเหรินยกยิ้มที่มุมปากก่อนกล่าว “น้อมรอทุกเมื่อ”
เหยียนโจวหยวนนำกำลังทหารค้นทุกซอกทุกมุมในตำหนักของเหยียนจินอวี้จนแล้วจนรอดก็ไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติอันใด
“ผิดหวังใช่หรือไม่”
“ข้ากลับรู้สึกโล่งใจที่น้องหญิงมิได้ให้ที่พักพิงเจ้าคนสามานย์นั่น เพราะไม่เช่นนั้นน้องหญิงอาจจะถูกครหาได้”
“ถูกครหา? เรื่องอันใด เรื่องที่ข้านำคนมาเพื่อปลงพระชนม์บิดาแท้ๆ ของตนเองนั่นหรือ เฮอะคนที่คิดเช่นนั้นได้มันเป็นบุคคลเช่นใดกันแน่”
“ข้าพูดไปน้องหญิงก็คงมิเข้าใจเอาเป็นว่าระวังบุรุษหนุ่มผู้นั้นให้จงดี”
“ท่านอาจเตือนให้ข้าระวังผิดคน”
เหยียนโจวหยวนนำขบวนทหารของตนจากไปในที่สุดเป็นองค์หญิงเหยียนจินอวี้ที่ยืนกำหมัดแน่น นางทั้งมีโทสะและมิพอพระทัยคละเคล้ากันไปโทสะของนางคือการที่เหยียนโจวหยวนกลับสามารถวางกลอุบายจนตนต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้และที่ไม่พอพระทัยก็เพราะพระบิดากลับทรงเห็นคล้อยตาม และมอบกระบี่อาญาสิทธิ์แก่เหยียนโจวหยวนในการดำเนินการในครานี้
“ข้าจะเปิดโปงแผนการร้ายของเจ้าให้ได้”
“เฟยหลงท่านจะเป็นเช่นไรบ้าง”
มีคำกล่าวที่ว่าสถานที่ที่อันตรายที่สุดมักเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดเช่นกัน ฉะนั้น ณ สำนักหมอหลวง สถานที่อันอยู่ใกล้กับตำหนักขององค์จักรพรรดิมากที่สุดที่ที่ดำรงไว้ด้วยเหล่าแพทย์รักษา แพทย์โอสถ หรือแพทย์ปรุงยามากมาย จึงเพิ่มมาด้วยบุคคลผู้หนึ่งซึ่งก็คือ เฟยหลง นั่นเอง การที่เฟยหลงมาหลบอยู่ในสำนักหมอหลวงมิใช่ว่ามันมาเพื่อซ่อนตัวเพียงอย่างเดียวแต่มันมาเพื่อสืบหาข้อเท็จจริง เพื่อหาข้อแก้ต่างให้กับตนเอง โดยเริ่มต้นที่คนชุดดำอันเกี่ยวข้องกับยาพิษผู้นั้น
“ข้าไม่มีทางยอมรับเรื่องราวอยุติธรรมที่ถูกกล่าวหาเช่นนี้เจ้ากับข้าต้องได้เห็นดีกันเหยียนโจวหยวน”
เฟยหลงหลบซ่อนอยู่ ณ สำนักหมอหลวงแล้วหนึ่งสัปดาห์เต็มทำให้มันรับทราบเรื่องราวประการหนึ่ง คือ ทุกสามวันทางแพทย์โอสถโดยหัวหน้าหมอหลวง เซี๊ยะทิมอี้จะมีการจัดเตรียมโอสถให้องค์จักรพรรดิ และค่ำคืนก่อนที่จะมีการถวายพระโอสถ คนชุดดำก็จะปรากฏตัวขึ้นและกระทำการบางอย่างกับโอสถนั่นพร้อมกับมีพิษลักษณะพิเศษที่มิอาจตรวจสอบได้มาเกี่ยวข้อง เมื่อทราบเรื่องราวเช่นนี้เฟยหลงจึงได้เริ่มเคลื่อนไหวบัดนี้ชายหนุ่มเตรียมตัวตอบโต้คืนแล้ว
แคว้นซาง บริเวณทางขึ้นเขาหั่วซานอดีตที่ผ่านมาไม่นานนักเคยมีเก๋งไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่สองบุรุษชรามักมาเสวนาปราศรัยกันแต่บัดนี้เก๋งไม้หลังนั้นกลับหลงเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง รอบข้างมีแต่ร่องรอยการต่อสู้ที่ดูดุเดือดรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง
นับแต่คัมภีร์วิถีฟ้าปรากฏแคว้นซาง แคว้นที่เคยสงบสุขที่สุดก็เริ่มคุกกรุ่นไปด้วยเชื้อไฟแห่งสงครามของผู้ฝึกญาณปาฏิหาริย์ด้วยสำนักพรตหงส์ฟ้า และวัดธรรมจักร ที่เมื่อก่อนเคยมีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน ตอนนี้กลับเลือนหายไปพบเจอเป็นต้องฆ่า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะชิ้นส่วนคัมภีร์วิถีฟ้าเพียงชิ้นเดียว เช่นนี้ปุถุชนคนธรรมดาในแคว้นที่เคยอยู่อย่างสงบสุขเนื่องจากมีค่ายพรรคสำนักใหญ่ดำรงอยู่ร่วมกันถึงสอง บัดนี้พวกมันนับว่าได้คืบคลานเข้าใกล้นรกอเวจีแล้ว
“สวรรค์เมตตาพวกเราด้วย”
เปรี้ยงง! ฝ่ามือสีทองอร่ามครอบแผ่นฟ้ากดทับลงสู่ผืนปฐพี ต้นตอของพลังฝ่ามือนี้มาจากหลวงจีนรูปร่างสูงใหญ่กำยำผิวพรรณหยาบกร้าน ตาจมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา ห่มจีวรสีน้ำตาลครึ่งท่อน วัยประมาณสามสิบเศษผู้หนึ่งที่ถูกกดทับอยู่ใต้พลังฝ่ามือสีทองเป็นนักพรตสวมชุดคลุมสีฟ้าคราม ปักด้วยด้วยรูปหงส์คู่บินฉวัดเฉวียนพันตู่วัยประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี และชาวบ้านตาดำๆ ที่บังเอิญผ่านทางมา บุรุษสวมชุดนักพรตที่กำลังต้านพลังฝ่ามือพลันกัดฟันกล่าวขึ้น
“มิคิดว่า ต้าเซิงหังศิษย์ลำดับหนึ่งแห่งวัดธรรมจักรจะลงมือทั้งที่มีชาวบ้านธรรมดาผ่านมา”
“ฮ่าฮ่าฮ่า สุนัขแห่งสำนักพรตหงส์ฟ้าเวลาจะพ่ายแพ้กลับหาเหตุผลมากล่าวอ้างได้อย่างหมดจดนัก เลื่อมใส เลื่อมใส อ้อ หากฝีมือเจ้าเก่งเท่ากับฝีปากป่านนี้เจ้าคงทำลาย ฝ่ามือวชิระฟ้าสยบมาร ได้แล้ว…. เฮ้อ หากไม่มีฮุ่ยหลง สำนักเจ้าก็คงเป็นได้เพียงสำนักปลายแถว มิได้เชิดหน้าชูตาเช่นนี้”
“เจ้า!!! หงส์ฟ้าประกาศิต ย่าาาาห์”
ตูมมมม!!! ชาวบ้านผู้โชคร้ายถูกคลื่นพลังทั้งสองที่ปะทะกันเมื่อครู่กระแทกเข้าใส่ลำตัวอย่างเต็มแรงคนกระเด็นกลับหลังไปไกลก่อนกระอักโลหิตออกมาชโลมพื้นปฐพีสิ้นชีพจากไปทั้งที่มีห่วงอยู่เต็มอก
“บุตรและภรรยาข้าข้าตายไปใครจะเลี้ยงดูพวกเจ้า”
เสียงแพทย์โอสถนับสิบกำลังขลุกอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบเพื่อจะปรุงโอสถนำถวายแก่องค์จักรพรรดิในตอนเช้าของวันพรุ่งและขั้นตอนสุดท้ายเป็นหัวหน้าหมอหลวง เซี๊ยะทิมอี้ ที่นำวัตถุดิบชั้นดีมาเคี่ยวเนิ่นนานก่อนกลั่นออกมาเป็นโอสถหนึ่งถ้วยจากนั้นมันก็ปิดฝาถ้วยอย่างมิดชิดแล้วนำไปใส่ไว้ที่ตู้เก็บ ก่อนพากันแยกย้ายทยอยออกไปจนหมดสิ้นเช่นนั้นเฟยหลงจึงแอบติดตามเชี๊ยะทิมอี้ออกไป เมื่อสำรวจมองรอบข้างว่าไม่มีเวรยามรักษาการณ์ชายหนุ่มก็ทะยานร่างออกจากที่หลบซ่อนไปปรากฏตัวต่อหน้าเซี๊ยะทิมอี้ทันที เมื่อเซี๊ยะทิมอี้เห็นเช่นนั้นคนต้องผงะถอยหลังก่อนยกนิ้วขึ้นชี้หน้าเฟยหลงแล้วกล่าว
“เจ้าคนชั่วช้า มีใครอยู่หรื…”
ขณะที่เซี๊ยะทิมอี้กำลังจะตะโกนร้องเรียกให้ทหารเวรยามรู้ตัวเฟยหลงพลันประชิดเข้าใกล้และจี้สกัดจุดให้หัวหน้าหมอหลวงผู้นี้นิ่งค้างในทันที ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวขึ้น
“ขออภัยที่ล่วงเกินข้ามิได้มีเจตนาร้าย แต่จะพาท่านไปพิสูจน์ความจริงประการหนึ่ง ฉะนั้นโปรดอยู่อย่างสงบและตามข้ามา”