บทที่ 22 ฉันรู้แล้วว่าทำผิด
แม่โจวและโจวหลีอันคุยกันสักพัก แล้วต่างคนต่างก็ไปทำงาน
หลังจากแม่โจวหมุนตัวออกไปแล้ว โจวหลีอันก็ต้มน้ำในหม้อก่อน แล้วจึงกลับเข้าห้อง เธอเอื้อมมือไปปิดประตู ปิดม่าน แล้วเข้าไปในมิติพิเศษ
ทันทีที่เข้าไปในมิติพิเศษ สิ่งแรกที่เธอทำก็คือไปเติมเงินสิบหยวนที่หน้าจอเห็ด จากนั้นก็นำเมล็ดพืชที่แม่โจวให้มาไปปลูก
เมล็ดพืชที่แม่โจวให้โจวหลีอันมีหลากหลายชนิดมาก
มีทั้งผักกาดขาว แตงกวา พริก มะเขือ หัวไชเท้า กะหล่ำปลี ถั่วลิสง ถั่วแระ ถั่วฝักยาว ถั่วพู หอมใหญ่ ต้นหอมกระเทียม ผักใบเขียว ฟักทอง และอื่น ๆ
แม้ว่าแม่โจวจะให้เมล็ดพืชมาเยอะแค่ไหน ก็ไม่มากพอที่จะปลูกในมิติพิเศษให้เต็ม
ส่วนพื้นที่ที่เหลือนั้น โจวหลีอันก็ไม่ได้ปล่อยว่าง เธอรีบออกไปนอกมิติพิเศษเพื่อไปเอาเมล็ดข้าวโพดมาปลูกเพิ่ม
หลังจากปลูกพืชต่าง ๆ ในมิติพิเศษเสร็จแล้ว โจวหลีอันก็นำถั่วบางส่วนออกมาแช่น้ำ เธอเตรียมจะทำถั่วงอกกินเองที่บ้าน
เมื่อทำเสร็จทุกอย่าง น้ำในหม้อก็เดือดแล้ว โจวหลีอันจึงใส่น้ำตาลกรวดลงไป แล้วนำไปให้ลุงเฉิงและคนงาน
ครั้งนี้ เธอไม่ได้พบกับจางโหรวโหรวเหมือนเมื่อวานนี้
แต่เมื่อนึกถึงท่าทางของจางโหรวโหรวก่อนหน้านี้ โจวหลีอันคิดว่าหลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว เธอจะต้องหาโอกาสไปเยี่ยมบ้านของเพื่อนบ้านในอนาคตให้ได้
หลังจากส่งน้ำตาลเสร็จแล้ว โจวหลีอันก็ไม่ได้นิ่งเฉย
เธอหยิบตะกร้าแล้วนำจอบใส่ เธอเตรียมตัวจะไปขุดหน่อไม้ในป่าไผ่ หน่อไม้ที่ขุดกลับมาสามารถนำมาผัดกินได้ หรือจะตากแห้งเก็บไว้กินภายหลังก็ได้
ในตอนเที่ยงของวันนั้น โจวหลีอันทำอาหารหลายอย่างคือ หน่อไม้ผัดหมูสามชั้น ไข่ผัดต้นหอมจีน ผัดเห็ด และผัดผักชีล้อม
ผักชีล้อมเป็ผักป่าชนิดหนึ่ง ที่โจวหลีอันขุดมาระหว่างทางกลับจากการขุดหน่อไม้
แม้อาหารมื้อเที่ยงจะไม่ได้มีเยอะเท่าเมื่อวาน แต่ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
ในขณะที่ทานอาหารกันนั้น กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งลาน
เมื่อเสี่ยวฮุ่ย และเสี่ยวชงที่กำลังทานข้าวกับพ่อแม่ของตัวเองอยู่ในบ้าน ได้สูดดมกลิ่นหอม แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่พ่อของพวกเขาทำอย่างว่าง่าย
จางเฉี่ยวลี่ได้กลิ่นหอมโชยมาจากนอกห้อง แล้วรู้สึกเบื่ออาหารตรงหน้าทันที
ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่พูดความจริงอันไม่น่าฟังออกไปอย่างรวดเร็ว และก็รู้สึกโกรธแม่โจวที่ทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ไปได้
แต่สิ่งที่จางเฉี่ยวลี่้ามากที่สุด คือหาวิธีให้ทุกคนได้กินข้าวด้วยกัน
หลังอาหาร จางเฉี่ยวลี่ไปขอโทษแม่โจว แต่ถูกแม่โจวเมินเฉยและปฏิเสธออกมา
ส่วนโจวหลีอันกินข้าวเสร็จแล้วก็ไปบ้านช่างไม้ถาน
เธอไปสั่งประตู หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ที่บ้าน้ากับช่างไม้ถาน
ตอนเที่ยงของวันที่สาม โจวหลีอันทำปลาราดซอส ปลาที่ใช้ก็เป็ปลาที่โจวหลีอันเร่งให้โตเร็วด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในมิติพิเศษ เนื้อปลาจึงสดและนุ่มมาก
วันที่สี่ โจวหลีอันทำเครื่องในหมูผัดแห้งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว คราวนี้ยังเพิ่มหน่อไม้แห้งเข้าไปด้วย กลิ่นหอมของเครื่องในหมูผสมผสานกับกลิ่นหอมของหน่อไม้ทำเอาหลายคนน้ำลายไหลไปตาม
คนงานที่มาสร้างบ้านได้กินอาหารอร่อยติดต่อกันสี่วัน ทุกคนแทบอยากให้บ้านของโจวหลีอันสร้างเสร็จช้า ๆ
จางเฉี่ยวลี่สูดกลิ่นหอมของเครื่องในหมู แล้วก้มลงมองข้าวในชามที่ไร้รสชาติ พลางรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้เธอทนอยู่ต่อไปไม่ไหวแม้แต่วันเดียว
ทำไมอยู่บ้านเดียวกัน โจวหลีอันและพวกเขาได้กินอาหารอร่อยทุกวัน แต่เธอต้องมากินแต่อาหารไม่มีรสชาติแบบนี้
นึกถึงแม่โจวที่เมินเฉยเธอมาหลายวัน จางเฉี่ยวลี่ก็คิดหาทางออกทันที
แม่สามีของเธอรักลูกสาวมากกว่าใคร ถ้าโจวหลีอันยกโทษให้เธอ และยอมให้เธอกินข้าวด้วย แม่โจวก็น่าจะยอมเหมือนกัน
ถึงตอนนั้นเธอก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่นอกจากไปทำงาน ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย
ขณะนี้จางเฉี่ยวลี่เห็นผลประโยชน์มหาศาลอยู่ตรงหน้า เธอจึงเลือกที่จะลืมความจริงว่าโจวหลีอันคนปัจจุบันไม่ใช่คนที่พูดด้วยง่าย ๆ
วันรุ่งขึ้น หลังจากคนอื่น ๆ ในบ้านไปทำงานกันหมดแล้ว เธอก็ไปหาโจวหลีอันที่กำลังต้มน้ำอยู่ในครัว
"อันอัน..."
โจวหลีอัน "......"
เธอหันมามองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
"อย่าเรียกฉันแบบนั้น"
เธอรู้สึกขยะแขยงจริง ๆ
มีอะไรที่น่าขยะแขยงไปกว่าการที่คนที่เราเกลียดมาเรียกชื่อเล่นเราอย่างสนิทสนมอีกล่ะ?
"เื่มันเป็อย่างนี้นะ"
จางเฉี่ยวลี่เดินเข้าไปในครัว ถูมือโจวหลีอันไปมาพลางพูดว่า "ฉันเป็คนไม่เก่งเื่พูด คำพูดที่ฉันเคยพูดถึงเธอก่อนหน้านี้ ฉันรู้ตัวแล้วว่าผิด ฉันอยากขอโทษเธออย่างจริงจัง เธอช่วยไปช่วยบอกแม่ได้ไหมว่าอย่าแยกครอบครัวเลย ดูสิ ฉันรู้ตัวแล้วว่าผิด......"
โจวหลีอัน "......"
เธอรู้สึกว่าตัวเองได้เห็นข้อดีอย่างหนึ่งของจางเฉี่ยวลี่แล้ว
หน้าด้าน! ยืดหยุ่นจนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลยนะเลยนะ!
เพียงแต่ เธอมีความมั่นใจมาจากไหนกัน?
การที่เธอ 'รู้ว่าทำผิด' มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
"ทำไมพี่ไม่บอกแม่เองล่ะ?"
จางเฉี่ยวลี่ ถูมือด้วยความเขินอาย "ก็แม่ไม่สนใจฉันไม่ใช่เหรอ"
โจวหลีอัน ทำหน้าเ็า "แล้วพี่มีความมั่นใจมาจากไหนว่าฉันจะสนใจพี่ล่ะ?"
โจวหลีอัน พูดจบก็ไปทำธุระของตัวเองต่อ
แม้ว่าตอนแรกทุกคนจะยังไม่ชิน แต่การแยกครอบครัวของตระกูลโจวก็เป็เื่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ พอบนโต๊ะอาหารไม่มีจางเฉี่ยวลี่แล้ว ทำให้อีกสามคนทานอาหารได้อย่างสบายใจมากขึ้น
"เธอ... เธอไม่สามารถมองดูครอบครัวนี้แตกแยกไปต่อหน้าต่อตาได้นะ!"
"ฉันว่าแตกแยกไปก็ดีนะ" โจวหลีอันตอบกลับ
จางเฉี่ยวลี่กัดฟันกรอด เวลานี้เธอนึกถึงตอนที่เคยขอให้โจวหลีอันซ่อมแซมบ้าน แต่เขากลับทำท่าไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
พอคิดได้ สติปัญญาของเธอก็กลับมาทำงานอีกครั้ง เธอรู้ว่าวันนี้คงไม่สามารถโน้มน้าวโจวหลีอันได้แล้ว
ก่อนหน้านี้เธอเจอกำแพงที่แม่โจว วันนี้ก็มาเจอกำแพงที่โจวหลีอันอีก คิดว่าเป้าหมายของตัวเองคงไม่สำเร็จแล้ว จางเฉี่ยวลี่โมโหจนด่าทอออกมา
ในใจของเธอ สาเหตุที่ทำให้เธอต้องมาใช้ 'ชีวิตที่ลำบาก' แบบนี้ ก็เป็เพราะโจวหลีอันกลับมา
"เธอนี่มันตัวป่วนชัด ๆ เธอ้าให้ตระกูลโจวไม่สงบสุขใช่ไหม!"
"พูดเหมือนกับว่ามีใครอยากอยู่บ้านเดียวกับพี่นักหนา"
จางเฉี่ยวลี่แค่นเสียงดูถูก "แกมันตัวอัปมงคลชัด ๆ ทำให้สามีตัวเองกลายเป็คนตายทั้งเป็ ใครจะรู้ว่าคนต่อไปจะเป็ใครที่รับผลกรรมต่อ!"
คำพูดนี้ฟังแล้วเหมือนคำสาปสำหรับโจวหลีอัน
แม้จะไม่เชื่อว่าพูดอะไรออกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่คำพูดนี้ก็ฟังแล้วน่ารังเกียจจริง ๆ
โจวหลีอันได้ยินแล้วรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
เธอรู้สึกไม่พอใจ มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดสีและร้ายกาจของจางเฉี่ยวลี่ เธอจึงตบหน้าเขาไปทันที
ส่วนกฎของตระกูลโจวที่ห้ามทำร้ายร่างกายผู้อื่นนั้น…
ขอโทษด้วย!
ตอนนี้จางเฉี่ยวลี่อยู่ต่อหน้าโจวหลีอัน เธอไม่ได้อยู่ในขอบเขตของคำว่า ‘คน’ อีกต่อไปแล้ว
สำหรับปากเสีย ๆ ของจางเฉี่ยวลี่นั้น โจวหลีอันี้เีคิดหาวิธีอื่นให้เธอหุบปาก จึงต้องใช้กำลังเท่านั้น
จางเฉี่ยวลี่ถึงกับงุนงงไปกับการตบครั้งนี้ของโจวหลีอัน
เธอไม่ได้โดนตบมานานแค่ไหนแล้ว?
ดูเหมือนว่าั้แ่เธอวางแผนแต่งงานเข้าตระกูลโจว ก็ไม่เคยโดนตบตีอีกเลย
จางเฉี่ยวลี่แทบจะลืมความหวาดกลัวที่ถูกครอบงำด้วยการถูกทำร้ายไปแล้ว
สำหรับคนอย่างจางเฉี่ยวลี่ การตบเพียงครั้งเดียวคงไม่ทำให้หายแค้นได้
โจวหลีอันสีหน้าเ็าและตบอีกครั้ง
จางเฉี่ยวลี่กลับไม่มีทีท่าต่อต้านเลย โจวหลีอันสังเกตเห็นเื่นี้ หลังจากที่ตบไปหลายครั้งแล้ว
เธอขมวดคิ้วมองจางเฉี่ยวลี่ เห็นอีกฝ่ายกอดหัวตัวเองไว้โดยไม่รู้ตัว สีหน้าเ็ปพลางพูดว่า "แม่! แม่! ฉันผิดไปแล้ว! อย่าตีเลย! ฉันผิดไปแล้ว!"
ท่าทางแบบนี้ดูเหมือนเป็อาการตอบสนองต่อความเครียด
โจวหลีอันนึกขึ้นได้ว่าครอบครัวของจางเฉี่ยวลี่ดูเหมือนจะชอบลูกชายมากกว่าลูกสาว คิดว่าคงเคยใช้ชีวิตที่บ้านไม่ค่อยดีนัก และน่าจะถูกแม่ตีบ่อย ๆ
พูดตามตรง ท่าทางของจางเฉี่ยวลี่ที่กอดหัว กลัวการถูกตีนั้นดูน่าสงสารอยู่บ้าง
แต่ความน่าสงสารก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้ปากเสียได้!
โจวหลีอันถอยหลังสองก้าว "ฉันไม่มีลูกสาวที่น่ารำคาญแบบนี้หรอก ถ้าครั้งหน้าฉันได้ยินคำพูดแบบนี้อีก ฉันจะตีเธอทุกครั้งที่เจอ"
เพราะโจวหลีอันหยุดมือ จางเฉี่ยวลี่จึงค่อย ๆ หลุดพ้นจากความหวาดกลัวเมื่อครู่
แต่เมื่อเธอมองสายตาของโจวหลีอัน เธอก็ยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง
นึกถึงคำพูดที่โจวหลีอันเพิ่งพูดไป เธอรีบพูดว่า "ได้ ๆ ฉันรู้แล้วว่าฉันผิด"
"ไปให้พ้นหน้า!"
แม้จะรู้ว่าจางเฉี่ยวลี่คนก่อนหน้านี้อาจจะน่าสงสาร แต่มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกที่โจวหลีอันรังเกียจอีกฝ่ายได้
จางเฉี่ยวลี่เพิ่งวิ่งหนีไปอย่างลนลานเท่านั้น โจวหลีอันก็ได้ยินเสียงคนเรียกเธอจากนอกลานบ้าน